28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

เซ็นทรัลรีเทล ดึง No Brand เสิร์ฟสินค้าเกาหลีเน้นคุ้มค่า

เซ็นทรัลรีเทล ดึง No Brand เสิร์ฟสินค้าเกาหลีเน้นคุ้มค่า

p24-weekly-nobrand-01.jpg

ท่ามกลางกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีในประเทศไทยที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในระยะหลังอาจจะแผ่วลงไปบ้าง และถูกทดแทนด้วยวัฒนธรรมจากจีนและญี่ปุ่น ถึงกระนั้น K-culture ยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท และยังถูกคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าการใช้จ่ายสินค้าเชิงวัฒนธรรมเกาหลีทั่วโลกจะขยายเกือบเท่าตัว แตะ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.1 ล้านล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนดีมานด์ของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปิดรับสินค้าและประสบการณ์ของเกาหลีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ข้อมูลจาก UN Comtrade Database ยังสะท้อนว่าสินค้าเกาหลีได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกาหลีเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปีในช่วงปี 2562-2567

และด้วยตัวเลขดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซ็นทรัลรีเทลตัดสินใจที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอ ด้วยการจับมือกับ Emart เปิดตัว No Brand สาขาแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 สาขาที่มียอดขายสูงสุด

ซึ่งเซ็นทรัลเคยนำสินค้า No Brand มาวางจำหน่ายในร้าน TOPS และได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าB+ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ No Brand ที่เซ็นทรัลได้วางไว้

นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าและคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา รวมไปถึงมองข้ามความเป็นแบรนด์

No Brand มีจุดเริ่มต้นในปี 2015 ภายใต้การดูแลของยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกของเกาหลีใต้อย่าง Emart ที่ต้องการแก้โจทย์สินค้าที่มักจะบวกค่าการตลาด และค่าบรรจุภัณฑ์เข้าไปทำให้ราคาขายแพงเกินจริง นับแต่นั้น No Brand จึงเกิดขึ้นด้วยปรัชญาทางการตลาดที่ต้องการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพที่ดี ในราคาที่ยุติธรรม แต่การไม่มีแบรนด์ หรือยี่ห้อบนสินค้า แต่ยังสามารถสร้างการจดจำให้แก่ผู้บริโภคได้ เพราะ Emart เลือกใช้แพ็กเกจจิ้งสีเหลืองสดใส จนถึงตอนนี้ จำนวนสาขาของ No Brand ที่มีประมาณ 270 สาขาทั่วโลก น่าจะสามารถตอบได้ว่า การไม่มีแบรนด์ของ No Brand และตัวหนังสือสีขาวบนพื้นสีเหลือง ดีเพียงพอที่จะยึดครองใจผู้บริโภคได้

และสิ่งสำคัญที่ทำให้สินค้าของ No Brand ติดตลาด และถูกใจผู้บริโภคคือ คุณภาพของสินค้า เพราะ Emart ไม่เน้นลงงบประมาณการโฆษณาที่ต้องจ่ายให้แก่เหล่าศิลปินหรือเซเลบริตี้ในจำนวนมาก แต่นำงบประมาณในส่วนนั้นมาลงที่การพัฒนาคุณภาพของสินค้า รวมถึงการออกแบบที่มีความมินิมอล แต่ยังดูแพง

p24-weekly-nobrand-02.jpg

No Brand ไม่ได้ผลิตสินค้าประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เลือกผลิตสินค้าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อเป็นการควบคุมต้นทุนด้วยการผลิตในสเกลใหญ่ แต่คุณภาพเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าแบรนด์ชั้นนำในตลาด เหตุผลนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคที่เลือกสินค้าของ No Brand เป็นผู้ที่ฉลาดเลือก เพราะไม่ต้องเสียเงินโดยใช่เปล่าไปกับยี่ห้อ

บย๊อง คาน โรห์ Head of No Brand Division, Emart ให้ข้อมูลว่า ในปีแรกของการดำเนินธุรกิจของ No Brand มียอดขายประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายในระยะเวลา 5 ปี ยอดขายของ No Brand เพิ่มขึ้นเกือบ 50 เท่า มากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน No Brand มีสาขาอยู่ใน 20 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ลาว และมองโกเลีย โดยที่ยังรักษาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการปรับให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น และการยึดมั่นในปรัชญาหลักของแบรนด์

โดย Emart ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดค้าหลีกที่มีการขับเคลื่อนสูง และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมากในเอเชีย โดยไทยมีปัจจัยเอื้อต่อการเติบโต ในด้านฐานผู้บริโภคเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และให้ความสนใจต่อการบริโภคที่เน้นความสำคัญกับความคุ้มค่าอย่างสมเหตุสมผล รวมถึงการเปิดรับ K-food และ K-culture

ด้านธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยมุมมองว่า Smart Value และ Smart Shopper จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมค้าปลีกปรับตัวในเชิงกลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

“เซ็นทรัลตั้งเป้าที่จะขยายสาขา No Brand ให้ได้ 10 สาขา ภายในปี 2571 โดยไตรมาส 3 จะเปิดสาขาที่ 2 โดยจะพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบ”.