4 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Green

ซีพีแรม ดันอาหารท้องถิ่นบุกตลาดเหนือ ควบยุทธศาสตร์ฟื้นป่าต้นน้ำน่านสู่ความยั่งยืน

ซีพีแรม ดันอาหารท้องถิ่นบุกตลาดเหนือ ควบยุทธศาสตร์ฟื้นป่าต้นน้ำน่านสู่ความยั่งยืน

ภาพประกอบข่าว_ซีพีแรม Green Life น่าน_4_1.jpg

การเติบโตทางธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมไม่อาจหลีกเลี่ยง บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เดินหน้าสานต่อกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” #ป่าต้นน้ำปิง วัง ยม น่าน หนึ่งในโครงการ CPRAM Green Life เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนผืนแผ่นดินไทยและสร้างสมดุลโลก ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ 13 ผ่านพลังความร่วมมือของชุมชนและภาคีท้องถิ่น เพื่อเสริมความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติสู่คนรุ่นต่อไป และสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตามกรอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050)

เจาะแนวคิด “Local Menu” เปลี่ยนสูตร “กะ-ชิม” เป็นระบบอุตสาหกรรม

ในแง่ของมิติทางธุรกิจ ตลาดอาหารพร้อมรับประทานในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ราว 2.9-3% ต่อปี ซีพีแรมได้ใช้ข้อเปรียบเทียบด้านขีดความสามารถของ “ครัวซีพีแรม ลำพูน” ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักในภาคเหนือ ด้วยกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานสูงถึง 300,000 ชิ้นต่อวัน เพื่อรองรับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทั่วทั้ง 21 จังหวัดในภาคเหนือรวมกว่า 2,100 สาขา

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการพัฒนาเมนู “ข้าวซอยไก่” อาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทานจำหน่ายเฉพาะภูมิภาค โดยซีพีแรมระบุถึงแนวคิดหลักในการยกระดับเมนูนี้ไว้ว่า

"การเปลี่ยนอาหารพื้นบ้านให้เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ต้องบาลานซ์ระหว่าง 'ความดั้งเดิม' กับ 'ความสะดวกและความปลอดภัย' ข้าวซอยประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีเนื้อสัมผัสต่างกันโดยสิ้นเชิง แนวคิดคือต้องแยกส่วนประกอบเหล่านี้ออกจากกันในบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพสูงสุดก่อนถึงมือผู้บริโภค"

นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้เผยถึงความท้าทายในกระบวนการผลิตว่า ต้องมีการแปลงสูตรจากมาตราส่วน "กะ-ชิม" ของห้องครัว ให้เป็นสูตรเชิงอุตสาหกรรม หรือระบบร้อยละโดยน้ำหนัก (% Ingredient Drop) โดยเฉพาะกลิ่นและรสของเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ได้มาตรฐานที่เสถียรในทุกไลน์การผลิต

ซีพีแรมมีกลยุทธ์ในการพัฒนา Local Menu ที่จำหน่ายเฉพาะตามภูมิภาคนั้น ๆ โดย "ข้าวซอยไก่" ถูกเลือกให้วางขายในภาคเหนือ โดยเหตุผลหลักคือข้าวซอยเป็นอาหารพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่นิยมสูงในภาคเหนือ ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และยังช่วยสร้างความหลากหลายของเมนูที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อีกทั้งยังคงรักษารสชาติและเอกลักษณ์ของอาหารถิ่นดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งในอนาคตยังมีแผนการผลิตเมนูท้องถิ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่อย่างตรงจุด

ภาพประกอบข่าว_ซีพีแรม Green Life น่าน_5_1.JPG

“คนน่านไม่ทิ้งป่า ป่าไม่ทิ้งคนน่าน” ผนึกกำลังฟื้นฟูระบบนิเวศและเศรษฐกิจชุมชน

กลยุทธ์ของซีพีแรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ภาคการผลิตและการตลาด แต่ขยายผลไปถึงการจัดการต้นทางอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” ภายใต้โครงการ CPRAM Green Life ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ล่าสุดได้ร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และชุมชนห้วยน้ำหิน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ในการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบเพื่อพลิกฟื้นผืนป่า

นายสังคม คัดเชียงแสน ปลัดจังหวัดน่าน_1.JPG

นายสังคม คัดเชียงแสน ปลัดจังหวัดน่าน ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า

"จังหวัดน่าน มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘คนน่านไม่ทิ้งป่า ป่าไม่ทิ้งคนน่าน’ โดยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การปลูกต้นไม้ดังกล่าวแม้จะเป็นกิจกรรมเพียงวันเดียว แต่ผลที่เกิดขึ้นจะส่งต่อไปอีกหลายสิบปี ต้นไม้ทุกต้นจะช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าของประเทศ"

นายณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริ_1.jpg

ด้าน นายณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เผยถึงเหตุผลสำคัญในการเลือกพื้นที่ป่าต้นน้ำว่า

“กิจกรรม ‘ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน’ หนึ่งในโครงการ CPRAM Green Life ในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนผืนแผ่นดินไทย ฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มการดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างสมดุลโลก ซีพีแรม ผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ต่อสังคมไทย ด้วยหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งส่งมอบอาหารที่ดี มีคุณภาพ สู่ผู้บริโภค พร้อมทั้งการสร้างคุณค่าให้กับสังคมรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา 3 ประโยชน์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ต้นไม้ที่เราช่วยกันปลูกในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ซีพีแรมยังคงมุ่งมั่น ส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการสร้างคุณค่าทางสังคมรอบด้าน อย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนสู่ชุมชน สังคมและประเทศชาติสืบไป”

นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้าน(1).JPG

ส่งเสริม "กาแฟโรบัสต้า" สร้างความยั่งยืนที่แท้จริงให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือแนวคิด "ปลูกป่าอย่างเดียวทุกคนอยู่ได้ แต่ชาวบ้านอยู่ไม่ได้" โครงการจึงได้เข้ามาสนับสนุนกล้ากาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าจำนวน 11,700 ต้น ให้แก่กลุ่มเกษตรกรนำร่อง 23 ราย เพื่อขยายผลจาก "สบขุ่นโมเดล" ครอบคลุมพื้นที่ทำกินประมาณ 1,000 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-500 เมตร ซึ่งเหมาะสมกับสายพันธุ์ และเพื่อทดแทนการทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวในอดีต

นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชนฯ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้านการตลาดของชุมชนว่า

"กาแฟโรบัสต้าเป็นพืชที่ตอนนี้ตลาดกาแฟของไทยกำลังขาดแคลนและต้องนำเข้า ในส่วนของเครือซีพีเราก็พร้อมรับซื้อผลผลิตอยู่ อันนี้ถ้าชาวบ้านไม่สามารถไปขายที่ไหนได้เราก็รับซื้อ แต่ถ้าชาวบ้านขายที่อื่นแล้วได้รายได้สูงกว่า เราก็ยินดีเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มเติม อันนี้ต้องเรียกว่าเป็นความยั่งยืนที่แท้จริง"

ภาพประกอบข่าว_ซีพีแรม Green Life น่าน_1_1.jpg

ตลอดระยะเวลา 13 ปี กิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” หนึ่งในโครงการ CPRAM Green Life เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนผืนแผ่นดินไทยและสร้างสมดุลโลก ได้สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ป่าบก และป่าชายเลน รวมถึงการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยได้ปลูกต้นไม้กว่า 66,000 ต้น บนพื้นที่รวม 288,000 ตารางเมตร และส่งมอบพันธุ์กล้าไม้ภายใต้กิจกรรม “แสนกล้าสู่แสนต้น” สะสมมากกว่า 90,000 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนผืนแผ่นดินไทย ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อีกหนึ่งสิ่งที่โครงการให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายท้องถิ่น ในการร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้สะสม 120,000 ต้น ภายในปี พ.ศ. 2573

ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวสอดรับกับเป้าหมายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยตั้งเป้าหมายปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ให้ได้ 20 ล้านต้นภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจัดสรรให้เป็นพื้นที่ 4 ป่าต้นน้ำ (ปิง วัง ยม น่าน) จำนวน 1.4 ล้านต้น