| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Entrepreneurship
Money
Entrepreneur
C-through CG
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
SMEs
IT
Inno Edge
- An Oak by the window
- Marketing Click
- Green Mirror
- Let's talk urban
- Trading Edge
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ ตุลาคม 2547
|
| |

 |
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2547 |
 |
หลังเสียงร่ำไห้ระงม
โดย ธวัชชัย อนุพงศ์อนันต์ |
 |
|
 |
|

สิ้นเสียงประกาศกำหนดวันเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ของ John Howard นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เสียงปี่กลองแห่งการเลือกตั้งก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่จัดส่วนข่าว สำหรับการเลือกตั้งไว้หลายหน้า ข้อมูลที่อั้นเตรียมไว้ก็ปะทุออกมาจนอ่านแทบจะไม่หวาดไม่ไหว โฆษณารณรงค์ให้ไปเลือกตั้งทั้งทางหน้าจอทีวีและแผ่นปิดประกาศ ก็ทำให้ประเทศออสเตรเลียคึกคักขึ้นมาทันทีทันใด
คล้อยหลังประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง เพียงสิบวัน ก่อนวันครบรอบสามปีเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เพียงสองวัน เสียงระเบิดนอกสถานทูตออสเตรเลีย ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก็ดังกลบเสียงคึกคักของการเลือกตั้ง พร้อมกับเสียงร้องไห้ระงมเข้าแทนที่ แต่กลับทำให้ออสเตรเลียอยู่บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่ง
ผมเพิ่งปิดโทรทัศน์ หลังนั่งฟังการโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์กัน ระหว่างนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน John Howard กับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน Mark Latham
John Howard เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า อายุ 65 ปี เป็นหัวหน้าพรรค Liberal เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน ภายหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1996 โดยเป็นผู้แทนมาตั้งแต่ปี 1974 และได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาทุกสมัย
ในขณะที่ Mark Latham เป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง อายุเพียง 43 ปี เริ่มต้นจากการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะมุ่งสู่การเมืองระดับชาติเมื่อต้นปี 1994 และเพิ่งได้รับเลือก เป็นหัวหน้าพรรค Labor เมื่อปลายปี 2003 ที่ผ่านมานี้เอง หลังจากนั้น ชีวิตการเมืองก็พุ่งด้วยรูปร่างสูงใหญ่ พูดจาฉาดฉาน และมีนโยบายที่โดนใจคนออสเตรเลีย
ประเทศออสเตรเลียประกอบด้วยหกรัฐรวมกันเป็นสหพันธรัฐ มีสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภารัฐบาลกลาง (Federal Government) จะดูแลทางด้านความสัมพันธ์และการค้ากับต่างประเทศ, การทหาร และการตรวจคนเข้าเมือง รัฐบาลในระดับรัฐและเขตปกครองระดับอื่นๆ จะดูแลงานอื่นๆ ที่รัฐบาลกลางไม่ได้รับผิดชอบ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับอเมริกา แต่ต่างจากประเทศไทย
ออสเตรเลียใช้รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรซึ่งเหมือนกับอเมริกา แต่ต่างจากประเทศอังกฤษ ภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีอำนาจสามอย่าง คือ นิติบัญญัติ, บริหาร และตุลาการ และคณะรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติด้วย
พรรคการเมืองที่นี่มีหลายพรรค แต่ที่เป็นพรรคใหญ่ๆ และแข่งขันกันอย่างชัดเจน มีสองพรรค คือ พรรค Liberal และ Labor โดยจะมีพรรคเล็กๆ หลายพรรค เช่น พรรค One Nation ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเมื่อหลายปีก่อนจากนโยบายเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ นอกจากนี้ยังมีพรรค Greens ซึ่งนำเสนอทางเลือกให้กับคนออสเตรเลีย และถือว่ามีผู้สนับสนุนอยู่ส่วนหนึ่งที่สำคัญ และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยหลายๆ คนด้วย
ตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดขึ้นภายในสามปีหลังจากการประชุมสภาครั้งแรก โดยวันเลือกตั้งจะถูกกำหนดโดย นายกรัฐมนตรี เฉลี่ยสภาจะมีอายุประมาณสองปีครึ่ง
ตั้งแต่เริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกหลังจากหลุดจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว พรรคที่เข้ามาบริหารงานจะเปลี่ยนทุกๆ ห้าปีโดยเฉลี่ย โดยพรรค Liberal เคยบริหารงานติดต่อกันนานที่สุด คือ 23 ปีติดต่อกัน จากปี 1949 ถึง 1972 ในขณะที่บางรัฐบาลมีอายุน้อยกว่าหนึ่งปี
ประเด็นที่ถูกจุดขึ้นมาในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ เรื่องความน่าเชื่อถือ หรือ Trust ซึ่ง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกล่าวหาซึ่งกัน และกันว่า อีกฝ่ายโกหกหลอกลวงประชาชน
การเมืองที่นี่ค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยในการโฆษณารณรงค์เลือกตั้งของแต่ละพรรคจะโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน โดยเน้นด้านนโยบายเป็นหลัก (ถึงแม้บางช่วงจะมีการนำเรื่องส่วนตัวมาโจมตีด้วยก็ตาม) และบอกถึงที่มาที่ไป และเหตุผลที่ทำให้นโยบายของอีกฝ่ายไม่น่าเชื่อถือ
