ในวันที่ตลาดเวชสำอางและอาหารเสริมของไทยคลาคล่ำไปด้วยสตอรี่ที่มาของสารประกอบ เช่น พืชพรรณหายากบนยอดเขา สาหร่ายสีแดงจากทะเลน้ำลึก หรือการโหมประโคมพรีเซนเตอร์ระดับไฮคลาส แต่มีแบรนด์ไทยเล็กๆ แบรนด์หนึ่งเลือกที่จะเดินสวนทางด้วยภาษาที่โคตรจะไร้ความปรานีต่ออารมณ์ผู้บริโภค นั่นคือการพูดด้วยภาษาวิทยาศาสตร์ เพียวๆ
ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น Dr.PONG เกิดขึ้นจาก Pain Point ของ นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เฟิร์สคลาส อินโนเวชั่น จำกัด ที่ตั้งคำถามง่ายๆ ในฐานะผู้บริโภคสายรีเสิร์ชว่า ทำไมสินค้า beauty & wellness ในท้องตลาดถึงเต็มไปด้วยเรื่องเล่า แต่หาความคุ้มค่าทางฟังก์ชันที่พิสูจน์ได้ยาก คำตอบของเขาในวันนั้น นำมาสู่การสร้างแบรนด์เวชสำอางที่ใช้กลยุทธ์ "Transparent Ingredient" หรือการเปิดเผยเปอร์เซ็นต์ส่วนผสมแบบตรงไปตรงมา "ถ้างานวิจัยระบุว่าใส่ 5% แล้วได้ผล เราก็ใส่ 5% ให้ตรงตามงานวิจัย ไม่ต้องสร้าง story ลึกลับเพื่ออัพราคา ผู้บริโภคจ่ายเงินเท่าไหร่ ต้องรู้ชัดเจนว่าจะได้ Value อะไรกลับไป"
แต่ความใสสะอาดของส่วนผสมอย่างเดียว คงไม่สามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตจากยอดขาย 32 ล้านบาทในปีแรก พุ่งทะยานสู่ 3,200 ล้านบาทในปัจจุบันได้ หากขาดการรบในเชิงโครงสร้างต้นทุน

คุณพงศ์มองเห็นโครงสร้างอันเทอะทะของ Modern Trade ที่เคยกินค่า GP สูงถึง 30–40% จังหวะประจวบเหมาะกับเกิด Channel Disruption "ตอนแรกเราโตมาจาก Marketplace ออนไลน์เพราะค่า GP มันต่ำกว่า Modern Trade เยอะ แต่พอลูกค้าเริ่มติด Platform ยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Lazada หรือ TikTok เขาก็เริ่มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่า GP เรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นต้นทุนเทอะทะแบบที่เราเคยเจอกับ Modern Trade ทางรอดของเราคือต้องรีบสร้างช่องทางขายของตัวเองอย่าง drpong.com ขึ้นมาขนานกัน ประหยัดค่า GP ไปได้เท่าไหร่ เราก็เอางบตรงนั้นกลับมาอัดฉีดลงใน R&D และคุณภาพสินค้าให้คนซื้อรู้สึกคุ้มค่าที่สุด" คุณพงศ์ สะท้อนถึงการแก้เกมช่องทางจำหน่าย
เมื่อรากฐานการตลาดออนไลน์และสินค้าเสร็จสมบูรณ์ เฟสต่อไปของ Dr.PONG จึงไม่ใช่การเร่งอัดงบการตลาดเพื่อทำกำไรระยะสั้น แต่คือการถอยกลับไปยึด "ต้นน้ำ"
ในยุคที่ AI และระบบการค้าฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการหรือแบรนด์ที่ "จับเสือมือเปล่า" นำสารสกัดต่างประเทศมาผสมบรรจุขวด แล้วโหมทำ Performance Marketing จะทยอยตายไปจากตลาด คุณพงศ์ชี้ให้เห็นว่า หากแข่งกันแค่เรื่องราคา วันหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่มี Supply Chain เหนือกว่าย่อมบดขยี้ได้ง่ายดาย ทางรอดเดียวที่จะสร้างความยั่งยืนได้ คือการมี Deep Tech ของตัวเอง
นี่จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง Skin Research Lab (SRL) และ Creator Lab ขึ้นมาเพื่อพัฒนาสารตั้งต้นของตัวเอง Dr.PONG ลงทุนสร้างกระบวนการทดสอบ Clinical Test ในรูปแบบ In-house ดึงอาสาสมัครคนไทยสัปดาห์ละนับร้อยคนเข้ามาตรวจวัดด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จริง รวมถึงการทำ Placebo (ยาหลอก) ในกลุ่มอาหารเสริมเพื่อเก็บข้อมูลทางสถิติ "การส่งแล็บนอกปีหนึ่งเราต้องเสียเงินเป็นสิบล้าน แถมกว่าจะได้ผลกลับมาปรับสูตรก็ช้า การลงทุนทำแล็บเองในบ้าน นอกจะช่วยประหยัดต้นทุนตรงนั้นแล้ว มันยังทำให้เราปรับสูตรได้เร็วขึ้น และได้ Data ผิวคนไทยจริงๆ มาพัฒนาต่อ"
ความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีของ Dr.PONG เห็นได้ชัดที่สุดจากการร่วมทุนกับ NANOTEC พัฒนานวัตกรรมระบบนำส่งสารระดับนาโนอย่าง “Ziamosome”
ปัญหาของไลโปโซมนำเข้าจากต่างประเทศ คือมักจะสลายตัวง่ายในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย สารออกฤทธิ์ใส่ได้เพียง 0.5-1% เพื่อการเคลมทางการตลาด คุณพงศ์จึงแก้โจทย์ระดับโครงสร้าง เปรียบเทียบภาพให้เข้าใจง่ายว่า สารบำรุงเหมือนพัสดุ หากไม่มีระบบนำส่ง ก็เหมือนใช้รถบรรทุกใหญ่ที่เข้าซอยไม่ได้ พัสดุหล่นหายระหว่างทาง แถมสร้างการระคายเคืองให้พื้นที่รอบๆ แต่ Ziamosome คือการสร้างระบบขนส่งเดลิเวอรีระดับจิ๋ว ปรับปรุงความยืดหยุ่นของเปลือกห่อหุ้ม ทนต่อสภาพอากาศ และพาสารออกฤทธิ์ วิ่งตรงเข้าสู่เซลล์ผิวเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำ Prototype ในห้องแล็บ แต่คือกระบวนการ Scale Up ขยายกำลังการผลิตให้ความเสถียรของนาโนไลโปโซมยังคงสมบูรณ์แบบ แม้จะผ่านแรงกระแทกจากขนส่งไปรษณีย์ไทย ความร้อนในโกดัง หรือหลังเปิดใช้งานจริง

ปัจจุบัน Ziamosome ไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่ในขวดสกินแคร์ของ Dr.PONG เท่านั้น แต่ SRL ได้เริ่มส่งออกสารตั้งต้นตัวนี้ไปขายให้โรงงานและแบรนด์เครื่องสำอางในประเทศเกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว นี่คือการพลิกสมการอุตสาหกรรมเวชสำอางไทยอย่างแท้จริง จากปกติประเทศไทยต้องนำเข้าสารตั้งต้นปีละกว่า 63,800 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นการส่งออกนวัตกรรมไทยไปขายต่างแดน
ในการขยายตลาดต่างประเทศ Dr.PONG นำร่องด้วย Finished Product กว่า 200 SKU ไปยัง 3-4 ประเทศ โดยใช้เวียดนามเป็นหัวหอก โมเดลการเติบโตในเวียดนามเดินตามรอยความสำเร็จในไทย คือการพึ่งพาตัวสินค้าที่ตอบโจทย์จนเกิด Snowball Effect ซื้อซ้ำ บอกต่อ จนยอดขายทะยานจากหลักสิบสู่หลักร้อยล้าน และกลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งในหลาย Category
คุณพงศ์ย้ำเสมอว่า Tech ต้องเริ่มจาก Pain Point ของผู้บริโภค ไม่ใช่เอา Tech ไปยัดเยียดขาย การตลาดคือตัวเร่งปฏิกิริยา แต่ตัวสินค้าและเทคโนโลยีคือรากแก้ว
พิมพ์เขียวในอนาคตของ Dr.PONG จึงไม่ใช่แค่การตั้งเป้าเติบโตตามสภาวะตลาด หรือการรอสรุปตัวเลขรายได้ในปีถัดๆ ไปเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์ที่ต้องการก้าวข้ามคำว่า "Made in Thailand" หรือการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างประกอบสาร ไปสู่การเป็น "Invent in Thailand" หรือ "Technology from Thailand"
คุณพงศ์ทิ้งทายมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ท้ายที่สุดแล้ว เขาต้องการให้ Dr.PONG เป็น "บริษัทเทคโนโลยี" ที่มีรายได้จากการขายสินค้าสกินแคร์และอาหารเสริม เป็นเพียงแค่ออฟชั่นเสริมเท่านั้น เพราะในโลกการค้ายุคใหม่ ทรัพย์สินทางปัญญา และเทคโนโลยีต้นน้ำต่างหาก คือมูลค่าที่แท้จริง และเป็น Winning Zone ที่จะทำให้แบรนด์ไทยยืนหยัดสู้ในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน