วันศุกร์, เมษายน 28, 2017
Home > Cover Story > NUSA สะดุดพิษการเมือง พลิกแผนปรับ “จังหวะ” ลงทุน

NUSA สะดุดพิษการเมือง พลิกแผนปรับ “จังหวะ” ลงทุน

การเปิดตัวโรงเรียนนานาชาติในโครงการ “ณุศาศิริ พระราม 2” เมื่อปลายมีนาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นการเลือก “จังหวะ” ได้ดี โดยเฉพาะสำหรับการกู้ “ชีพจร” ของ NUSA หลังจากที่วิกฤตการเมืองส่งผลให้หลายโครงการที่สัมพันธ์กับตลาดท่องเที่ยวต้องชะงัก 

โดยเฉพาะ “เมกะโปรเจ็ค” อย่างโครงการที่พัทยา พื้นที่ราว 300 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยสวนน้ำ สวนสนุก พลาซ่า และคอนโดเทล มูลค่าร่วม 6 พันล้านบาท อีกยังมีโครงการบ้านสุขภาพแบรนด์ “CHIVANI” มูลค่ากว่า 3.9 พันล้านบาท 
 
ต้นปี 2556 ผู้บริหาร NUSA เคยหวังว่า โครงการสวนน้ำที่พัทยา ซึ่งตั้งใจให้เป็น 1 ในโครงการหลักที่สร้าง Cash Cow และฐานรายได้ระยะยาวให้บริษัท จะเริ่มก่อสร้างได้ตั้งแต่มีนาคมปีที่แล้ว โดยหวังให้เสร็จปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวหลังประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เปิดอย่างเป็นทางการ
 
พร้อมกับโครงการสวนน้ำ ผู้บริหาร NUSA ยังเตรียมก่อสร้าง “คอนโดเทล” ซึ่งเป็นคอนโดที่ขายในรูปแบบ  “ไทม์แชริ่ง” เพื่อให้ผู้ซื้อมีรายได้ระหว่างที่ไม่ได้พักในคอนโด โดยบริษัทจะนำห้องกลับไปบริหารเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว แบ่งรายได้ให้เจ้าของห้อง ซึ่ง NUSA มั่นใจว่า แนวคิดนี้จะถูกใจนักลงทุน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ
 
กระทั่งครึ่งหลังของปีก่อน โครงการสวนน้ำและคอนโดเทลก็ยังไม่ได้เริ่มตอกเสาเข็ม โดยเวลานั้น “ศิริญา เทพเจริญ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA คาดว่าโครงการน่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 1 ของปีนี้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องเร่งก่อสร้างอย่างมากเพื่อให้ทันเป้าหมายเดิม 
 
แต่จนมีนาคมปีนี้ โครงการทั้งสองก็ยังไม่มีทีท่าจะได้เริ่มก่อสร้าง โดยล่าสุด ศิริญาระบุว่า ทั้งสองโครงการนี้จะต้องถูกชะลอไปเรื่อยๆ จนกว่าการเมืองจะนิ่งและนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นเมืองไทย โดยเฉพาะพัทยา เช่นเดิม
 
“ก่อนหน้านี้ เราเตรียมแผนโดยมองว่าประเทศไทยจะเข้า AEC ช่วงนั้นเราก็เลยคิดและทำโครงการที่จับตลาดท่องเที่ยวเป็นหลัก คิดว่าจะจับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการซื้อเพื่อปล่อยเช่าให้กับกลุ่มทัวร์ แต่พอการเมืองเป็นแบบนี้ เราก็ต้องทบทวนทุกโครงการใหม่ โดยโครงการที่พึ่งการท่องเที่ยวก็คงต้องชะลอไปจนกว่าการเมืองจะสงบ” 
 
ตรงกันข้ามกับสวนน้ำที่พัทยา “โรงเรียนนานาชาติ” ในโครงการ NUSA ที่พระราม 2 กำลังถูกเร่งเดินหน้าเต็มที่ โดยศิริญามองว่าเป็นโครงการที่มีศักยภาพมากในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าหรือผู้เช่าที่พักอาศัยในประเทศ  
 
“โรงเรียนนานาชาติจะเป็น “แม่เหล็ก” อีกตัวที่ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับโครงการณุศาศิริ พระราม 2 และช่วยเพิ่มมูลค่า (value) ให้กับบ้านในโครงการ ถึงคนที่ซื้อบ้านไม่ได้มาอยู่เองก็จะมีคนมาเช่า เหมือนกับโรงเรียนนานาชาติชื่อดังแห่งอื่นที่ทำให้ชุมชนขนาดใหญ่ข้างโรงเรียน ทำให้บ้านเช่าโดยรอบถูกเช่าเต็มหมด” 
 
การเปิด AEC ทำให้ผู้ปกครองตื่นตัวในการส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น และส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยศิริญามองว่า ประเทศที่คนไทยนิยมไปศึกษาต่อมากที่สุดคืออังกฤษ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้นำโรงเรียนนานาชาตินอริช (Norwich International School of Bangkok) ซึ่งเป็นหลักสูตรจากประเทศอังกฤษเข้ามาเปิดในโครงการ 
 
