วันพุธ, ธันวาคม 8, 2021
Home > Cover Story > SF อัดโปรแกรมหนังครึ่งร้อย ลุย 2 เดือน เมมเบอร์ทะลุล้าน

SF อัดโปรแกรมหนังครึ่งร้อย ลุย 2 เดือน เมมเบอร์ทะลุล้าน

ธุรกิจโรงภาพยนตร์งัดกลยุทธ์รับนโยบายการเปิดประเทศ ซึ่งค่าย “เอสเอฟซีเนม่า” ประกาศอัดโปรแกรมภาพยนตร์ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปี 2565 มากกว่า 50 เรื่อง และระดมหนังฟอร์มยักษ์ หวังสร้างแรงดึงดูดผู้คนและพลิกฟื้นรายได้ขนานใหญ่หลังถูกปิดยาวนานมากกว่า 158 วัน

แน่นอนว่า นับเป็นสัญญาณดีขึ้นต่อเนื่อง เมื่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทยอยผ่อนกฎเหล็กต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือ “สีแดงเข้ม” อย่างกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพราะถือเป็นโซนทำรายได้หลัก

ส่วนในต่างจังหวัด แม้ช่วงล็อกดาวน์เข้มข้น หลายจังหวัดไม่ได้อยู่เขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและสามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ แต่จำนวนโรง จำนวนรอบ และการถูกจำกัดจำนวนผู้ชมเหลือ 50% ทำให้ค่ายภาพยนตร์ส่วนใหญ่เลื่อนการฉายเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่คุ้ม และโปรแกรมการฉายทำได้ครั้งเดียว หากผู้ชมน้อย นั่นย่อมหมายถึงตัวเลขขาดทุนทันที ทำให้สาขาในต่างจังหวัดแม้ไม่โดนคำสั่งปิด แต่เหมือนถูกปิดไปด้วย

ปัจจุบันเอสเอฟฯ รุกกระจายทั่วประเทศรวม 64 สาขา ใน 34 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร นครศรีธรรมราช กระบี่ เชียงใหม่ ลำปาง ตาก พะเยา นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี มหาสารคาม สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ดังนั้น การที่ ศบค. เห็นชอบมาตรการคลายล็อกดาวน์ล่าสุด เพื่อรองรับการเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน ย่อมหมายถึงโอกาสทองการสร้างรายได้ โดยประกาศ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ พังงา และภูเก็ต จัดอยู่ในพื้นที่สีฟ้า หรือพื้นที่นำร่องเพื่อการท่องเที่ยว สามารถนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ พร้อมๆ กับการผ่อนคลายมาตรการในหลายๆ กิจการ ซึ่งรวมถึงโรงภาพยนตร์ด้วย เพิ่มเพดานจำนวนผู้ชมจาก 50% เป็น 75% ให้สวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง

ที่สำคัญ การผ่อนปรนให้กินป๊อปคอร์น ดื่มน้ำอัดลม ทำให้บรรยากาศการดูหนังกลับมาอย่างชัดเจน เหลือเพียงไม่กี่โรงในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ซึ่งยังกำหนดมาตรการห้ามการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม จำกัดจำนวนผู้ชม 50% และหากอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งกำหนดไว้ 38 จังหวัด เช่น กาญจนบุรี ขอนแก่น ชลบุรี ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ตรัง ตราด นครปฐม จะจำกัดจำนวนผู้ชมอยู่ที่ 75%

นอกเหนือจากนั้น ในกลุ่มพื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวัง และพื้นที่เฝ้าระวังสูง จำนวน 28 จังหวัด อนุญาตเปิดดำเนินการตามปกติและจำนวนผู้ชมขึ้นอยู่กับมาตรการของแต่ละจังหวัด

พิมสิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ผู้จัดการ360” ว่า ตั้งแต่ได้สัญญาณกลับมาเปิดให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากโดนปิดยาวนานที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจกันมา เอสเอฟฯ เตรียมแผนไว้เยอะมาก เริ่มตั้งแต่แคมเปญ Comeback to Cinema ชวนคนกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า จัดทำคลิปบอกเล่ามาตรการความปลอดภัยต่างๆ พร้อมยืนยันพนักงานทุกคนได้รับวัคซีนครบทุกคนและมีการสุ่มตรวจ ATK อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เน้น Customer Journey ขั้นตอนการใช้บริการทุกขั้นตอนที่ไม่พูดคุยกับพนักงาน ตั้งแต่การเลือกโปรแกรมหนังผ่านแอปพลิเคชัน จองที่นั่ง ซื้อตั๋ว และเลือกใช้โปรโมชั่นต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตั๋วจะอยู่ในแอปฯ และสแกนเข้าโรงได้เลย

“มาตรการต่างๆ เอสเอฟเข้มข้นตั้งแต่เกิดโควิดระลอกแรก และมีข้อมูลชัดเจน ไม่เคยเกิดคลัสเตอร์ในโรงภาพยนตร์ แต่เราเน้นย้ำเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดและเน้นหัวใจสำคัญ คือ ภาพยนตร์ เพราะหนังเป็นตัวที่ดึงดูดลูกค้ากลับมาได้มากที่สุด ตัวโปรแกรมหนังเป็นไฮไลท์ที่สุดในการต้อนรับทุกคน ซึ่งเราได้ความช่วยเหลือจากค่ายภาพยนตร์มาก ช่วยกันวางโปรแกรมหนังใหญ่จนถือเป็นการอัดหนังฟอร์มยักษ์ต่อเนื่องมากที่สุด”

