Home > health (Page 9)

ผู้หญิงอเมริกันขาดวินัยในการรับประทานยา

 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าตกใจ เมื่อผลจากการวิจัยพบว่าผู้หญิงอเมริกันมักจะไม่ได้รับประทานยาครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้ชายแล้วพบว่า ลักษณะนิสัยในการรับประทานยานั้นผู้หญิงมีลักษณะนิสัยที่แย่กว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายจะทำตามที่แพทย์สั่งและรับประทานยาจนหมด ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะถูกมองว่าเป็นคนมีระเบียบวินัย และรักษาสุขภาพมากกว่าผู้ชายเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท HealthPrize Technologiesได้มีการจัดทำการสำรวจเกี่ยวกับลักษณะนิสัยในการรับประทานยาขึ้น โดยที่นักวิจัยได้เลือกสอบถามกลุ่มตัวอย่าง มากกว่า 1,000 คน ซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายรวมกัน พบว่าโดยปกติแล้วพวกเขามีโอกาสที่จะรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งมาจนหมดหรือเลือกที่จะหยุดรับประทานยาก่อนที่ยาจะหมด เพียงเพราะรู้สึกว่าตัวเองอาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งจากการสำรวจในครั้งนี้พบว่า 45% ของผู้หญิงนั้นเลือกที่จะไม่รับประทานยาตามที่หมอสั่งมาจนหมด เพราะว่าตัวเองรู้สึกว่าอาการที่มีอยู่ดีขึ้นแล้ว ในขณะที่มีผู้ชายเพียงแค่ 36% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับความคิดนี้นอกจากนี้ผู้หญิงเกือบหนึ่งในสามของกลุ่มการสำรวจนี้ยังได้ยอมรับด้วยว่า ในบางครั้งพวกเธอเลือกที่จะไม่รับประทานยาตามที่หมอสั่งเลย หรือหยุดการรับประทานยากลางคันไปเลยสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีอาการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรง ในขณะที่มีผู้ชายเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับความคิดนี้การรับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่งหรือการเลือกที่จะไม่รับประทานยาเลยนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง แพทย์หญิง Katrina Firlik หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของบริษัท HealthPrize Technologies ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า คนที่ไม่ได้รับประทานยาจนหมดตามที่แพทย์สั่งนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีอาการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรงก็ตามแพทย์หญิง Katrina ได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า โรคที่ทำให้ผู้หญิงอเมริกันเสียชีวิตส่วนใหญ่คือ โรคโคเลสเตอรอลในเลือดสูงและความดันเลือดสูง ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้คนไม่ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอถึงแม้ว่าการรับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่งนั้นอาจจะมีเหตุผลและปัจจัยอื่นๆ

Read More

คุณกินโปรตีนมากเกินไปรึเปล่า

 “ถ้าคุณบริโภคพลังงานอย่างเพียงพอ คุณอาจได้ชื่อว่าบริโภคโปรตีนในปริมาณมากด้วยซ้ำ” Marion Nestle ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ การศึกษาด้านอาหาร และสาธารณสุข ประจำมหาวิทยาลัยนิวยอร์กให้ข้อมูล นักโภชนาการส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า ผู้หญิงกระฉับกระเฉงต้องการโปรตีนประมาณครึ่งกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งปอนด์ หรือประมาณ 65 กรัมสำหรับผู้หญิงหนัก 130 ปอนด์ และกล่าวว่า พวกเรารวมทั้งผู้กินมังสวิรัติล้วนกินโปรตีนวันละ 69 กรัมอยู่แล้ว จึงไม่ขาดโปรตีนแน่นอน (ถ้าคุณออกกำลังกายเกินหนึ่งชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วันหรือมากกว่า ให้กินโปรตีนเพิ่มอีก 0.75 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งปอนด์) ที่สำคัญอย่าอดอาหารเช้า แล้วไปเพิ่มที่อาหารเที่ยงและอาหารเย็น เพราะการกินโปรตีนตอนเช้าช่วยให้คุณควบคุมการบริโภคพลังงานที่เหลือตลอดทั้งวันได้โปรตีนช่วยเผาผลาญพลังงานมากขึ้นทุกครั้งที่คุณกินอาหาร ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานเพื่อย่อยสลายอาหารและดูดซึมสารอาหาร ซึ่งเป็นการเพิ่มระบบเผาผลาญของคุณ เมื่อคุณกินอาหารประเภทไขมันหรือแป้ง ประมาณร้อยละ 5 – 15 ของพลังงานเหล่านั้นไปสู่กระบวนการย่อย ส่วนโปรตีนเพิ่มเป็นร้อยละ 20 – 30 เพราะโปรตีนประกอบขึ้นจากกรดอะมิโนที่จับตัวกันด้วยพันธะเพปไทด์ (peptide bonds) การที่ร่างกายจะใช้กรดอะมิโนเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ขนส่งออกซิเจนไปทั่วกระแสเลือด และสร้างแอนติบอดีเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้นั้น ต้องทำให้พันธะเพปไทด์แตกตัวเสียก่อน หมายความว่ากระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งก็คือการใช้พลังงานมากขึ้นนั่นเองกินโปรตีนมากไปทำให้อ้วนการเผาผลาญเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า

