16 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

The New Global Hierarchy ใครคือ “ฐานทัพ” บนสมรภูมิ AI Economy

The New Global Hierarchy ใครคือ “ฐานทัพ” บนสมรภูมิ AI Economy

p22-23-weekly-gloval-01.jpg

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก การก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจหรือการเป็น “ทำเลทอง” ของทุนข้ามชาติ มักถูกตัดสินด้วยปัจจัยเชิงกายภาพ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก อังกฤษผงาดขึ้นมาได้เพราะเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหิน ยุคยานยนต์และปิโตรเคมี ตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกาครองความเป็นใหญ่ผ่านท่อส่งน้ำมันดิบ ขณะที่ทศวรรษที่ผ่านมาจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น “โรงงานของโลก” ได้ด้วยอานิสงส์ของ “แรงงานราคาถูก” และทำเลท่าเรือน้ำลึก

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคเรียกว่า “The New Global Hierarchy” หรือการจัดอันดับโลกใหม่ มูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ไหลไปตามแนวท่อส่งน้ำมันหรือเส้นทางเดินเรืออีกต่อไป ทว่าไหลไปตามสายเคเบิลใต้น้ำและความเร็วในการประมวลผล ตัวชี้วัดความมั่งคั่งของประเทศในยุค AI Economy  ถูกตั้งคำถามใหม่ ประเทศของคุณมีกำลังประมวลผลมากแค่ไหน? มีข้อมูลที่มีคุณภาพ เท่าไร? และมีพลังงานสะอาดเพียงพอที่จะป้อนให้สมองกลเหล่านี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่เกิดคาร์บอนหรือไม่?

p22-23-weekly-gloval-02.jpg

หากเรานำแผนที่โลกมากางแล้วร่อนด้วยตัวกรอง “ความพร้อมด้าน AI” เราจะพบว่าโลกยุคใหม่ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน โดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่และอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน

1. กลุ่มมหาอำนาจผู้กำหนดเกณฑ์ กลุ่มนี้คือประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีต้นน้ำ เป็นผู้คิดค้น “Foundational Models” หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนสมองส่วนกลางของโลก มีเพียงสองขั้วอำนาจที่แข่งกัน ในระดับนี้คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน โดยสหรัฐฯ ยังคงครองอันดับหนึ่งในแง่เม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนและความเป็นเจ้าของ Big Tech (OpenAI, Microsoft, Google) ขณะที่จีนตามมาติดๆ ด้วยโมเดลแบบ Open-source (เช่น ค่าย DeepSeek) ที่เน้นความเร็วในการประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตจริง ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้แข่งกันเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจให้ใคร แต่แข่งกันเพื่อเป็น “ผู้คุมกฎ” ที่คนทั้งโลกต้องจ่ายค่าเช่าระบบ

2. กลุ่มโรงงานและกระดูกสันหลังฮาร์ดแวร์ เศรษฐกิจ AI จะเดินหน้าไม่ได้หากขาดชิปประมวลผลกราฟิกขั้นสูง และชิปหน่วยความจำความเร็วสูงของไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กลุ่มประเทศเหล่านี้มีอำนาจต่อรองสูงลิ่ว เพราะหากเกิดความตึงเครียดทางการเมืองในพื้นที่ ระบบประมวลผล AI ของโลกจะเผชิญภาวะ “อัมพาต” ทันที

3. กลุ่มเสือปืนไวและฮับเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือกลุ่มประเทศที่น่าสนใจที่สุดสำหรับภาคธุรกิจ ที่ไม่ได้เลือกที่จะสร้างโมเดลขนาดใหญ่แข่งกับสองมหาอำนาจ แต่ผันตัวมาเป็น “ฐานการประยุกต์ใช้และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุด” เช่น สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดนมาร์กและกลุ่มนอร์ดิก

p22-23-weekly-gloval-03.jpg

สิงคโปร์มีความพร้อมของภาครัฐ กฎหมายจริยธรรม AI และการคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์และผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่อดึงดูดสตาร์ทอัป มีอัตราการเติบโตของการใช้งาน AI ในกลุ่มคนทำงานสูงที่สุดในโลก

เดนมาร์กและกลุ่มนอร์ดิก อัตราการรับ AI เข้าไปใช้ในภาคธุรกิจสูงกว่า 40% เนื่องจากประชากรมีทักษะความเข้าใจดิจิทัลสูงเป็นทุนเดิม

คำถามสำคัญคือ แล้วประเทศไทยอยู่จุดไหนในสมรภูมินี้ ปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “The Infra-Driven Fast Follower” หรือผู้ตามที่ติดสปีดด้วยโครงสร้างพื้นฐาน กำลังอยู่ในช่วงเนื้อหอม ที่ทุนใหญ่ระดับโลกหันมามอง แต่ไทยกลับมีปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างซ่อนอยู่ ซึ่งสะท้อนความพร้อมของไทยออกมาเป็น 2 ด้าน

ฝั่งอุปทาน ยุทธศาสตร์ที่ดินทองคำของ Hyperscalersในเชิงกายภาพ ประเทศไทยกำลังเป็นหมุดหมายสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจาก BOI ชี้ว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดิจิทัล คลาวด์ และ Data Center พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเข้ามาปักหมุดครบครัน เช่น AWS , Google, Microsoft เหตุผลที่บิ๊กเทคเลือกไทยเพราะทำเลที่ตั้งปลอดภัยจากภัยพิบัติรุนแรง มีระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและสายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อดี และต้นทุนการก่อสร้างต่อเมกะวัตต์ยังต่ำกว่ากว่าสิงคโปร์ที่เผชิญภาวะที่ดินและพลังงานตึงตัวจนต้องจำกัดการขยายตัว

p22-23-weekly-gloval-04.jpg

ฝั่งอุปสงค์ พฤติกรรม “โตไว” แต่ “ทักษะบาง” มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า ประชากรไทยมี “ทัศนคติต่อ AI เชิงบวก” สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (77%) สะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ โดยมีอัตราการเติบโตของการใช้ AI ในกลุ่มคนทำงานขยับขึ้นปีต่อปีสูงถึง 36.4% มีคนทำงานทั่วไปที่ใช้ AI ช่วยทำงานได้ดีถึง 32% แต่แทบไม่มีวิศวกรไอทีระดับสถาปัตยกรรมที่สามารถเขียนอัลกอริทึม ปรับแต่งโมเดล หรือสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองได้เลย

ในการแข่งขันเพื่อเป็น “ฐานเศรษฐกิจ AI” ของภูมิภาค คู่แข่งที่แท้จริงของไทยคือเพื่อนบ้านรั้วติดกัน โดยมี มาเลเซียและเวียดนามเป็นคู่ชกที่น่ากลัวที่สุด

มาเลเซียเดินหน้าไปก่อนไทยแล้วครึ่งก้าว ปัจจุบันรัฐยะโฮร์แซงหน้าสิงคโปร์ขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค และเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เปิดใช้งาน AI Data Center ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปสถาปัตยกรรมระดับทอปอย่าง Nvidia Grace Blackwell นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีนโยบายคัดกรองที่เฉียบคม โดยจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะโครงการที่เป็น “AI-focused” เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์มาแย่งทรัพยากรน้ำและไฟของประชาชนโดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มเทคโนโลยีกลับคืนมา ยิ่งไปกว่านั้นมาเลเซียยังมีฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ดั้งเดิมที่แข็งแกร่งในแถบปีนัง ทำให้ระบบนิเวศฮาร์ดแวร์หยั่งรากลึกกว่าไทย

หากมาเลเซียแข่งด้วยฮาร์ดแวร์ เวียดนามกำลังท้าทายไทยด้วย “มันสมองราคาถูกและกฎหมายบีบบังคับ” ข้อมูลอุตสาหกรรมชี้ว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง Data Center ในเวียดนามเฉลี่ยต่ำที่สุดในภูมิภาค ประมาณ 5.7-8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ นอกจากนี้ เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบด้านประชากรวัยแรงงานสายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่มีทักษะโค้ดดิ้งแข็งแกร่งและค่าแรงแข่งขันได้ กลุ่มทุนใหญ่ในเวียดนามเริ่มลงทุนสร้างอภิมหาโครงการอย่าง AI Complex เพื่อมุ่งเป้าเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาควบคู่กับการใช้กฎหมายอธิปไตยข้อมูล บีบให้ Big Tech ต้องเข้ามาตั้งฐานทัพข้อมูลในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

p22-23-weekly-gloval-05.jpg

การที่ประเทศไทยจะเป็นฐานของเศรษฐกิจ AI ได้อย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศทางกายภาพและดิจิทัลแบบบูรณาการ ซึ่งภาครัฐไทยยังมีจุดบอดสำคัญที่ต้องเร่งผ่าตัดเชิงนโยบายใน 4 ด้าน

