ในวันที่ใครหลายคนยังมองว่าโครงการเพื่อสังคมขององค์กรใหญ่เป็นเพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ระยะสั้น บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กลับเลือกเดินสวนทาง ด้วยการยกระดับโครงการ "จุดไฟปรุงฝัน" จากกิจกรรม CSR ทั่วไป ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนจริงในปีที่ 3 ร่วมกับโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สถาบันที่สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านอาหารมานานถึง 90 ปี
ความแตกต่างของปีนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของงบประมาณหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่ "เป้าหมาย" ที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อธิบายให้เห็นภาพว่า 2 ปีแรกของโครงการมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทักษะการทำอาหารอยู่แล้ว เพื่อเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่ปีที่ 3 นี้ KCG เลือกที่จะเดินเข้าไปถึงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ นั่นคือ "คน" ที่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าสู่สนามจริง
"อุตสาหกรรมอาหารไม่เคยตาย" คือประโยคที่ผู้บริหาร KCG ย้ำหลายครั้งตลอดบทสนทนา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 60 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2501 โดยนายวิจัย วิภาวัฒนกุล และนายตง ธีระนุสรณ์กิจ ภายใต้ชื่อกิมจั๊วพาณิชย์ จนวันนี้เติบโตมามีสินค้าในมือกว่า 1,300 รายการ ถึงยังต้องลงทุนกับการสร้างคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

โจทย์ที่ยากกว่าการทำอาหารให้อร่อย
สิ่งที่น่าสนใจของโครงการปีนี้คือคอนเซปต์ "The Next Gen: European Technique x Thai Twist" ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การประกวดทำขนม แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบครบวงจร ตั้งแต่ภาคทฤษฎี เวิร์กชอปเทคนิคเบเกอรียุโรปผสมกับกลิ่นอายความเป็นไทย การทำ Concept Proposal ไปจนถึงการนำเสนอผลงานต่อเชฟมืออาชีพ โดยมีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมถึง 185 คน และคัดเลือกเหลือ 30 เมนูสุดท้ายเพื่อลงมือทำจริงและจัดแสดงผลงาน
แต่โจทย์ที่แท้จริงของโครงการไม่ได้อยู่ที่ "รสชาติ" เพียงอย่างเดียว

คุณชัชชญา รักตะกนิษฐ (เชฟบิ๊บ) Vice President of KCG Creative Center และ KCG Ambassador Chef สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน การแข่งขันในธุรกิจอาหารก็สูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้วัตถุดิบบางประเภทขาดแคลนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นั่นหมายความว่า คนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ไม่สามารถอาศัยแค่ฝีมือทำอาหารเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

4 ทักษะที่ KCG เชื่อว่าจะตัดสินอนาคตของคนทำอาหาร
หัวใจสำคัญที่สุดของโครงการปีนี้ คือแนวคิด "Future Food Talent" ซึ่ง KCG นิยามออกมาเป็น 4 ทักษะหลักที่เชื่อว่าจะเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดของบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
1. Innovation (การคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรม) ไม่ใช่แค่การคิดเมนูใหม่ให้แปลกตา แต่คือความสามารถในการผสมผสานคอนเซปต์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือต้องต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง ไม่ใช่แค่ความคิดสร้างสรรค์ที่จบอยู่บนจาน
2. Application (การประยุกต์ใช้และลงมือปฏิบัติจริง) การประยุกต์ใช้วัตถุดิบและเทคนิคการพัฒนาสูตรอาหารอย่างมืออาชีพ เป็นทักษะที่หลายคนมองข้าม เพราะคนส่วนใหญ่มักนึกถึงแค่การเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสม แต่ KCG ให้น้ำหนักไปถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำอาหาร เพื่อให้สูตรและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ทำอร่อยในครัวเล็กๆ
3. Customer Insight เข้าใจผู้บริโภคและเทรนด์ตลาด) คือทักษะที่สะท้อนว่าการทำอาหารในยุคนี้ต้องคิดแบบนักการตลาดควบคู่ไปด้วย ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) การวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) และการกำหนดระดับราคา (Price Point) ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ออกแบบและตั้งใจจะขาย เพราะต่อให้เมนูอร่อยแค่ไหน หากตั้งราคาผิดกลุ่มเป้าหมายหรือวางตำแหน่งสินค้าไม่ชัด โอกาสประสบความสำเร็จก็ริบหรี่
4. Entrepreneurial Mindset (คิดแบบผู้ประกอบการ) เป็นทักษะสุดท้ายที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับนักศึกษา แต่ KCG มองว่านี่คือรากฐานสำคัญ เพราะกรอบความคิดแบบเจ้าของกิจการจะทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักปรับตัว (Adapt) ต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นไม่แพ้ฝีมือการทำอาหาร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนพัฒน์ แสงรุ่งเรือง คณบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้มุมมองที่สอดคล้องกันว่า การเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคธุรกิจเข้ากับภาคการศึกษาผ่านประสบการณ์จริง คือหนทางเดียวที่จะทำให้บุคลากรมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพหรือสร้างธุรกิจของตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่แค่จบมาแล้วมีใบปริญญาแต่ขาดทักษะที่ตลาดต้องการจริง

