24 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เมื่อ Blue Bottle มาไทย ทำความรู้จักกาแฟที่เลือกเดินสวนทางความเร็ว

เมื่อ Blue Bottle มาไทย ทำความรู้จักกาแฟที่เลือกเดินสวนทางความเร็ว

20260823_131056.jpg

Blue Bottle Coffee แบรนด์กาแฟที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของ Specialty Coffee เปิดสาขาแรกในไทยแล้วเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 พร้อมสาขาที่สองซึ่งจะตามมาในอีกไม่ถึงสัปดาห์ การมาถึงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังแบรนด์ผ่านการเปลี่ยนมือเจ้าของถึงสองครั้งในรอบไม่ถึงสิบปี และกำลังเข้าสู่บทใหม่ภายใต้เจ้าของที่มีสายสัมพันธ์กับกาแฟจีน

ช่วงนี้หากใครเปิดโซเชียลมีเดียแล้วเห็นชื่อ “Blue Bottle” ปรากฏถี่ผิดปกติ หรือเห็นภาพแถวยาวหน้าร้านตั้งแต่เช้า ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นั่นคือปรากฏการณ์ที่มาพร้อมการเปิดสาขาแรกในไทยของแบรนด์กาแฟขวดสีฟ้าที่คอกาแฟทั่วโลกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ Specialty Coffee มานานกว่าสองทศวรรษ

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรทำให้ร้านกาแฟร้านหนึ่งสร้างแรงดึงดูดได้ขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งเข้ามาเปิดตลาดในประเทศที่มีร้านกาแฟคุณภาพดีอยู่แล้วนับไม่ถ้วน

M3A_Desktop.jpg

 James Freeman

จากรถเข็นในโอ๊คแลนด์ สู่แนวคิดที่เปลี่ยนวงการกาแฟ

ย้อนกลับไปปี 2002 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย James Freeman อดีตนักดนตรีคลาริเน็ต ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากดนตรีมาสู่กาแฟ จุดเริ่มต้นไม่ได้หรูหรา เขาคั่วเมล็ดกาแฟด้วยตัวเองในพื้นที่ขนาดเล็ก ก่อนเข็นรถเข็นไปขายที่ตลาดเกษตรกร Old Oakland Farmers Market

สิ่งที่ทำให้ Freeman ต่างจากคนขายกาแฟทั่วไปคือความเข้มงวดกับคุณภาพ เขาให้ความสำคัญกับความสดของกาแฟและกระบวนการชง แนวคิดที่เน้นแหล่งปลูก การคั่ว และรสชาติเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละล็อต ต่อมาถูกจัดอยู่ในกลุ่มแนวคิดที่เรียกว่า “Third Wave Coffee” หรือกาแฟคลื่นลูกที่สาม ซึ่งมองกาแฟในลักษณะใกล้เคียงกับไวน์ชั้นดี มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องดื่มปลุกให้ตื่นในตอนเช้า

ชื่อ “Blue Bottle” มีที่มาจาก The Blue Bottle Coffeehouse ร้านกาแฟเก่าแก่ในกรุงเวียนนา ขณะที่แนวทางการชงกาแฟอย่างพิถีพิถันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมร้านกาแฟญี่ปุ่นแบบ Kissaten

M3B_Desktop.jpg
Cafe-Jackson-Square-Hero_vz4exn.jpg

Blue Bottle สาขา Jackson Square

เมื่อความช้าคือจุดขาย

ในยุคที่ร้านกาแฟจำนวนมากแข่งกันที่ความเร็ว Blue Bottle เลือกเดินอีกทาง และทำให้ความพิถีพิถันกลายเป็นเสน่ห์ที่ลูกค้ายอมรอ จุดยืนของแบรนด์วางอยู่บนสามแนวคิดหลักที่ยังเห็นได้ชัดจนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ เมล็ดกาแฟที่คัดสรรอย่างเข้มงวดจากแหล่งปลูกทั่วโลก พร้อมความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ผลิต การชงแบบ Hand Brew โดยเฉพาะ Pour Over ที่เน้นการชงทีละแก้วเพื่อดึงรสชาติเฉพาะตัวของเมล็ดแต่ละล็อต และการออกแบบร้านที่เรียบง่ายแต่พิถีพิถัน จนประสบการณ์ในร้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์