พิมสิริกล่าวว่า ภาพยนตร์ที่เปิดตัวตั้งแต่สัปดาห์แรกช่วงเดือนตุลาคมเป็นหนังใหญ่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Fast & Furious 9 (Fast 9) เร็ว..แรงทะลุนรก 9, ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์ (Shang-Chi), Black Widow, 007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ (No Time to Die) และต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน

โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ร่างทรง” เปิดฉายวันแรก 28 ตุลาคม ได้รับกระแสการตอบรับดีมาก ทุกโรงและทุกค่าย รวมถึงค่ายคู่แข่ง ขึ้นแท่นหนังไทยที่เปิดตัวรายได้สูงสุดอันดับ 1 ของปี 2564 ด้วยรายได้ทั่วประเทศ 8.69 ล้านบาท และหลังเข้าฉาย 3 วัน ทำรายได้ 27.37 ล้านบาท รวมทั้งได้รับเลือกจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 94 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม (94th Academy Awards – International Feature Film)

หลังจากนี้ เอสเอฟฯ ได้จัดโปรแกรมหนังช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้แบบอัดแน่น โดยเดือนพฤศจิกายนมีมากถึง 30 เรื่อง และเป็น SF EXCLUSIVE จำนวน 1 เรื่อง เช่น ทูพัค บิ๊กกี้ คดีไม่เงียบ ฮีโร่พลังเทพเจ้า (Eternal), แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด 2, โจเซ่ กับเสือและหมู่ปลา, คืนฆ่าไร้เสียง, ฮาโลวีนสังหาร, เดอะ กรีนไนท์ ศึกโค่นอัศวินอมตะ, พยัคฆ์ทรชน ปล้นพลิกโลก

เดือนธันวาคมอีก 24 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลอง ทั้งคริสต์มาสและปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เวน่อม 2, เวสต์ ไซด์ สตอรี่, 4 Kings, เดอะ เมทริกซ์ เรเซอร์เร็คชั่นส์, Spider-Man : No Way Home, กำเนิดโคตรพยัคฆ์คิงส์แมน

ด้านโปรแกรมในปีหน้า เบื้องต้นจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉายทั้งปีมากกว่า 40 เรื่อง เช่น ปีเตอร์ แรบบิท 2,ปริศนาไอเฟล, King Richard, Resident Evil: Welcome to Raccoon City, The Batman, Mission: Impossible 7, Jurassic World: Dominion, Lightyear, Transformers: Rise of the Beasts, Spider-Man: Into the Spider-Verse 2, Halloween Ends, Avatar 2 และภาพยนตร์ไทยที่หลายคนรอคอย คือ บุพเพสันนิวาส 2

ขณะที่ SF Card ซึ่งบริษัทเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ปัจจุบันมียอดสมาชิกเกือบ 1 ล้านคน แม้เจอสถานการณ์โควิดและถูกล็อกดาวน์ปิดให้บริการ เนื่องจากเน้นกลยุทธ์ “ยิ่งดูหนังยิ่งได้แต้ม” และนับทุกโปรโมชั่นทำให้ลูกค้าสะสมแต้มง่ายขึ้น เร็วขึ้น

“เราอยากชวนคนดูหนังเยอะๆ และไม่น่าเชื่อ เพราะวางสเต็ปเป้าหมายให้ลูกค้าดูหนังสูงถึง 50 เรื่องต่อปี และเซอร์ไพรส์มาก มีลูกค้าดูครบ 50 เรื่อง ภายใน 2 เดือน ดูทุกเรื่องและได้รีวอร์ดจริง เช่น สะสมการดูหนัง 3 เรื่อง รับฟรีป๊อปคอร์น ครบ 6 เรื่องได้คอมโบ ครบ 9 เรื่องได้ตั๋วหนัง ไม่ยาก และทำให้เราได้ข้อมูลการดูหนังของลูกค้า ซึ่งในปีหน้ามีแผนพัฒนาการสะสมให้สนุกมากขึ้น”

บริษัทยังเร่งรีโนเวตพื้นที่ชั้น 7 เอ็มบีเคเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นสาขาแรกที่เอสเอฟฯ เข้ามาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯและเช่าบริหารพื้นที่ทั้งชั้นตั้งแต่ปี 2542 คาดว่า จะเผยโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด SF One Floor Entertainment ในปีหน้า ทั้งตัวโรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และบริการด้านบันเทิงต่างๆ เน้นความหลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว

“ช่วงที่ผ่านมา เราเจออุปสรรคมาก แต่ไม่ได้หยุดการลงทุน บริษัทเพิ่งเปิดสาขาที่ จ. กระบี่ และจะเปิดที่ จ. อยุธยา เร่งรีโนเวตสาขาในเดอะมอลล์ ท่าพระ เสร็จต้นเดือนธันวาคม และมีแผนขยายอีกหลายสาขาในต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี เพราะธุรกิจโรงหนังยังเติบโตได้อีกมากเทียบกับจำนวนคนไทยทั้งประเทศ”
เหนือสิ่งอื่นใด คือธุรกิจโรงภาพยนตร์ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเตรียมเติบโตดีขึ้นอย่างแน่นอน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *