24 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Green

จากกล่องนมสู่แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ นวัตกรรมความยั่งยืนปลดล็อกเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากกล่องนมสู่แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ นวัตกรรมความยั่งยืนปลดล็อกเศรษฐกิจหมุนเวียน

ขั้นตอนที่ 4 นำแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์เข้าสู่เครื่องอบออโตเคลฟ (2) - Copy.jpg

ยุคที่ความยั่งยืนกลายมาเป็นตัวดึงดูดการลงทุนและปัจจัยตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก แต่คือการทำให้ “ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ดำเนินไปได้จริง มีตัวเลขทางการเงินที่จับต้องได้ และสามารถเติบโตในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน ล่าสุด เต็ดตรา แพ้ค (Tetra Pak) ได้ออกมาเปิดเผยรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 (FY25) ที่ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าและการดำเนินงานของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางในการรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในการเปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) ซึ่งนับเป็นฉบับที่ 27 ของบริษัท เต็ดตรา แพ้ค ได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ผูกเชื่อมเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจและการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบอาหารโลก โดยผลการดำเนินงานสำคัญระบุว่า เต็ดตรา แพ้ค ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้ถึง 34% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ขณะที่การดำเนินงานภายในองค์กร (Scope 1 และ Scope 2) สามารถลดการปล่อยก๊าซฯ ได้สูงถึง 56% พร้อมสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่แตะระดับ 97% ของการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งใกล้มุ่งสู่เป้าหมาย 100% ภายในปี 2573

SustainabilityReportFY25-Focus-Area-Image-Circularity-resize.jpg

ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า

“รายงานความยั่งยืนฉบับนี้ของเต็ดตรา แพ้ค เป็นฉบับที่ 27 แล้ว เราไม่ได้เพิ่งเริ่มทำหลังปี 2000 แต่ทำมาก่อนหน้านั้น ในรายงานฉบับนี้มีโครงสร้างที่ชัดเจน เพราะบริษัทมีความมุ่งมั่นในการทำให้ระบบอาหารเป็นระบบที่มั่นคงและยั่งยืน โดยดำเนินงานผ่าน 5 เสาหลัก เริ่มตั้งแต่ตัวอาหาร ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วล้อมรอบด้วยมุมสิ่งแวดล้อม คือ สภาพภูมิอากาศ การลดมลพิษ และระบบหมุนเวียนวัสดุ ส่วนวงนอกสุดคือเรื่องบุคลากรและสังคม”

“ในมุมของการลดก๊าซเรือนกระจก Scope 3 เราลดไปได้ถึง 34% ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราทำงานคนเดียว การลด Scope 3 หมายถึงเรามีกระบวนการเลือกพาร์ทเนอร์ที่ดี และทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อพัฒนาไปด้วยกัน สำหรับในเมืองไทย โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีระบบและเหตุผลที่ถูกต้อง บทบาทของเต็ดตรา แพ้ค คือการเป็น Enabler หรือผู้สนับสนุนที่เข้ามาช่วยให้ระบบนิเวศดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้คนที่รับผิดชอบในห่วงโซ่จริง ๆ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก”

S__389464287_0 - Copy.jpg

โดยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) ระบุถึงความคืบหน้าและความสำเร็จที่สำคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

  • ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization - UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน
  • สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ
  • จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว
S__389464274_0 - Copy.jpg

กรณีศึกษา "กระเบื้องโอฬาร" นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลทดแทนวัตถุดิบนำเข้า

หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ การนำวัสดุรีไซเคิลกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูงที่มีมาตรฐานความปลอดภัย เต็ดตรา แพ้ค จึงได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการรีไซเคิลในประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว โดยกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจะถูกเก็บรวบรวม คัดแยก และส่งต่อไปยังบริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาแปรรูปเป็นวัสดุรีไซเคิล จากนั้นเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ได้จะถูกส่งต่อไปยังผู้ผลิตอย่าง บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างแบรนด์ "กระเบื้องโอฬาร") เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรหมุนเวียน อย่าง “ไฟเบอร์ซีเมนต์” ซึ่งใช้เวลาทดลองและพัฒนาร่วมกันยาวนานกว่า 6 ปี

สิ่งสำคัญในการผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทไฟเบอร์ซีเมนต์ เช่น ไม้สังเคราะห์ ไม้ฝา และกระเบื้องหลังคา คือคุณสมบัติของ "เส้นใย" (Fiber) ที่ใส่ลงไปผสมกับปูนซีเมนต์ ทราย และแร่ธาตุ โดยเส้นใยจะทำหน้าที่กรองวัตถุดิบและยึดประสานโครงสร้าง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น ทนทานต่อแรงกระแทก ตอกสกรูแล้วไม่แตก ซึ่งในอดีตอุตสาหกรรมนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้า เยื่อกระดาษบริสุทธิ์เส้นใยยาว (Virgin Pulp) จากไม้สนต่างประเทศที่มีราคาสูง เนื่องจากเยื่อไม้ธรรมชาติในประเทศไทย (เช่น ไม้ยูคาลิปตัส) เป็นเยื่อเส้นใยสั้นที่ไม่สามารถให้ความแข็งแรงได้พอ

S__389464291_0 - Copy.jpg

กฤษณ์ เกรียวสกุล ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด และผู้บริหารแบรนด์ "กระเบื้องโอฬาร" เล่าถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า

“เป้าหมายของเราคือการทดสอบในกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมว่าเยื่อกระดาษที่ได้จากการรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถให้คุณภาพเทียบเท่ากับวัตถุดิบใหม่ เมื่อเริ่มต้นโครงการใช้วัสดุรีไซเคิลทดแทนในการผลิต โรงงานผลิตกระเบื้องโอฬารของเราใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลผสมในแผ่นกระเบื้องซีเมนต์เพียง 10% จากการใช้เยื่อทั้งหมดเท่านั้น แต่ปัจจุบันเราได้ขยายการใช้งานจนสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ ได้มากกว่า 20% โดยเฉลี่ยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ของเราและมีแนวโน้มเพิ่มการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถต่อยอดคุณค่าของวัสดุที่ได้จากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ให้กลับมามีชีวิตใหม่ในรูปแบบวัสดุก่อสร้างคุณภาพเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ อีโค่บล็อก และไม้เทียม"

ขั้นตอนที่ 1 การผสมวัตถุดิบ (1) - Copy.JPG
ขั้นตอนที่ 1 การผสมวัตถุดิบ (2) - Copy.JPG
ขั้นตอนที่ 2  การขึ้นรูปแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นแผ่นเปียก (1) - Copy.JPG
ขั้นตอนที่ 3 การวางแบบแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์อัดรีดน้ำส่วนเกิน - Copy.JPG
ขั้นตอนที่ 4 นำแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์เข้าสู่เครื่องอบออโตเคลฟ (1) - Copy.jpg

โดยกระบวนการผลิตของกระเบื้องโอฬาร ซึ่งใช้ระบบขึ้นรูปแผ่นซีเมนต์แบบ ฮัทแช็ค (Hatschek System) และนำไปบ่มด้วยไอน้ำความดันสูงในเตานึ่ง ออโตเคลฟ (Autoclave) ทำให้ปูนเซตตัวสมบูรณ์ภายใน 20 ชั่วโมง (จากปกติ 28 วัน) เส้นใยกระดาษรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่ม ซึ่งผ่านกระบวนการคัดแยกและปรับปรุงคุณภาพ (Refining) สามารถกระจายตัวในเนื้อปูนได้ และช่วยลดอัตราการขยายตัวและหดตัวของไม้ฝาความยาว 4 เมตร ไม่ให้แตกร้าวเมื่อติดตั้งใช้งาน

ซึ่งการนำเยื่อกระดาษที่ได้จากการรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ จะช่วยทดแทนการนำเข้าเยื่อกระดาษจากต่างประเทศได้อย่างดี

S__389464315_0 - Copy.jpg

บทบาทของคนกลาง เชื่อมจิ๊กซอว์ห่วงโซ่คุณค่า

การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดผู้เชื่อมโยงห่วงโซ่ (Supply Chain Linker) อย่าง บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด โรงงานรีไซเคิลที่รับหน้าที่แยกสกัดกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว ออกเป็นเยื่อกระดาษ 60% และเศษพลาสติก-อลูมิเนียม (PolyAl) อีก 40%

สมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทอีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด เปิดเผยถึงโจทย์ทางเทคโนโลยีและความร่วมมือครั้งนี้ว่า “การทำเยื่อรีไซเคิลให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความซับซ้อนแตกต่างกัน ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ได้คุณภาพเยื่อที่ตรงกับความต้องการของโรงงานไฟเบอร์ซีเมนต์ เช่น การควบคุมสารลิกนิน (Lignin) ให้ต่ำที่สุด เพื่อไม่ให้ไปรบกวนปฏิกิริยาการเซตตัวของปูนซีเมนต์ และการควบคุมค่า COD ในน้ำรีไซเคิล การทำงานร่วมกับเต็ดตรา แพ้ค และกระเบื้องโอฬารตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการตีกล่องจนได้เยื่อกระดาษคุณภาพสูง”

“นอกจากเยื่อกระดาษที่ส่งให้กระเบื้องโอฬาร และกลุ่มกระดาษอนามัยแล้ว ส่วนพลาสติกและอลูมิเนียมที่เหลืออีก 40% เราก็นำไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น แผ่นหลังคาทนความเค็ม แผ่นเรียบเบา และล่าสุดคือ พาเลทอุตสาหกรรมจากพลาสติกกล่องนม 100% เพื่อให้วัสดุทุกชิ้นถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์”

ในส่วนของการจัดเก็บขยะบรรจุภัณฑ์ เต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนการรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วกลับมารีไซเคิลได้ถึง 1,364 ตัน ในปี 2568 ผ่านความร่วมมือกับเครือข่าย PPP Plastics, กลุ่มร้านรับซื้อของเก่า, โครงการเก็บกล่องสร้างบ้าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก (รวบรวมได้กว่า 42 ตัน) และจุดรับกล่องตามห้างสรรพสินค้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมระดับประเทศ สัดส่วนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มของไทยยังอยู่ที่ระดับประมาณ 5% ในขณะที่ความต้องการเยื่อกระดาษในประเทศไทยมีสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี ทำให้ตลาดเยื่อรีไซเคิลยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมหาศาล

ปฏิญญา ศิลสุภดล ได้กล่าวทิ้งทายถึงเป้าหมายและทิศทางเชิงกลยุทธ์ในอนาคตไว้ว่า

“วันนี้เราสร้างต้นแบบ (Pilot Model) ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงและมีประสิทธิภาพ ในระยะถัดไปคือการ Scale Up ซึ่งต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริโภค แบรนด์สินค้า และที่สำคัญคือภาครัฐ ในการออกกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือกลไก EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการกองทุน สนับสนุนราคารับซื้อ และควบคุมมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล เพื่อสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืนให้ทั้งห่วงโซ่ขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวเองในระยะยาว”