1 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

น่านน้ำใหม่แสนล้าน BDMS ‘WellEra’ บทพิสูจน์ในวันที่ ‘สุขภาพดี’ ไม่ใช่แค่คำอวยพร

น่านน้ำใหม่แสนล้าน BDMS ‘WellEra’ บทพิสูจน์ในวันที่ ‘สุขภาพดี’ ไม่ใช่แค่คำอวยพร

น่านน้ำใหม่แสนล้าน BDMS ‘WellEra’ บทพิสูจน์ในวันที่ ‘สุขภาพดี’ ไม่ใช่แค่คำอวยพร

ในโลกธุรกิจ ยักษ์ใหญ่ที่ขยับตัวช้าอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาส แต่สำหรับเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS การขยับตัวแต่ละครั้งไม่เพียงแต่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการสาธารณสุขไทย ทว่ายังเป็นการ “ปักหมุด” ทิศทางใหม่ให้กับเศรษฐกิจระดับประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 5 ทศวรรษก่อน ด้วยโรงพยาบาลขนาดเพียง 50 เตียงในซอยศูนย์วิจัย วันนี้ BDMS เติบโตสู่เครือข่ายจักรวรรดิการแพทย์ที่ประกอบด้วยโรงพยาบาลกว่า 60 แห่ง ภายใต้ 6 แบรนด์หลัก ดูแลผู้ป่วยและผู้รับบริการทั้งไทยและต่างชาติรวมกันกว่า 12.8 ล้านคนต่อปี

แต่คำถามสำคัญในใจของผู้นำองค์กรยุคปัจจุบันคือ เมื่อโลกก้าวผ่านจุดที่ผู้คนมองหาเพียงการ ‘รักษาโรค’ ไปสู่การ ‘ปกป้องและดูแลสุขภาพก่อนจะป่วย’ ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ามาร์เกตแคปอันดับต้นๆ ของประเทศจะทรานส์ฟอร์มตัวเองอย่างไร

คำตอบสะท้อนชัดบนเวทีเปิดตัวเมกะโปรเจกต์ระดับไอคอนิก “BDMS WellEra” โครงการ Wellness Complex เชิงบูรณาการบนทำเลทองคำผืนสุดท้ายใจกลางเมืองหลวงที่เชื่อมต่อกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินี

นี่ไม่ใช่เพียงการกระโจนเข้าสู่สมรภูมิอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร หากแต่เป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ BDMS ที่ต้องการเปลี่ยนจาก “ผู้รักษา” มาเป็น “ผู้ออกแบบวิถีชีวิต” ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สุขภาพดีไม่ใช่คำอวยพร... แต่เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาเอง”

“ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือBDMS ย้อนความหลังด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองว่า ตัวเธอเองอายุแก่กว่า BDMS เล็กน้อย และได้เห็นการเติบโตขององค์กรมาโดยตลอด นวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้มนุษย์อายุยืนยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในอดีตการเห็นผู้สูงอายุวัย 70-80 ปีนับว่ามากแล้ว แต่วันนี้คนรอบตัวอายุ 90 หรือ 100 ปีบวกๆ เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ความสำคัญคงไม่ใช่อยู่ที่อายุยืนยาวเพียงอย่างเดียว เราอยากให้ความสำคัญกับสุขภาพดีและอายุยืนยาวไปควบคู่กัน” ปรมาภรณ์เน้นย้ำ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ BDMS ถอดรหัสอินไซต์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เริ่มต้นจากการตั้ง BDMS Wellness Clinic บนถนนวิทยุ ซึ่งปรมาภรณ์เรียกมันว่าเป็น “Stepping Stone” หรือก้าวสำคัญที่ทำให้ออกห่างจากกลิ่นอายของความเจ็บป่วย

“หลายท่านอยากสุขภาพดีแต่ไม่อยากไปโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นที่ที่มีเชื้อโรค ไม่อยากเห็นคนที่เจ็บป่วย แต่คนที่ดูแลสุขภาพและรักสุขภาพอยากเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ มีอาหารที่ดี มีอากาศที่ดี”

โจทย์นี้กลายมาเป็นจุดกำเนิดของ WellEra เมกะโปรเจกต์ที่ BDMS ตั้งใจปั้นให้เป็น Wellness Destination ระดับโลก โดยอาศัยความสมบูรณ์ของทำเลที่ตั้งระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ มาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพื่อออกแบบ “พื้นที่แห่งชีวิต” ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนของคนทุกเจเนอเรชัน

