Column: Women in Wonderland ทุกวันนี้เวลาที่เราเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือดูข่าวสารตามเว็บไซต์ต่างๆ เราจะเห็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม อย่างเช่นเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นต้น โฆษณาเหล่านี้มักจะมีการกล่าวถึงคุณสมบัติเด่นๆ ของผลิตภัณฑ์ในแต่ละชิ้น และส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการปรับสีผิวให้ดูขาวขึ้นมากกว่าสีผิวปกติ ในปี 2521 บริษัท Unilever ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นบริษัทแรกที่ออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้สีผิวขาวขึ้น และต่อมาก็มีบริษัทอื่นๆ เริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้นมากกว่าเดิม ทุกบริษัทจึงมีการแข่งขันโฆษณากันอย่างดุเดือดถึงคุณสมบัติต่างๆ ของสินค้าของตัวเองที่จะช่วยให้ผู้ใช้มีสีผิวที่ขาวขึ้นกว่าเดิม โฆษณาเหล่านี้หากดูเผินๆ แล้ว ก็เป็นการบอกเล่าคุณสมบัติเด่นของผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้มีสีผิวที่ขาวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โฆษณาเหล่านี้กำลังปลูกฝังค่านิยมที่ผิดให้กับสังคม เพราะโฆษณาเหล่านี้กำลังจะบอกอย่างอ้อมๆ ว่า การที่มีผิวขาวนั้นจะทำให้เป็นที่น่าสนใจหรือดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเจอในแต่ละวันมากกว่าคนที่มีผิวสีคล้ำ การที่เด็กๆ และผู้ใหญ่ได้ดูโฆษณาเหล่านี้หลายๆ ครั้งจากหลายๆ ผลิตภัณฑ์ ก็จะทำให้ผู้คนเหล่านี้รู้สึกไม่พอใจกับสีผิวของตัวเอง และต้องการให้ตัวเองมีสีผิวที่ขาวขึ้นมากกว่านี้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนที่เกิดมามีสีผิวคล้ำหรือดำ ก็จะเกิดความรู้สึกไม่พอใจ ไม่มีความสุขกับสีผิวของตัวเอง และเกิดความวิตกกังวลว่าจะทำยังไงให้ตัวเองมีสีผิวที่ขาวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ความคิดที่ว่า คนที่มีผิวขาวจะเป็นคนที่น่าสนใจ และดึงดูดสายตามากกว่าคนที่มีผิวสีคล้ำนั้น เป็นความคิดที่ผิด และนี่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีสีผิวต่างกัน ในปี 2525 Alice Walker ซึ่งเป็นนักเขียนชาวอเมริกัน ได้ให้คำจำกัดความ คำว่า Colorism หรือ Discrimination based on skin color ไว้ว่า การตัดสินหรือเลือกปฏิบัติกับคนที่มีสีผิวต่างกับตัวเองในสังคม ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะมีเชื้อชาติเดียวกับตัวเองก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่จะเห็นภาพจากจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก ในภาพยนตร์ และละครทีวีว่า คนผิวดำมักจะเป็นคนจน และเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากที่ปฏิบัติต่อคนที่มีผิวดำแตกต่างจากคนที่มีผิวขาวในสังคม Colorism สามารถพบเห็นได้ในหลายๆ ที่ทั่วโลก อย่างเช่นที่ทวีปแอฟริกา บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก ประเทศอินเดีย และประเทศอเมริกา และการที่คนผิวดำเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนขาวในสังคม ทำให้พวกเขารู้สึกวิตกกังวลกับสีผิวของตัวเอง และต้องการให้ตัวเองมีสีผิวที่ขาวขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศไนจีเรีย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มากกว่า 77% ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่จะช่วยให้ตัวเองมีผิวที่ขาวขึ้น หรืออย่างที่ประเทศอินเดีย ผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวที่ขายในประเทศ มากกว่า 61% จะต้องมีคุณสมบัติช่วยปรับสีผิวของผู้ใช้ให้ขาวขึ้น การที่ผู้คนส่วนมากนิยมชมชอบผู้ที่ผิวขาวมากกว่าผิวดำนั้น ถือว่าเป็นความกดดันอย่างหนึ่งของผู้ที่มีผิวดำ และทำให้พวกเขาไม่มีความสุขกับสีผิวของตัวเอง อย่างที่ประเทศไนจีเรีย ผู้ชายมากกว่าสองในสามของประเทศจะเลือกแต่งงานกับผู้หญิงที่มีสีผิวค่อนข้างขาว นี่หมายความว่า ผู้หญิงไนจีเรียจะต้องพยายามทำให้ตัวเองมีสีผิวที่ขาวขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นพวกเธออาจจะไม่ได้แต่งงาน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และมีผู้คนผิวดำเป็นจำนวนมากที่รู้สึกไม่พอใจกับสีผิวของตัวเอง แต่เมื่อปี 2552 โครงการ Dark is Beautiful ได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอินเดีย โดย Kavitha Emmanuel เพื่อให้ผู้คนในประเทศอินเดียและประเทศต่างๆทั่วโลกให้ความสนใจและแก้ไขทัศนคติในสังคมเกี่ยวกับการมีอคติในเรื่องของสีผิว จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการนี้คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความสวยงามของผู้หญิงอินเดียและผู้หญิงในประเทศอื่นๆ ว่า ไม่ว่าผู้หญิงเราจะมีผิวสีอะไร ต่างก็สวยเหมือนกันทั้งนั้น เพราะในตอนนี้ผู้คนในสังคมทั่วโลกต่างมีความเชื่อว่าผู้หญิงที่สวย และน่าดึงดูดคือผู้หญิงที่มีผิวขาว และโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็พยายามตอกย้ำความเชื่อนี้ยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่โครงการ Dark is Beautiful ได้เริ่มต้นขึ้น Kavitha ได้เดินทางไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียเพื่อให้ประชาชนรู้จักโครงการนี้มากขึ้น ในปี 2556 นักแสดงและนักทำกิจกรรมเพื่อสังคมชาวอินเดีย Nandita Das ได้ออกมาเปิดตัวสนับสนุนโครงการนี้กับสื่อมวลชน โดยเธอพยายามให้ความรู้เกี่ยวกับความสวยของผู้หญิงที่สามารถมีได้ในทุกสีผิวทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และเมื่อปีที่แล้ว Kavitha ก็มุ่งเน้นที่จะทำให้ประชาชนชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันออกได้รู้จักโครงการนี้มากขึ้น โดยการไปจัดกิจกรรมตามโรงเรียน และพูดให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการนี้ในที่สาธารณะ เพื่อให้ความคิดที่ว่า คนผิวดำก็มีความสวยอยู่ในตัวเองได้ แพร่กระจายไปสู่ผู้คนในประเทศอินเดียให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีดารานักแสดงดังๆ หลายคนในประเทศอินเดีย ได้ออกมาสนับสนุนโครงการนี้ และเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนช่วยให้สีผิวขาวขึ้นกว่าเดิม เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Richa Chadha นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ได้ออกมาปฎิเสธที่จะเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์หนึ่งที่จะช่วยปรับให้มีสีผิวที่ขาวขึ้น Kavitha ไม่ได้พยายามเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ของอินเดียเท่านั้น เธอยังได้จัดทำหน้าเฟสบุ๊กของโครงการนี้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ให้กับประชาชน (สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.facebook.com/darkisbeautiful) ตอนนี้มีคนกดไลค์หน้าเพจนี้อยู่ที่ประมาณ 44,292 คน ซึ่งหลังจากที่ประชาชนได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ทำให้มีผู้หญิงชาวอินเดียเป็นจำนวนมากรู้สึกพึงพอใจกับสีผิวของตัวเอง และไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกดดันเหมือนแต่ก่อน เมื่อตัวเองไม่ได้มีสีผิวที่ขาวเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศอินเดียเท่านั้นที่ออกมาต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อผู้คนเพียงเพราะมีผิวดำ แต่ยังคงมีนักทำกิจกรรมเพื่อสังคมจากหลายๆ ประเทศ อย่างเช่นประเทศมาเลเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา และศรีลังกา เป็นต้น ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้และต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ผู้คนในสังคมมีเกี่ยวกับเรื่องนี้ และ Kavitha ก็ยังได้รับเชิญจากประเทศต่างๆ ให้ไปพูดคุยเกี่ยวกับโครงการนี้ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติกับผู้คนในสังคมเพียงเพราะพวกเขามีผิวดำ Dark is Beautiful เป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับจากสังคมในประเทศอินเดียเป็นอย่างดี ทำให้องค์กรที่รับผิดชอบดูแลเรื่องของกฎระเบียบในการทำโฆษณาของประเทศอินเดียได้ผ่านกฎข้อใหม่ว่า โฆษณาทุกชิ้นในประเทศอินเดีย จะต้องไม่มีการชี้แนะให้กับสังคมว่า การมีผิวสีไหนดีกว่ากัน และในการโฆษณาจะต้องไม่มีข้อความหรือคำพูดใดๆ ที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเหยียดสีผิว Kavitha ออกมาพูดชี้แจงหลังจากที่กฎระเบียบข้อนี้มีการบังคับใช้ในประเทศอินเดียว่า กฎระเบียบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ในการช่วยยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่ว่าคนที่มีผิวขาวจะเป็นคนที่สวยและได้รับความสนใจในสังคมมากกว่าคนผิวดำ เพราะเด็กผู้หญิงที่อาศัยอยู่ทางใต้ของประเทศอินเดียได้รับการสอนมาตลอดจากผู้ปกครองและครูในโรงเรียนว่า การที่พวกเธอเกิดมามีผิวดำนั้น ทำให้พวกเธอเป็นคนไม่มีประโยชน์ในสังคม และจะไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้ในอนาคต Kavitha ได้เล่าเพิ่มเติมว่า บางโรงเรียนที่เธอได้ไปมานั้น ถ้าเด็กคนไหนมีผิวดำจะไม่มีเพื่อนคนไหนคบค้าสมาคมด้วย และไม่มีใครอยากนั่งเรียนใกล้กับพวกเธอ นอกจากนี้ Kavitha ยังชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่าพวกเธอไม่ได้ออกมาต่อต้านว่า ไม่ให้ผู้คนชาวอินเดียใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยให้สีผิวของตัวเองดูขาวขึ้นได้ แต่อยากให้คนอินเดียได้พิจารณาถึงส่วนผสมต่างๆ ที่นำมาใช้ในการทำเครื่องสำอางเหล่านี้ว่า มีประโยชน์และโทษอย่างไรต่อผิวหนังของเรามากกว่า เพราะมีผู้หญิงเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้มีสีผิวที่ขาวขึ้นแล้ว เกิดอาการแพ้ มีผื่น หรือตุ่มเล็กๆ ขึ้นตามตัวหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ในประเทศไทยเองก็มีให้เห็นเช่นกัน อย่างเมื่อสี่ปีที่แล้ว ที่โฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ทำให้มีผิวขาวอมชมพู ได้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ชนิดนี้บนรถไฟฟ้า BTS และได้เขียนคำโฆษณาว่า “ขาวอมชมพู ขึ้นตู้นี้” และ “สำรองที่นั่งสำหรับ ... คนขาว” ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในเว็บพันทิป และต่อมาทางบริษัทก็ได้ออกมาขอโทษและถอดโฆษณาตัวนี้ออกจากทุกสื่อ คนเราไม่ว่าจะเกิดมาสีผิวอะไรต่างก็มีดีในตัวเองกันทั้งนั้น และมีค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน สื่อที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการป้อนข้อมูลต่างๆ ให้กับสังคมจึงควรมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการที่จะพูดหรือตีพิมพ์ข้อความใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างเรื่องของสีผิว ที่สื่อควรจะสนับสนุนให้คนทุกสีผิวมีความมั่นใจในตนเอง มากกว่าที่จะสนับสนุนให้คนเปลี่ยนสีผิวตัวเองให้ขาวขึ้นเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม โปสเตอร์โครงการ Dark is Beautiful Kavitha Emmanuel ผู้ก่อตั้งโครงการ Dark is Beautiful ในปี 2552 Nandita Das นักแสดงและนักทำกิจกรรมเพื่อสังคมชาวอินเดีย ได้สนับสนุนและเผยแพร่โครงการ Dark is Beautiful โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
Dark is Beautiful
ทุกวันนี้เวลาที่เราเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือดูข่าวสารตามเว็บไซต์ต่างๆ เราจะเห็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม อย่างเช่นเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เป็นต้น โฆษณาเหล่านี้มักจะมีการกล่าวถึงคุณสมบัติเด่นๆ ของผลิตภัณฑ์ในแต่ละชิ้น และส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการปรับสีผิวให้ดู…