ทำไมต้องเป็นนักศึกษาปี 2 และทำไมต้องตอนนี้
การเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาเริ่มมีพื้นฐานความรู้ด้านอาหารมากพอจะต่อยอด แต่ยังไม่ถูกตีกรอบความคิดจนตายตัวเหมือนนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่ต้องเร่งเตรียมตัวฝึกงานหรือหางาน ช่วงเวลานี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกฝัง "วิธีคิด" มากกว่าแค่ "วิธีทำ"
ผู้บริหาร KCG ใช้คำเปรียบเปรยที่น่าสนใจว่า บริษัทต้องการสร้างบุคลากรที่เป็นเสมือน "รากแก้ว" หรือ "ต้นกล้า" ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร คำเปรียบเปรยนี้สะท้อนแนวคิดระยะยาวที่ชัดเจน เพราะรากแก้วไม่ใช่สิ่งที่เห็นผลได้ทันที แต่เป็นรากฐานที่หยั่งลึกและค้ำจุนการเติบโตในระยะยาว
ในมุมธุรกิจ การลงทุนกับนักศึกษาที่ยังไม่จบการศึกษาอาจดูเหมือนผลตอบแทนที่มองไม่เห็นในระยะสั้น แต่สำหรับองค์กรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในธุรกิจอาหารมากว่า 6 ทศวรรษ การมองข้ามช็อตไปถึงบุคลากรที่จะมาสร้างการเติบโตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า สะท้อนวิธีคิดของผู้เล่นที่มองธุรกิจอาหารเป็นเกมระยะยาว ไม่ใช่แค่การทำแคมเปญให้เป็นข่าว

รางวัลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย
ในแง่ของรูปธรรม โครงการปีนี้มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 35 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 61,000 บาท ให้กับทีมนักศึกษาที่ผ่านเข้ารอบจาก 30 เมนูสุดท้าย ตัวเลขนี้อาจดูไม่ใหญ่โตเมื่อเทียบกับเม็ดเงินการตลาดของ KCG ที่มีสินค้าอย่างซันควิกขายได้ถึง 800,000 ขวดต่อปีในตลาดไทย แต่มูลค่าที่แท้จริงของโครงการไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินรางวัล
สิ่งที่ KCG ต้องการส่งต่อคือประโยคที่ว่า "อาหารไม่ได้สร้างแค่ความอร่อย แต่สร้างโอกาส แรงบันดาลใจ และสามารถสร้างอนาคตที่ดีผ่านพลังของอาหาร" ซึ่งเป็นแก่นความคิดที่ทีมงานย้ำตลอดทั้งโครงการ
คำถามที่น่าคิดต่อคือ เมื่อนักศึกษาเหล่านี้จบการศึกษาและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานจริง ทักษะทั้ง 4 ด้านที่ได้รับการปลูกฝังจะพิสูจน์ตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน ในโลกธุรกิจอาหารที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ที่รสชาติ แต่วัดกันที่ความสามารถในการอ่านตลาด ปรับตัวเร็ว และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก่อนคู่แข่ง

ทิศทางข้างหน้า: จากห้องเรียนสู่ระดับสากล
KCG ระบุชัดเจนว่าโครงการนี้จะไม่จบแค่ปีที่ 3 แต่มีแผนขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษา พันธมิตรทางธุรกิจ และคู่ค้าเพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้ธุรกิจอาหารตะวันตกในประเทศไทยเติบโตและก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อโมเดลการศึกษาที่ผสานความรู้จากภาคธุรกิจเข้ากับหลักสูตรมหาวิทยาลัยเริ่มขยายวงกว้างขึ้น จะกลายเป็นต้นแบบให้ธุรกิจอาหารรายอื่นๆ นำไปปรับใช้หรือไม่ และในระยะยาว ทักษะทั้ง 4 ด้านที่ KCG ให้ความสำคัญ จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่อุตสาหกรรมอาหารไทยใช้วัดคุณค่าของบุคลากรรุ่นใหม่ แทนที่จะวัดกันแค่ที่ฝีมือการทำอาหารเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา
ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในครัวมากขึ้น และผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วกว่าที่เคย คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าเชฟรุ่นใหม่ทำอาหารเก่งแค่ไหน แต่เป็นว่าพวกเขาเข้าใจธุรกิจ เข้าใจผู้บริโภค และปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่ ต่างหาก