ในมุมมองทางวิชาการและการตลาด นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ “หมอแอมป์” ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic ได้ฉายภาพใหญ่ของโครงสร้างประชากรและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่กำลังบีบให้คำว่า “Wellness” กลายเป็นวาระแห่งชาติ

ปัจจุบันโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุค The Science of Longevity หรือวิทยาศาสตร์แห่งการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สถิติทั่วโลกชี้ชัดว่า อายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) อยู่ที่ 71 ปี แต่ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) หรือช่วงเวลาที่ร่างกายไม่ทรมานจากโรคภัยกลับหยุดอยู่แค่ 61 ปี ขณะที่คนไทยมี Lifespan 75 ปี และมี Healthspan อยู่ที่ 65 ปี

นั่นแปลว่า โดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์เราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บยาวนานถึง 10 ปีก่อนจะจากโลกนี้ไป

“ฝันของหมอคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เลขสองตัวนี้ใกล้กันที่สุด อยากให้ Healthspan ของคนไทยขยับไปถึง 75 ปี ให้ทุกคนสามารถนอนหลับสบายและจากไปอย่างสงบ” หมอแอมกล่าว

ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (ปี 2033) ซึ่งประชากรอายุเกิน 60 ปีจะพุ่งสูงถึง 28% ของประชากรทั้งหมด ซ้ำร้ายอัตราการเกิดของเด็กไทยยังต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขาดทุนประชากรปีละกว่า 1.5 แสนคน

หากปล่อยให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ก้าวสู่วัยชราพร้อมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หรือ “โรครู้อย่างงี้” (รู้อย่างงี้ไม่กินหวาน รู้อย่างงี้ไม่อดนอน) ระบบสาธารณสุขไทยย่อมแบกรับไม่ไหว ธุรกิจเวลเนสจึงไม่ใช่เรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่คือทางรอดในการสร้าง Healthy Aging Society

มองในเชิงตัวเลข ตัวเลขทางธุรกิจทั่วโลกเป็นสิ่งยืนยันว่าน่านน้ำนี้มีมูลค่ามหาศาล ปัจจุบันมูลค่าธุรกิจเวลเนสโลกสูงถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งสู่ 9.8 ล้านล้านเหรียญในปี 2029 โดยกลุ่มที่เติบโตแรงที่สุดคือ Wellness Real Estate ที่โตถึง 15.2% ต่อปี

สำหรับประเทศไทย มูลค่าตลาดเวลเนสปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 42,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท รั้งอันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีเครื่องยนต์หลักอย่าง Wellness Tourism ที่เติบโตแรงเป็นอันดับ 3 ของโลก (โต 36.4%) เป็นรองเพียงอินเดียและยูเออีเท่านั้น

“เราเคยอยู่ที่ 7 ของโลกก่อนโควิด ตอนนี้หล่นมาอยู่ที่ 15 เป้าหมายของผมและ Wellness Team Thailand คือต้องพาดัชนีนี้กลับไปติด 1 ใน 5 ของโลกให้ได้” หมอแอมป์ประกาศกร้าว

ทว่า การจะสร้าง Wellness Destination of the World ที่แท้จริงได้นั้น ลำพังเพียงความเชี่ยวชาญด้าน Healthcare ของโรงพยาบาลในเครือ BDMS ยังไม่พอ ด่านหินที่สุดคือพาร์ตของ Wellness Residence ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์แห่งการบริการระดับสูง หรือ Hospitality เข้ามาผสาน

นี่คือเหตุผลที่ทีมบริหารของ BDMS นำโดยผู้บริหารสูงสุด ต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อเสาะหาพันธมิตรที่มี “Passion” เดียวกัน มาร่วมกันสร้างแบรนด์ Luxury Residence ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ “น้ำดี อากาศดี อาหารดี” ได้อย่างแท้จริง

พญ.ปรมาภรณ์ กล่าวเสริมเพื่อปรับความเข้าใจของสาธารณชนต่อก้าวเดินครั้งนี้ว่า “ไม่อยากให้มองว่า BDMS สนใจทำอสังหาริมทรัพย์ แต่อยากให้มองว่าเราหาวิธีจะทำอย่างไรให้เราดูแลสุขภาพคนให้ดีขึ้นจริงผ่านไลฟ์สไตล์ ณ วันนี้เราไม่ได้มุ่งหวังจะเติบโตจากการทำ Real Estate แต่เป้าหมายเดิมของเราคือการทำให้คนสุขภาพดี”