Read More

วิถีธรรมชาติบรรเทาเนื้องอกมดลูกชนิดไม่อันตราย

เนื้องอกมดลูกชนิดไม่อันตรายเป็นอาการที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในและรอบมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติ แต่ไม่ใช่มะเร็ง ก้อนเนื้องอกมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วไปจนถึงขนาดเท่าทารกอายุแปดเดือน น้ำหนักตัวเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดเนื้องอกชนิดนี้ เนื่องจากในผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกิน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปนั่นเอง Dr.Marilyn Glenville ผู้เขียนหนังสือ The Natural Health Bible for Women กล่าวว่า “การมีเลือดประจำเดือนไหลในปริมาณมากทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนได้ และการเสียเลือดมากเกินไปอาจนำไปสู่อาการโลหิตจาง เนื้องอกมดลูกชนิดไม่อันตรายอาจมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ และทำให้เกิดอาการเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือเกิดอาการท้องผูก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดเนื้องอก ผู้เป็นเนื้องอกชนิดนี้มักมีอาการปวดหน่วงหรือปวดเหมือนถูกกดทับ” โดยทั่วไปการรักษาเนื้องอกมดลูกชนิดไม่อันตรายคือการให้ฮอร์โมนและการผ่าตัดมดลูก แต่โชคดีที่มีอายุรเวทวิถีธรรมชาติเป็นทางเลือกด้วยการรักษาด้วยอาหาร Eliza Blackwood นักธรรมชาติบำบัดแห่ง CBD Natural Health กล่าวว่า “เนื้องอกมดลูกชนิดไม่อันตรายต้องพึ่งพาฮอร์โมนเอสโตรเจน เราจึงต้องควบคุมฮอร์โมนเอสโตรเจนและภาวะอักเสบให้ได้ ด้วยการบริโภคอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนสูง เพราะมีสรรพคุณในการสร้างภาวะฮอร์โมนสมดุล เช่น ถั่วเหลือง พืชฝักตระกูลถั่ว และถั่วต่าง ๆ อาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนช่วยหยุดยั้งการไหลเวียนของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน เป็นการป้องกันไม่ให้เอสโตรเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงให้ก้อนเนื้องอกเจริญเติบโต นอกจากนี้ ยังต้องบริโภคอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาไขมันสูง น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่าง ๆ ผักมีคุณสมบัติช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงแนะนำให้บริโภคผักที่มีแคโรทีนอยด์สูง เช่น

