16 ก.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

New&Trend

"รุ่นพี่การเงิน" เมื่อธนาคารเลือกติดกระดุมทางการเงินเม็ดแรกให้กับเด็กไทย

"รุ่นพี่การเงิน" เมื่อธนาคารเลือกติดกระดุมทางการเงินเม็ดแรกให้กับเด็กไทย

S__130474033_0.jpg

เมื่อปัญหาการเงินของเยาวชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทีทีบี จึงเลือกส่งพนักงานตัวเองไปเป็น "รุ่นพี่" สอนน้อง ๆ มัธยมให้รู้จักคิดก่อนใช้ ตั้งแต่วันที่ยังแก้ไขทัน

ลองนึกภาพเด็กมัธยมต้นคนหนึ่ง เก็บเงินค่าขนมได้วันละยี่สิบถึงห้าสิบบาท แต่กลับยอมอดข้าวเที่ยงเพื่อเอาเงินนั้นไปเติมเกม หรือเด็กบางคนที่กู้ยืมเงินเพื่อนในโรงเรียนเพียงเพื่อจะได้ไอเทมเกมชิ้นใหม่ ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าไม่มีใครเข้าไปคุยด้วยตั้งแต่ต้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจกลายเป็นนิสัยทางการเงินที่ติดตัวไปจนโต

นี่คือจุดเริ่มต้นของ "รุ่นพี่การเงิน" โครงการที่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) ตั้งใจทำให้เยาวชนไทยมีภูมิคุ้มกันทางการเงินก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเกินแก้

งาน Media tour  Financial Literacy โรงเรียนปทุมวนาราม 027_0.jpg

 ความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิต ไม่ใช่วิชาเสริม

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี อธิบายที่มาของโครงการด้วยประโยคที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายแต่ตรงประเด็น

"ความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิตที่สำคัญ ดังนั้นจึงควรสร้างตั้งแต่วัยเรียน เปรียบเสมือนติดกระดุมเม็ดแรก" คุณมาริสากล่าว พร้อมย้ำอีกครั้งว่า "เพราะความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว...ยิ่งดี"

แนวคิด "ติดกระดุมเม็ดแรก" ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่สะท้อนปรัชญาของโครงการที่วางเป้าไว้ชัดเจนว่าจะเข้าถึงเด็กวัย 12–18 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่วัยทำงาน และเลือกเจาะกลุ่มเยาวชนที่มีต้นทุนชีวิตจำกัดเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่เมื่อพลาดพลั้งเรื่องเงินแล้ว มักไม่มีเบาะรองรับให้ลุกขึ้นใหม่ได้ง่ายเหมือนเด็กกลุ่มอื่น

เป้าหมายของโครงการจึงไม่ใช่แค่ "สอนให้รู้" แต่อยากให้เด็ก "คิดเป็น ใช้เป็น และออมเป็น" ซึ่งหมายความว่าความรู้ต้องแปลงเป็นพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ท่องจำไปตอบข้อสอบ

งาน Media tour  Financial Literacy โรงเรียนปทุมวนาราม 036_0.jpg

เมื่อพนักงานธนาคารต้องเรียนรู้วิธีคุยกับเด็กก่อน ถึงจะไปสอนเด็กได้

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากกิจกรรม CSR ทั่วไป คือการที่ ทีทีบี ไม่ได้จ้างวิทยากรมืออาชีพมาสอน แต่ใช้พนักงานของธนาคารเองกว่า 200 คนเป็นอาสาสมัคร แบ่งเป็นกลุ่ม Talent ที่เป็น Future Leader ขององค์กร และกลุ่มพนักงานที่มีจิตอาสาอยากช่วยเหลือสังคม

แต่ก่อนจะไปยืนหน้าห้องเรียนสอนเด็กมัธยม พนักงานเหล่านี้ต้องผ่านการอบรม "Train the Trainer" จาก W Academy เป็นเวลา 2 วันเต็ม เพราะการรู้เรื่องการเงินดีไม่ได้แปลว่าจะสอนเด็กรู้เรื่องได้ พนักงานต้องปรับวิธีคิด เรียนรู้ทักษะการสื่อสารกับเด็กวัยรุ่นที่มีโลกความคิดต่างจากผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง

หลักสูตรที่ออกแบบมาใช้เวลาสอนรวม 12 ชั่วโมง ครอบคลุม 7 ทักษะพื้นฐาน ตั้งแต่การตัดสินใจทางการเงิน การแยกแยะระหว่างความจำเป็นกับความต้องการ การออม ไปจนถึงพื้นฐานเรื่องสินทรัพย์ หนี้สิน และการลงทุน โดยเครื่องมือหลักที่ใช้คือ "บอร์ดเกม" อย่าง Wealth Builder, Survival 24, Worth it! Event และ Buffet Wars ซึ่งจำลองสถานการณ์ทางการเงินในชีวิตจริง เช่น ภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่กระทบพอร์ตการลงทุน ให้เด็กได้ลองผิดลองถูกในสนามจำลองก่อนเจอของจริง

การวัดผลก็ทำอย่างเป็นระบบ มีทั้งแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รวมถึงติดตามผลอีกครั้งหลังจบคอร์สไปแล้ว 1 เดือน เพื่อดูว่าเด็กเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ตอบข้อสอบได้ถูกแล้วจบกัน

S__130474032_0.jpg

จากกระปุกที่แม่มาขอยืมเงิน สู่เป้าหมายเก็บเงินเข้ามหาวิทยาลัย

เรื่องราวที่ทำให้คนฟังต้องนิ่งคิดจริง ๆ คือเคสของเด็กแต่ละคนที่ผ่านโครงการนี้มา อย่างกรณีของเด็กจากศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าบางกอกน้อย ที่พยายามออมเงินด้วยหยอดกระปุกออมสินมาตลอด แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือแม่ของเธอมักมาขอยืมเงินจากกระปุกนั้นไปแทงหวยหรือใช้หนี้นอกระบบ หลังผ่านการเรียนรู้ในโครงการ น้องเริ่มเห็นความสำคัญของการฝากเงินเข้าธนาคารแทนการเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน และเริ่มตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นว่าอยากเก็บเงินไว้เรียนต่อมหาวิทยาลัย

อีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ "สามเณร" ที่มีรายได้จากเงินทำบุญของญาติโยม แต่เดิมไม่รู้จะบริหารจัดการอย่างไร จึงมักนำเงินไปซื้อของเล่นหรือเติมเกมจนหมด หลังได้รับคำแนะนำจากอาสาสมัครในโครงการ สามเณรก็เริ่มบริหารเงินที่มีอยู่ได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้น

ภาพรวมของเด็กที่ผ่านหลักสูตรนี้เริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน คือเริ่มจดบันทึกรายรับรายจ่าย แบ่งเงินออม 10% ทันทีที่ได้รับเงินมา และรู้จักยับยั้งชั่งใจก่อนตัดสินใจซื้อของ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเด็กบางคนเปลี่ยนจากการอยากได้รองเท้ารุ่นท็อปราคาแพง มาเลือกรุ่นที่ราคาย่อมเยากว่าแทน

คุณจินตนา แย้มโสภี ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มองเห็นรากของปัญหาชัดเจนจากมุมของคนที่คลุกคลีกับเด็กทุกวัน "เด็กมักมีพฤติกรรมตามแฟชั่นและสื่อโซเชียลเพราะกลัวตกกลุ่ม" คุณจินตนากล่าว และเน้นย้ำว่าการปลูกฝังเรื่องการออมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ พร้อมทิ้งท้ายข้อคิดที่น่าสนใจว่า ผู้ใหญ่ควรรับฟังเด็กให้มากขึ้น เพราะการฟังคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงและแก้ไขได้ตรงจุด

S__130474034_0.jpg

ความเสี่ยงใหม่ที่มาพร้อมความรู้ที่มาไว แต่ไม่ครบ

สิ่งที่อาสาสมัครในโครงการค้นพบระหว่างการทำงานคือ เด็กยุคนี้รู้จักคำว่าหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี หรือการลงทุนเร็วกว่าคนรุ่นก่อนมาก เพราะซึมซับข้อมูลจากสื่อออนไลน์ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงที่มาพร้อมผลตอบแทนเหล่านั้น

นี่คือช่องว่างที่โครงการรุ่นพี่การเงินพยายามเข้าไปเติมเต็ม ไม่ใช่การสอนให้เด็กกลัวการลงทุน แต่สอนให้เด็กเข้าใจว่าทุกการตัดสินใจทางการเงินมีสองด้านเสมอ และการยอมรับความเสี่ยงอย่างมีสติคือทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่สัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิด

ปัญหาที่พบระหว่างทางยังมีอีกหลายมิติ ทั้งการที่เด็กบางคนกู้ยืมเงินกันเองในโรงเรียนเพื่อนำไปเติมเกม การถูกหลอกซื้อขายไอเทมในเกมออนไลน์ และการใช้จ่ายเกินตัวตามกระแสโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกการเงินของเด็กยุคนี้ซับซ้อนกว่ายุคก่อนมาก และรอไม่ได้ที่จะปล่อยให้เด็กเรียนรู้เองผ่านการลองผิดลองถูก

Slide Presentation_Sep 14_Media Visit รุ่นพี่การเงิน_Press 14.09.2026_15.34 -6.jpg

ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าการลงทุนกับเด็กไม่เคยสูญเปล่า

ปีแรกของการดำเนินโครงการ รุ่นพี่การเงินมีเยาวชนเรียนจบหลักสูตรแล้ว 860 คน จาก 9 โรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าจำนวนคนคือคะแนนความรู้ทางการเงินเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม ที่ขยับจาก 63% ก่อนเรียนไปเป็น 82% หลังเรียนจบ หรือเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ว่าการลงทุนเวลาและทรัพยากรกับเด็กในช่วงวัยนี้ให้ผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีที่วัดผลไม่ได้

แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะปัจจัยที่จะทำให้โครงการแบบนี้ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธนาคารฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากโรงเรียน โดยเฉพาะผู้บริหารและครูแกนนำที่มีวิสัยทัศน์ในการติดตามผลและบูรณาการความรู้เรื่องการเงินเข้ากับชีวิตประจำวันของเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จบแค่ 12 ชั่วโมงในห้องเรียนแล้วจบกันไป

S__130474035_0.jpg

บทเรียนสำหรับธุรกิจอื่นที่อยากทำ CSR ให้ได้ผลจริง

สิ่งที่ทำให้รุ่นพี่การเงินน่าสนใจในมุมมองธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม แต่คือวิธีคิดที่วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพันธกิจหลักขององค์กรอย่างแนบเนียน ธนาคารที่ทำธุรกิจด้านการเงินเลือกส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การบริจาคเงินแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในกลุ่มลูกค้าในอนาคต

การใช้พนักงานตัวเองเป็นอาสาสมัครแทนการจ้างวิทยากรภายนอก ยังสร้างผลพลอยได้ที่น่าสนใจ คือพนักงานเองก็ได้ฝึกทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำไปพร้อมกัน กลายเป็นกิจกรรมที่ได้ประโยชน์สองต่อทั้งฝั่งเยาวชนที่ได้รับความรู้ และฝั่งองค์กรที่ได้พัฒนาบุคลากรไปพร้อมกัน

แต่คำถามที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อความรู้ทางการเงินกลายเป็นทักษะที่จำเป็นไม่ต่างจากการอ่านออกเขียนได้ ภาระในการปลูกฝังทักษะนี้ควรตกอยู่กับใครในระยะยาว ธนาคารเอกชนที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้เพียงบางส่วน หรือระบบการศึกษาที่ควรบรรจุเรื่องนี้ไว้เป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้น คงเป็นโจทย์ที่ต้องขบคิดกันต่อไป ไม่ต่างจากพฤติกรรมการใช้เงินของเด็กคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงได้จริงเมื่อมีคนเข้าไปพูดคุยด้วยความเข้าใจ มากกว่าการสั่งสอนแบบผู้ใหญ่คุยกับเด็ก