เช่นเดียวกับหมอแอมป์ที่ย้ำว่าโครงการ WellEra ไม่ใช่โครงการขายตึก แต่เป็นโครงการที่ “หยิบยื่นและขายชีวิต ที่มีคุณภาพให้กับผู้คน” กลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มคนที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตาย หรือคนที่มีคนที่รักกำลังเจ็บป่วย ซึ่งจะเข้าใจคุณค่าของคำว่าสุขภาพดีลึกซึ้งที่สุด

การขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ “WellEra” ของ BDMS ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจสุขภาพในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะพบทั้งโอกาสทางกลยุทธ์และความท้าทายที่ต้องพึงระวัง

Clinical-Grade Wellness การเข้ามาของ BDMS ยกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสไทยจากภาพจำแบบ “สปาพื้นบ้าน” ขึ้นสู่ “การแพทย์เชิงป้องกันที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ” สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล

Seamless Ecosystem เครือข่ายโรงพยาบาลที่มีอยู่ทั่วประเทศกลายเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่ง ในการส่งต่อผู้รับบริการ หากตรวจพบความเสี่ยงในศูนย์เวลเนสก็สามารถส่งเข้าโรงพยาบาลรักษาโรคได้ทันที ไร้รอยต่อ

Soft Power Synergy โครงการนี้สามารถต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ไม่ว่าจะเป็น Medical Tourism, อาหารไทยเพื่อสุขภาพ, และชื่อเสียงด้าน Thai Hospitality ให้กลายเป็นแพ็กเกจดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติได้อย่างทรงพลัง

แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข้อเสีย ความท้าทายในอุตสาหกรรมนี้คือ สภาวะปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมกะโปรเจกต์ระดับหมื่นล้านอาจดึงดูดกำลังซื้อกลุ่ม High-net-worth ไปจนหมด ซึ่งอาจส่งผลกระทบและสร้างความกดดันให้แก่ผู้ประกอบการเวลเนสรายย่อยในตลาด

การขยายศูนย์เวลเนสและคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ย่อมต้องการบุคลากรทางการแพทย์ (หมอ พยาบาล นักกายภาพ นักโภชนาการ) จำนวนมหาศาล เม็ดเงินที่หนากว่าของภาคเอกชนอาจดึงตัวบุคลากรออกจากระบบรัฐ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในฝั่งการรักษาโรคหลัก

ภาพลักษณ์ความแข็งกระด้าง โจทย์หินของ BDMS คือการลบภาพจำของ “โรงพยาบาลที่แห้งแล้งและน่ากลัว” แล้วแทนที่ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย อบอุ่นทางจิตวิญญาณ แบบที่นักท่องเที่ยวเวลเนสยุคใหม่โหยหา เช่น การนั่งสมาธิ โยคะ หรือการบำบัดจิตใจ ซึ่งต้องการทักษะที่ต่างจากความเป๊ะทางการแพทย์

ในท้ายที่สุด โครงการ WellEra ของ BDMS ถือเป็นฟันเฟืองที่สอดรับกับนโยบาย Thailand Medical & Wellness Hub ของรัฐบาลอย่างพอดิบพอดี การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพา “เศรษฐกิจสุขภาพ” ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศทดแทนการท่องเที่ยวรูปแบบเดิม แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์การแบ่งเบาภาระงบครองเตียงและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐในระยะยาว

อย่างไรก็ดี หมอแอมป์ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า BDMS ไม่สามารถทำสิ่งนี้ให้สำเร็จได้เพียงลำพัง

“เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเอง แต่ทำเพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่าเส้นทางนี้สดใสและมีอนาคตจริง แต่เราต้องร่วมด้วยช่วยกัน นักท่องเที่ยวมาเมืองไทย 2 อาทิตย์ เขาไม่ได้อยู่กับหมอพยาบาลตลอดเวลา เขาต้องไปร้านอาหาร ไปชอปปิ้ง ไปเที่ยววัดป่า ไปสัมผัสชุมชน ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันเป็น Wellness Team Thailand ประเทศไทยจะเป็นหมุดหมายที่มอบ ‘ชีวิตใหม่’ ให้กับคนทั้งโลกได้อย่างแท้จริง”

“WellEra” จึงไม่ใช่แค่บทใหม่ของ BDMS... แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่ “ศูนย์กลางความสุขและความยืนยาวของชีวิต” บนเวทีโลกอย่างยั่งยืน.