1. พลังงานสะอาดและระบบสายส่ง Data Center ยุค AI กินไฟมหาศาล และกลุ่มทุนระดับโลกมีเป้าหมาย Net Zero ชัดเจน จุดด้อยของไทยคือไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมาจากฟอสซิล รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเปิดเสรีกลไก การซื้อขายพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างเอกชน และยกระดับระบบสายส่งให้เป็น Smart Grid หากขยับช้าทุนใหญ่จะไหลไปมาเลเซียที่มีสายส่งไฟฟ้าสีเขียวที่พร้อมกว่า

2. การปลดล็อกสมองกลระดับลึก การมี Data Center ในประเทศเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคนในประเทศทำได้แค่เฝ้าตู้เซิร์ฟเวอร์ เราจะไม่ได้มูลค่าเพิ่มอะไรเลย แม้ภาครัฐจะเพิ่งเปิดตัวดัชนี Thailand AI Readiness Index เพื่อประเมินความพร้อมขององค์กรไทยไปเมื่อกลางปี 2026 แต่นั่นเป็นเพียงก้าวแรก สิ่งที่รัฐต้องทำแบบ Fast-track คือการออกนโยบาย Global Talent Visa เพื่อดึงดูดคนเก่งระดับโลกเข้ามาตั้งฐานและถ่ายทอดความรู้ในไทยทันที

3. ทะเลทรายแห่งข้อมูลของกลุ่ม SMEs ข้อมูลที่มีคุณภาพในไทยปัจจุบันกระจุกตัวอยู่แค่ในเครือทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคการผลิตและกลุ่ม SMEs ส่วนใหญ่ยังมี “Data Maturity” ต่ำ ข้อมูลยังอยู่ในรูปกระดาษหรือไฟล์กระจัดกระจาย รัฐต้องเข้ามาทำหน้าที่สร้าง Open Data Sandbox และสนับสนุนทุนเพื่อลดช่องว่างดิจิทัล           4. ความยืดหยุ่นทางกฎหมาย ความชัดเจนเรื่องลิขสิทธิ์ของผลงานที่สร้างโดย AI รวมถึงการตีความขอบเขตการนำข้อมูลไปใช้เทรนโมเดลภายใต้กฎหมาย PDPA ของไทยยังมีความคลุมเครือ รัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างพื้นที่ผ่อนปรนกฎเกณฑ์หรือ Regulatory Sandbox ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การแพทย์และการเงิน เพื่อให้เกิดการทดลองนวัตกรรมจริงโดยไม่ผิดกฎหมาย

การจัดอันดับโลกใหม่ในยุค AI Economy คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในรอบสามทศวรรษของประเทศไทยในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ตัวเลขการตื่นตัวของคนไทยที่เป็นอันดับ 3 ของโลก และเม็ดเงินลงทุนหลักแสนล้านจากบิ๊กเทคที่ไหลบ่าเข้ามา คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเรามีต้นทุนที่ดี

ความท้าทายที่แท้จริงของไทยไม่ใช่การตั้งคำถามว่า เราจะดึงดูดให้ต่างชาติมาสร้าง Data Center ในไทยได้กี่แสนล้าน แต่คือ เราจะใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม แรงงาน และ SMEs ของไทยให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร

หากภาครัฐยังปล่อยให้ปัญหาเรื่องพลังงานสะอาดติดขัด คอขวดแรงงานชั้นสูงไม่ถูกแก้ไข และกฎหมายก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยี ประเทศไทยก็อาจจะกลายเป็นเพียง “พื้นที่ทางผ่าน” ที่ยอมให้ต่างชาติเอาคอมพิวเตอร์ความร้อนสูงมาวางเปิดทิ้งไว้ โดยคนไทยต้องแบกรับต้นทุนทางพลังงานและคาร์บอน ในขณะที่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ดัชนีความมั่งคั่ง และสติปัญญาประดิษฐ์ระดับลึกจะถูกดูดซับกลับไปสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีต้นน้ำและเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามทั้งหมด

กระดานหมากรุกโลกถูกจัดอันดับใหม่แล้ว อยู่ที่ว่าสยามประเทศจะเลือกเป็นเพียง “เจ้าของที่ดินให้เช่าทำโรงงาน” หรือจะยกระดับขึ้นมาเป็น “หนึ่งในผู้คุมทิศทางของเศรษฐกิจยุคใหม่” อย่างแท้จริง.