ความสม่ำเสมอในจุดยืนเหล่านี้ค่อย ๆ พา Blue Bottle เติบโตจากร้านเล็กในโอ๊คแลนด์ ไปสู่แบรนด์ที่มีสาขาในซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ก ก่อนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

Cafe-Montgomery-Village-16x9.jpg

 Blue Bottle สาขา Montgomery-Village

จุดเปลี่ยนแรก: เมื่อยักษ์ใหญ่อาหารโลกเข้าซื้อกิจการ

ปี 2017 คือปีที่พลิกสถานะของ Blue Bottle เมื่อ Nestlé เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทประมาณ 68% ด้วยมูลค่าราว 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขณะนั้น Blue Bottle มีสาขาราว 29 แห่ง โดย Nestlé ระบุว่าการเข้าถือหุ้นใหญ่จะช่วยเสริมทรัพยากรและศักยภาพในการขยายธุรกิจในตลาดกาแฟระดับ Super Premium

Blue Bottle ยังคงดำเนินงานในฐานะธุรกิจแยกจาก Nestlé โดยทีมบริหารเดิมยังมีบทบาท และ James Freeman ยังทำหน้าที่ Chief Product Officer ในช่วงเวลานั้น การเข้ามาของ Nestlé เปิดโอกาสให้ Blue Bottle ต่อยอดผลิตภัณฑ์หลายประเภท ทั้งกาแฟคั่วบด กาแฟพร้อมดื่ม ช่องทางออนไลน์ และแคปซูลที่ทำตลาดร่วมกับ Nespresso รวมถึงขยายเครือข่ายในเอเชียต่อเนื่อง โดยญี่ปุ่นเป็นตลาดสำคัญ ก่อนเข้าสู่เกาหลีใต้ ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเปิดสาขาแรกที่เซี่ยงไฮ้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022

M2_Miso_Caramel_Syrup_Hayes_Valley_Espresso_Set.jpg
FindCafe_Ferry_Building.jpg

 Blue Bottle สาขา Ferry Building

จุดเปลี่ยนที่สอง: จาก Nestlé สู่ Centurium Capital

แม้จะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ Blue Bottle ยังเผชิญความท้าทายด้านผลประกอบการในบางตลาด ปลายปี 2025 เริ่มมีรายงานว่า Nestlé กำลังพิจารณาทางเลือกสำหรับธุรกิจนี้ ก่อนที่ในเดือนเมษายน 2026 Nestlé จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้บรรลุข้อตกลงขาย Blue Bottle ให้กับ Centurium Capital บริษัทไพรเวทอิควิตี้ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Luckin Coffee เชนกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีน โดยดีลดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยมูลค่าอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าอยู่ที่ราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่ามูลค่าที่ Nestlé เคยจ่ายซื้อกิจการเมื่อปี 2017

ดีลนี้ครอบคลุมธุรกิจคาเฟ่และผลิตภัณฑ์บริโภคของ Blue Bottle ส่วน Nestlé ยังคงถือสิทธิ์ในผลิตภัณฑ์แคปซูลที่ใช้แบรนด์ Blue Bottle บนแพลตฟอร์ม Nespresso ต่อไป โดย Centurium Capital ยืนยันว่าจะบริหารธุรกิจ Blue Bottle และ Luckin Coffee แยกจากกัน และ Blue Bottle จะยังคงรักษาตำแหน่งทางการตลาดของตัวเองในกลุ่ม Specialty Coffee

KR_CRB__260507_2220_x_1233.jpg

  Blue Bottle สาขา Korea

M4_Locator_Hub_China.jpg

 Blue Bottle สาขา Mainland China

จากเอเชียสู่บทใหม่ในกรุงเทพฯ

ณ สิ้นปี 2025 Blue Bottle มีสาขารวมกว่า 100 แห่งทั่วโลก ก่อนการเปลี่ยนมือของธุรกิจ โดยเอเชียถือเป็นตลาดสำคัญ ครอบคลุมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง จีน และสิงคโปร์ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์เป็นตลาดแรกที่ Blue Bottle เปิดคาเฟ่อย่างเป็นทางการ ที่ Raffles City เมื่อเดือนเมษายน 2025

การเข้าสู่ประเทศไทยเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตลาดในภูมิภาคนี้ โดย Blue Bottle ร่วมมือกับ Valiram Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกและตัวแทนจำหน่ายแบรนด์นานาชาติจากมาเลเซีย ซึ่งมี Blue Bottle อยู่ในกลุ่มธุรกิจ Food & Beverages ของบริษัทอยู่แล้ว รวมถึงดูแลสาขาที่ Raffles City ในสิงคโปร์ด้วย

สำหรับประเทศไทย Blue Bottle เปิดสาขาแรกที่ Dusit Central Park เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 และเตรียมเปิดสาขาที่สองที่ EmQuartier ในวันที่ 28 สิงหาคม 2026 ห่างกันเพียง 7 วัน โดย EmQuartier ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ในไทย เน้นประสบการณ์ด้านกาแฟและเมนูที่สะท้อนแนวทาง Craft ของ Blue Bottle การที่ทั้งสองศูนย์การค้าให้ความสำคัญกับการมาถึงของแบรนด์ สะท้อนว่า Blue Bottle ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงร้านกาแฟอีกร้าน แต่เป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างทราฟฟิกและประสบการณ์ใหม่ให้กับพื้นที่ค้าปลีกได้

การเลือกเปิดสองสาขาในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ช่วยให้แบรนด์สร้างการรับรู้และทดลองตลาดไปพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเร่งขยายสาขาในวงกว้างตั้งแต่วันแรก

20260823_125710.jpg

สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้

การมาถึงของ Blue Bottle ในไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าตัวแบรนด์เอง ประเด็นแรกคือการเปลี่ยนมือจาก Nestlé บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ไปสู่ Centurium Capital ผู้ลงทุนรายใหญ่ของ Luckin Coffee ซึ่งอาจทำให้ทิศทางการขยายธุรกิจของ Blue Bottle ในเอเชียถูกจับตามากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการรักษาตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ไว้ได้ เพราะคุณค่าของ Blue Bottle ไม่ได้เกิดจากจำนวนสาขา แต่มาจากคุณภาพของกาแฟ กระบวนการชง การออกแบบ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้

ประเด็นที่สองคือการเลือกเดินหน้าผ่านพันธมิตรอย่าง Valiram ซึ่งมีประสบการณ์ทำตลาดแบรนด์นานาชาติในเอเชียมาก่อน การใช้พันธมิตรที่เข้าใจตลาดภูมิภาคช่วยให้ Blue Bottle เข้าสู่ตลาดใหม่ได้โดยอาศัยทั้งเครือข่ายและประสบการณ์ของผู้เล่นในพื้นที่

สำหรับตลาดกาแฟไทยที่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty เติบโตต่อเนื่องมาหลายปี การเข้ามาของ Blue Bottle จึงเป็นบททดสอบว่าแบรนด์ที่สร้างชื่อจากความพิถีพิถันและคุณภาพ จะสามารถเปลี่ยนการรับรู้แบรนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงเปิดตัว ให้กลายเป็นลูกค้าประจำและธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

ท้ายที่สุด สิ่งที่ Blue Bottle ต้องพิสูจน์ในประเทศไทยอาจไม่ใช่การทำให้คนรู้จัก “ขวดสีฟ้า” มากขึ้น แต่คือการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากาแฟของ Blue Bottle มีเหตุผลมากพอที่จะกลับมาดื่มซ้ำ แม้เมื่อกระแสวันเปิดตัวจะผ่านไปแล้ว