Read More

เมล็ดเจีย – อาหารวิเศษยุคศตวรรษที่ 21

Kununurra ได้ชื่อว่าเป็นเมืองห่างไกลที่สุดเมืองหนึ่งของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ในหุบเขาออร์ด บริเวณชายแดนตอนเหนือของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและนอร์ทเทิร์น เทอร์ริทอรี ผลพวงจากการพัฒนาโครงการชลประทานแม่น้ำออร์ดเมื่อไม่นานมานี้ ช่วยพัฒนาให้ Kununurra กลายเป็นแผ่นดินทองของการเกษตร เป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อนหลากหลาย รวมถึง “เมล็ดเจีย” (chia) อาหารวิเศษยุคศตวรรษที่ 21 ที่นี่เป็นที่ตั้งของไร่เจียขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีทุ่งดอกเจียสีม่วงสวยสดใส ทอดตัวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา มี John Foss เกษตรกรท้องถิ่นเป็นผู้นำ เขาปลูกเมล็ดเจียครั้งแรกเมื่อปี 2005 Foss เป็นเกษตรกรรุ่นที่สี่ผู้เติบโตในฟาร์มข้าวสาลีทางตอนใต้ของเพิร์ท เขาเดินตามรอยเท้าของครอบครัวด้วยความกระตือรือร้น จนได้ทุนการทำเกษตรนัฟฟิลด์เมื่อปี 2000 ทำให้ได้เดินทางไปต่างประเทศ และทำวิจัยด้านการผลิตอาหารอย่างหลากหลาย รวมทั้งลงมือทำการเกษตรด้วยตนเองตั้งแต่ขั้นพื้นฐานขึ้นไป ช่วงเวลาที่อยู่ต่างประเทศ Foss เรียนรู้เรื่องราวที่เป็นสากลสำหรับเกษตรกรมากมาย “ในทุกที่ที่ผมไป ปัญหาพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน เป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทุกคนวิตกกังวล และเป็นหัวใจของความริเริ่มด้านการเกษตร ผมจึงตัดสินใจว่า การค้นหาพืชที่เป็นคำตอบของความวิตกกังวลดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมาก” ในเวลาเดียวกัน อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง และความเป็นอยู่ที่ดีก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว “ผู้บริโภคที่สหรัฐฯ และยุโรป หันไปหา “อาหารวิเศษ” ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่หันมาต่อต้านการพึ่งพาอาหารแปรรูปอย่างมาก ทำให้พืชผลที่เป็นอาหารวิเศษกลายเป็นที่ต้องการสูงขึ้นมากอย่างฉับพลัน ผมเองก็อยากปลูกพืชที่มีผลต่อสุขภาพ และทำให้โภชนาการของผู้บริโภคดีขึ้น”อาหารเช้าของชาวเม็กซิโกFoss รู้จักเจียครั้งแรกที่เม็กซิโก

Read More

ใส่ใจสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากบ้านคุณคาดหมายว่าต้องผจญกับสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ถ้าคุณคิดว่าการอยู่ในบ้านทำให้คุณปลอดภัยกว่า ...ขอให้คิดเสียใหม่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของอเมริกากล่าวว่า บ้านของคุณอาจมีสารเคมีธรรมชาติที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากกว่าอากาศข้างนอกถึงกว่าห้าเท่า โดยเฉพาะสารเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมปรับอากาศและน้ำยาทำความสะอาด ลองอ่านวิธีทำให้อากาศในบ้านปลอดจากสิ่งรบกวนที่เป็นอันตรายต่อคุณทำให้การซักล้างปลอดสารพิษ  น้ำยาทำความสะอาด สเปรย์ และน้ำยาขจัดคราบสกปรก ที่คุณใช้เพื่อทำให้บ้านสะอาดเอี่ยมนี่แหละ  ที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการก่อมลพิษภายในบ้าน คณะทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหากำไร สำรวจพบเมื่อปี 2012 ว่า ในบรรดาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไปกว่า 2,100 รายการ มีถึงร้อยละ 53ที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่างโซเดียมหรือโปแทสเซียม ไฮดรอกไซด์ ซึ่งอาจทำลายปอด (โดยเฉพาะน้ำยาทำความสะอาดเตาอบอาหารจำนวนมากมีส่วนผสมของสารเคมีดังกล่าวในระดับสูงมาก)นอกจากนี้ ร้อยละ 20 มีส่วนผสมของสารก่อมะเร็งอย่างฟอร์มัลดีไฮด์ Rebecca Sutton, PhD. นักเคมีด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งปนเปื้อนแห่งคณะทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม แนะนำว่าอย่าเพิ่งผลีผลามหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดป้าย “nontoxic” หรือ “green” เป็นอันขาด เพราะ“โชคร้ายที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่ไม่ระบุส่วนผสมที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดและแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า “all natural” ก็ยังมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย” ทางออกคือ ให้หาซื้อน้ำยาทำความสะอาดที่ติดป้าย “ออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม” (Design for Environment) ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นป้ายที่รับรองว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีส่วนผสมของสารเคมีในปริมาณปลอดภัยที่สุดเท่าที่จำเป็นต่อการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติตามที่ต้องการอย่าวางใจน้ำหอม

Read More

50 เคล็ดลับสู่สุขภาพดี (2)

 การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอจะกลายเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและโภชนาการอีกสักเล็กน้อย เพียงเริ่มเดินมาบนเส้นทางของ 50 เคล็ดลับที่นำเสนอต่อไปนี้ โดยตอนที่ 2 จะนำเสนอ 25 ข้อสุดท้ายดังนี้ 26. คีนัว (Quinoa)คีนัว เป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์ เป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารในอเมริกาใต้ มีประวัติการเพาะปลูกยาวนานถึงกว่า 3,000  ปีก่อนคริสตกาล ประเทศที่เป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ เปรู ชิลี และโบลีเวีย  คีนัวไม่ใช่ธัญพืช แต่เป็นเมล็ดพืชที่มีรูปร่างกึ่งงาขาวและข้าวฟ่าง มีสีออกน้ำตาลนวล และบางสายพันธุ์มีสีแดง มักนำมาใช้แทนธัญพืชในการประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด นอกจากย่อยง่ายแล้ว ยังมีโปรตีนสูงถึงประมาณร้อยละ 12-18 และเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนคล้ายกับที่มีในน้ำนม นอกจากนี้ยังอุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินอี วิตามินบีนานาชนิด และใยอาหาร คีนัวดิบ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 368 กิโลแคลอรีเท่านั้น มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) 35 และค่าโหลดน้ำตาล (Glycemic

Read More

50 เคล็ดลับสู่สุขภาพดี (1)

 การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอจะกลายเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและโภชนาการอีกสักเล็กน้อย เพียงเริ่มเดินมาบนเส้นทางของ 50 เคล็ดลับที่นำเสนอต่อไปนี้ โดยตอนที่ 1 จะนำเสนอ 25 ข้อแรก และโปรดติดตาม 25 ข้อสุดท้ายในตอนต่อไป 1. ทดสอบการทรงตัวผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเซาเปาโลเผยว่า ในการทดสอบการทรงตัว ผู้มีปัญหาภูมิแพ้ที่เข้าทดสอบทำได้แย่มาก นักวิจัยจึงแนะนำว่า ควรตรวจดูการทรงตัวในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงอีก 2. ออกกำลังกายอาจลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม การวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาบ่งชี้ว่า ผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 10 – 19 ชั่วโมง สามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึงร้อยละ 30 3. ลดความดันโลหิตด้วยโยเกิร์ตสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่า การเพิ่มโยเกิร์ตเข้าไปในมื้ออาหาร อาจช่วยลดความเสี่ยงการเป็นความดันโลหิตสูงของคุณได้ 4. กระฉับกระเฉงเข้าไว้ หลีกหนีโรคสมองเสื่อมได้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Stroke ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกากล่าวว่า ผู้สูงอายุที่ยังมีร่างกายแข็งแรงและช่วยเหลือตนเองได้ดี ถ้าหมั่นทำกิจกรรมทางกายภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคสมองเสื่อมราวร้อยละ 40 และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้ร้อยละ 60 5. โพรไบโอติกส์ต่อสู้กับหวัดได้วารสาร British Journal of Nutrition ฉบับเดือนตุลาคม 2012 ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่ยืนยันว่า ในระหว่างเป็นหวัดและมีปัญหาติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โพรไบโอติกส์ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณดีขึ้น 6.

Read More

นวดตัวเอง–กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

 คงไม่ปฏิเสธกันว่า เราผจญกับสภาพอากาศแปรปรวนกันถ้วนหน้า บางวันเหมือนมี 3 ฤดูในวันเดียว คือทั้งหนาวเย็น ร้อน และฝน จึงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ไม่น่าเชื่อคือ การนวดตัวเองอย่างเบามือเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลือง สามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ต่อสู้กับโรคร้ายที่มากับความแปรปรวนและความหนาวเย็นของอากาศได้ Charlotte Michael Versagi ผู้เชี่ยวชาญการนวดและผู้เขียนตำราว่าด้วยการนวดทางการแพทย์อธิบายว่า การนวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และเสริมระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี เธอแนะนำให้นวดตัวเองเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะเป็นหวัด “คุณจะมีอาการหวัดหรือไข้หวัดใหญ่รุนแรงมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันของคุณเองเป็นสำคัญ” การมีระบบต่อมน้ำเหลืองที่แข็งแรง หมายถึงการที่ต่อมน้ำเหลืองสามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้นร่างกายมีระบบขับของเสียที่เกิดจากการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคผ่านทางท่อน้ำเหลืองใต้ผิวหนังที่มีอยู่มากมายการนวดตัวเองสามารถเสริมภูมิคุ้มกันด้วยการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลือง และช่วยเร่งกระบวนการขจัดของเสียออกทางท่อน้ำเหลือง  ที่สำคัญเป็นการนวดอย่างเบามือ ใช้เพียงน้ำหนักมือของตัวคุณเองเท่านั้น โดย Versagi แนะนำเทคนิคการนวด 3 ท่าต่อไปนี้ ท่าที่ 1ใช้บวบถูตัวหรือแปรงขนนิ่มถูผิวหนังตามลำตัวเบา ๆ โดยถูเข้าหาบริเวณที่เป็นที่ตั้งของหัวใจ สำหรับแขน ให้ถูนวดจากมือไปยังรักแร้ ส่วนขาให้ถูจากข้อเท้าขึ้นมา โดยถูเป็นจังหวะเร็ว ๆ ท่าที่ 2วางนิ้วมือใต้ขากรรไกร แล้วเลื่อนนิ้วไปยังที่ตั้งของต่อมน้ำเหลืองที่มีขนาดเล็กและมีรูปทรงไข่มุก เมื่อเลื่อนนิ้วไปกระทบกระดูก ให้กดที่ต่อมน้ำเหลืองอย่างเบามือ ท่านี้ทำได้ทุก 2 – 3 ชั่วโมง ท่าที่ 3หนีบลูกเทนนิสไว้ใต้รักแร้ แล้วออกแรงบีบกับข้างลำตัวเบา

Read More

เท่าทันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

 แต่ก่อนหากพูดถึงมะเร็งไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดใดก็ตามมโนภาพอันน่าสะพรึงกลัวของโรคร้ายที่ไม่มีหนทางเยียวยาก็ผุดขึ้นมาอย่างที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆ เลือนลง จากความหวาดหวั่นถูกแทนที่ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่  แม้ว่ายังไม่มีวิธีใดพิชิตโรคร้ายนี้อย่างได้ผลเต็มร้อย แต่เทคนิคการรักษามะเร็งบางชนิดของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าสามารถป้องกันและ/หรือตรวจคัดกรองโรคได้ก่อนในระยะเริ่มต้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มอัตราการรักษาจนหายขาดได้สูงยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือของผู้ป่วยที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างถูกต้อง ซึ่งหนึ่งในที่กล่าวมานั้นคือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มดลูกเป็นอวัยวะสำคัญในระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงซึ่งมีอุบัติการของมะเร็ง 2 ชนิดได้แก่มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งปากมดลูก การป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดรอบเดือนของสตรีอย่างใกล้ชิด ซึ่งอรรถาธิบายโดยภาพรวมคือเมื่อสตรีเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วรังไข่จะหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเยื่อบุบริเวณผนังด้านในของโพรงมดลูกให้หนาตัวขึ้นเตรียมพร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่ที่เกิดการปฏิสนธิ จนกระทั่งหลังช่วงเวลาตกไข่ ส่วนที่เรียกว่า corpus luteum ในรังไข่จะหลั่งฮอร์โมนเพศหญิงอีกชนิดหนึ่งชื่อโปรเจสเตอโรนมาเพิ่ม ฮอร์โมนเพศหญิงทั้งสองชนิดนี้ทำหน้าที่ประสานกันเพื่อรองรับการตั้งครรภ์และป้องกันการแท้งบุตร ในทางกลับกันหากไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิและเยื่อบุที่สร้างเตรียมไว้ในผนังด้านในของมดลูกหลุดลอกออกมากลายเป็นประจำเดือน ถ้าบังเอิญเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นในโพรงมดลูกด้วยสาเหตุใดก็ตามประจำเดือนสม่ำเสมอเป็นกลไกตามธรรมชาติทำหน้าที่ป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนถึงระยะที่ลุกลามเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยทองซึ่งเป็นช่วงอายุที่ไม่มีการตกไข่แล้วดังนั้นรังไข่จึงไม่หลั่งฮอร์โมนเพศหญิงส่งผลให้ไม่มีประจำเดือน แต่ในสตรีวัยทองบางคนโดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย (BMI*>25) อาจจะยังมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้จากเซลล์สะสมไขมันซึ่งกระตุ้นให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เกิดรอบเดือน ในกรณีนี้หากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นที่โพรงมดลูกก็จะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากกว่าสตรีวัยทองที่มีน้ำหนักร่างกายในเกณฑ์ปกติประมาณ 2.5 เท่า นอกจากนี้โรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง, สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์น้อยครั้งอาจมีความเสี่ยงต่ออุบัติการของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้เช่นกัน จากสถิติของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในญี่ปุ่นพบว่าประมาณ 80-90% เป็นสตรีวัยทองที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอย่างน้อย 1 อย่าง ส่วนอีกราว 10% เป็นสตรีที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีประวัติของคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์หรือสตรีวัยทองล้วนสามารถล่วงรู้หรือเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่มีอาการบ่งชี้สำคัญคือ การมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้เป็นข้อสังเกตร่วมกับปริมาณเลือดที่มากหรือน้อยกว่าปกติ รวมถึงสีของเลือดที่ผิดแปลกไปเช่น เป็นสีแดงออกน้ำตาล  ในทางตรงกันข้ามการมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอาการเริ่มแรกของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเสมอไป เนื่องเพราะยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดได้เช่น ประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ, เนื้องอกชนิดธรรมดา, พังผืดในมดลูก, การรับประทานยาหรืออาหารบางประเภทที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น ภาวะเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุไม่ใช่เรื่องน่าอาย อีกทั้งเทคนิคการตรวจคัดกรองมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็ทำได้ง่าย ดังนั้นควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง  เพราะข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็คือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสามารถเฝ้าระวังและป้องกันในเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง  นอกจากนี้การตรวจร่างกายประจำปีโดยละเอียดก็มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรวมถึงมะเร็งชนิดอื่นได้อีกทางหนึ่งก่อนที่จะเกิดแสดงอาการ ซึ่งแม้หากตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็ตาม การทราบผลตั้งแต่ในระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้ทันท่วงที  *BMI ย่อมาจาก Body

Read More

เปิดเมนูอร่อยแทนขนมขบเคี้ยว

 รู้ทั้งรู้ว่าวงการแพทย์รณรงค์มานาน ให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทขนมขบเคี้ยวที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายด้าน ไม่ว่าน้ำหนักตัวที่พุ่งกระฉูดจากความหวาน ไขมัน และแป้งที่เป็นส่วนผสมหลักของอาหารประเภทนี้ ส่วนความเค็มนั้นเป็นมหันตภัยต่อผู้ป่วยโรคไตและความดันโลหิตสูงโดยตรง ถึงแม้คุณจะเป็นคนสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่ถ้าบริโภคเกลือโซเดียมในปริมาณมากเกินไป ย่อมส่งผลให้คุณป่วยเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูงได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน แต่อาหารขบเคี้ยวก็ยังเป็นของโปรดของเรา ๆ ท่าน ๆ อยู่ดี ข่าวดีคือ เมื่อรู้สึกอยากกินจุบกินจิบ คุณมีทางเลือกที่ดีกว่าขนมขบเคี้ยวและดีต่อสุขภาพ ลองติดตามอ่านดูสิ บาร์ธัญพืชดีกว่าเค้กธัญพืชที่อัดเป็นแท่ง (บาร์) แล้วนำไปอบกรอบ มักให้พลังงานต่อหน่วยไม่เกิน 150 แคลอรี แต่ช่วยบรรเทาความอยากขนมขบเคี้ยวได้อย่างชะงัด ที่สำคัญเมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างกายยังได้รับกากใย วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นอีกหลายชนิด ส่วนเค้กที่อยู่ในรูปของอาหารว่าง นอกจากจะมีน้ำตาลและน้ำเชื่อมเป็นส่วนประกอบสำคัญ ยังให้พลังงานสูงระหว่าง 200 – 300 แคลอรีต่อหน่วย แต่ไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอื่นใดอีก ทั้งยังมีแป้งสูงกว่าด้วย อาหารว่างทำจากน้ำผลไม้ดีกว่าลูกกวาดเคลือบน้ำตาลกลิ่นผลไม้ถ้าคุณไม่สะดวกในการหาผลไม้สดกิน อาหารว่างที่ทำจากน้ำผลไม้เป็นของทดแทนได้อย่างวิเศษ เพราะนอกจากปราศจากไขมันแล้ว น้ำผลไม้เข้มข้นที่เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารว่างประเภทนี้ยังให้วิตามินเอ ซี และอี ผิดกับลูกกวาดเคลือบน้ำตาลกลิ่นผลไม้ที่มีแต่น้ำตาล น้ำเชื่อม และน้ำมันพืช ซึ่งหมายถึงคุณได้รับพลังงาน น้ำตาล และไขมันมากกว่าอาหารว่างที่ทำจากน้ำผลไม้ ผักผลไม้อบกรอบดีกว่าคุกกี้ช็อกโกแลตชิพเวลานึกอยากกินขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบ หันมากินผลไม้หรือผักอบกรอบประเภทแอปเปิล สับปะรด กล้วย แครอต ฟักทอง

Read More