ในเว็บไซต์ของแต่ละพรรค จะมีส่วนที่วิเคราะห์วิจารณ์นโยบายของคู่แข่ง โดยเฉพาะคู่ที่แข่งกันอย่างออกหน้าออกตาอย่างพรรค Liberal และพรรค Labor โดยพรรค Liberal มีส่วนที่เรียกว่า Labor Watch ซึ่งติดตามการทำงาน การเคลื่อนไหวของ Mark Latham และการบริหารงานในอดีตของพรรค Labor โดยมีรายงานหลายฉบับซึ่งเกี่ยวกับความผิดพลาดในการบริหารงาน
พรรค Liberal โจมตีพรรค Labor ในเรื่องการทิ้งปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 10,300 ล้านเหรียญในปีสุดท้ายของการบริหารงานก่อนแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรค Liberal (ปี 1995-1996), หนี้ภาครัฐกว่า 96,000 ล้านเหรียญ, เงินเฟ้อสูงตลอดช่วงการบริหารงาน, อัตราการว่างงานที่พุ่งขึ้น และอัตราดอกเบี้ย (โดยเฉพาะดอกเบี้ยเพื่อการกู้ยืมซื้อบ้าน) ที่สูงมาก รวมถึงปัญหาทางด้านสังคมอื่นๆ
โดยเฉพาะรายงานเรื่อง The Howard Government's Plan for a Stronger Australia ซึ่งให้ภาพความแตกต่างที่ชัดเจนมากระหว่างการบริหารงานภายใต้รัฐบาลพรรค Liberal และพรรค Labor
ในขณะที่พรรค Labor ออกรายงาน 35 Lies & Counting ซึ่งติดตามนโยบายและ การทำงานของพรรค Liberal โดยโจมตีเรื่องการหลอกลวงประชาชนในการบริหารงาน
นโยบายหลักของการเลือกตั้งปี 2004 นี้คือ นโยบายทางด้านความมั่นคง นโยบายเกี่ยวกับอิรัก นโยบายเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ การศึกษา ภาษี และนโยบายด้านเศรษฐกิจ
Mark Latham เคยสร้างความฮือฮาเมื่อเสนอแนวคิดที่จะถอนทหารออสเตรเลียออกจากภารกิจในประเทศอิรัก โดยโจมตีรัฐบาล John Howard ว่า การตัดสินใจเข้าร่วมกับอเมริกาเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้ประเทศออสเตรเลียต้องอยู่ภายใต้ความไม่มั่นคงต่อการถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย กอปรกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายๆ รายมองว่า ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของการก่อการร้ายอันดับต้นๆ ของโลกไปแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่รวมเหตุการณ์ระเบิดที่ไนต์คลับบนเกาะบาหลีซึ่งมีชาวออสเตรเลียเป็นเหยื่อเสียชีวิตมากถึง 88 คน เมื่อ 12 ตุลาคม ปี 2002
หลายคนพยายามโยงเหตุการณ์ระเบิดนอกสถานทูตออสเตรเลียในประเทศอินโดนีเซียครั้งนี้ ว่าจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายทางด้านความมั่นคงและนโยบายต่ออิรักและการถอนทหาร แต่ John Howard ก็มาให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์นี้จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย และย้ำอีกครั้งในการโต้วาทีกับ Mark Latham ว่า เหตุการณ์ทั้งหลายล้วนเกิดก่อนการส่งทหารไปอิรักทั้งสิ้น
นโยบายการประกันสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการ Medicare ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพระดับชาติซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1984 ก็กำลังเป็นประเด็นหลังการทุ่มเงินมหาศาลเข้าสู่โครงการนี้ก่อนการประกาศวันเลือกตั้งไม่นานของรัฐบาลที่จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชน
ในขณะที่นโยบายการศึกษาก็เป็นที่ถกเถียงกันมานานสำหรับ HECS ซึ่งเป็นเสมือนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และค่าเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการเป็นศูนย์กลางการศึกษาแห่งใหม่ของโลก
นโยบายภาษีถูกตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์มาค่อนข้างนานหลังการปฏิรูปภาษีครั้งสำคัญในช่วงที่ผ่านมาของรัฐมนตรีคลัง Peter Costello ซึ่งหลายๆ คน จับตามองว่าจะเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป นโยบายภาษีใหม่ๆ ที่นำเสนอโดยทั้งสองพรรคต่างพยายามเน้นที่การลดภาษีโดยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำ หรือผู้สูงอายุ
หลายคนมองว่านโยบายเศรษฐกิจจะเป็นตัวชี้วัดผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมีความเห็นว่า รัฐบาลพรรค Liberal ทำให้เศรษฐกิจ ออสเตรเลียพุ่งขึ้นสูงมากจนอาจเรียกว่าเป็นฟองสบู่ และรัฐบาลก็ใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ในการหาเสียง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาล ชุดนี้กลับละเลยนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองเห็นว่า เศรษฐกิจไม่น่าจะดีไปกว่านี้แล้ว โดยผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจภายนอกประเทศทั้งจากเอเชีย และการตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้เป็นสัญญาณบอกเหตุที่ค่อนข้างชัดเจน นอกจากนี้ การไม่ปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยน แปลงและวิกฤติที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นสาเหตุ ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียที่ลดลงก็ได้
John Howard อาจจะไม่ได้หวังในการเลือกตั้งครั้งนี้มากเท่ากับการพยายามชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีสี่สมัยซ้อน ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง Bob Hawke และ Robert Menzies เท่านั้นที่ทำได้
แต่ Mark Latham ก็เป็นตัวเลือกใหม่และสด ที่คนออสเตรเลียจับตามองอยู่ ยังไม่รวมถึงเสียงเล็กๆ ที่จะเลือกพรรค Greens และพรรคเล็กอื่นๆ โดยปฏิเสธเส้นทางสายหลัก
การเมืองออสเตรเลียกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้วครับ
|
|
 |
|
|