ในเฟสแรก โรงเรียนจะเปิดรับตั้งแต่ระดับ Nursery ไปถึง Year 3 (เทียบเท่า ป.2) หรืออายุ 2-7 ขวบ ห้องละ 15 คน ชั้นละ 2 ห้อง ค่าเทอมเริ่มต้นที่ 9.5 หมื่นบาทต่อเทอม ปีละ 3 เทอม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดสอนในเดือนสิงหาคมนี้ โดยใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท ส่วนเฟสที่สองจะขยายไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (High school)   
 
ลินดา เมฆดารา กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาตินอริช ระบุว่า หลักสูตรการเรียนของโรงเรียนประกอบด้วย 3 หลักสูตรสำคัญ คือ หลักสูตรการเรียนจากประเทศอังกฤษ, หลักสูตรพัฒนาสมอง, และหลักสูตรพุทธวจนะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำพุทธวจนะมาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนานาชาติ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองปณิธานในการสร้างเด็กที่ทั้งเก่งและดี ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนมองว่าเป็นการเติมเต็มช่องว่างของตลาดโรงเรียนนานาชาติที่เน้นแต่สร้างเด็กเก่ง  
 
ศิริญาเล่าว่า ก่อนจะมาเป็นโรงเรียนนานาชาติ เดิม NUSA ตั้งใจจะเปิดโรงเรียนสอนภาษา เมื่อปลายปี 2554 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “สารศิริ อินเตอร์” ขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 320 ล้านบาท โดย NUSA ถือหุ้น 49% แต่เพราะยังติดขัดในบางเรื่องจึงยังไม่ได้เปิดดำเนินการ กระทั่งผู้ร่วมทุนเดิมขายหุ้นให้กับลินดาเข้ามาดำเนินงานต่อ โดยแว่วมาว่า ลินดาและญาติพี่น้องซื้อบ้านในโครงการพระราม 2 รวมกันกว่า 10 หลัง 
 
ผู้บริหาร NUSA ระบุว่า รายได้ของโรงเรียนไม่ใช่โจทย์สำคัญ แต่ในอนาคต ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากนำแบรนด์ “นอริช” ขยายผลไปเป็น “แม่เหล็ก” ในโครงการอื่นๆ ของ NUSA รวมทั้งแยกไปเปิดเป็นเอกเทศด้วยถ้ามีโอกาส
 
ทั้งนี้ โครงการณุศาศิริ พระราม 2 มีพื้นที่กว่า 300 ไร่ นอกจากโรงเรียนนานาชาติ ในแผนใหญ่ (master plan) ของโครงการยังมี คอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งศิริญาเผยว่าได้เซ็นสัญญากับพันธมิตรค้าปลีกระดับมหาชนไว้แล้ว คาดว่าจะเปิดตัวหลังสงกรานต์นี้ โดยโรงเรียนและมอลล์ล้วนอยู่ในแผนพัฒนาเฟสแรก
 
ในเฟสแรกยังประกอบด้วยบ้านจัดสรร 80 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท ส่วนเฟส 2 จะเป็นโครงการบ้านหรู 49 ยูนิต พื้นที่เริ่มต้นที่ 1 ไร่ ราคาเริ่มต้นที่ 40 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และเฟส 3 เป็นโครงการบ้านสุขภาพ “CHIVANI” จำนวน 70 ยูนิต เริ่มต้นที่ 8 ล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างหลังจากโครงการศูนย์สุขภาพด้านชะลอความชรา (Anti Aging) แล้วเสร็จ โดย NUSA ได้ขายพื้นที่ให้กับพันธมิตรเดิมที่ทำศูนย์สุขภาพให้กับโครงการ CHIVANI ทั้งที่เขาใหญ่และพัทยา ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ชัดเจนในไตรมาส 2 ปีนี้ 
 
นอกจากโครงการพระราม 2 ที่เป็น “สินค้า” สำหรับจับกลุ่มลูกค้าคนไทย NUSA ยังเดินหน้าโครงการที่เขาใหญ่ เพราะมองว่า “เขาใหญ่” เป็นเมืองที่เศรษฐีต้องการไปอยู่ เพื่อใกล้ชิดธรรมชาติและรับอากาศบริสุทธิ์ โดยโครงการเขาใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่าพันไร่ ประกอบด้วย โรงแรม สนามกอล์ฟ สวนผักออแกนิก และบ้านสุขภาพ “CHIVANI”  
 
ทั้งนี้ ศิริญายอมรับว่า NUSA เริ่มพลิกแผนอย่างจริงจังในช่วงที่มีการ “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” หลังจากเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทด่วนเมื่อต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ระงับโครงการที่เกี่ยวกับตลาดท่องเที่ยวและจับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยนอกจากโครงการสวนน้ำและคอนโดที่พัทยา ก็ยังมีโครงการคอนโดตามเมืองท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่, ภูเก็ต และศรีราชา ที่บริษัทได้ทำการศึกษาและมีแผนก่อสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว
 
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้โอนเงินก้อนแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินก้อน 700 ล้านบาทที่กองทุน Advance Opportunities (AO Fund) ซึ่งเป็นกองทุนจากสิงคโปร์โอนมาให้เพื่อเป็นเงินลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพของ NUSA โดยบอร์ดมองว่าบริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนดังกล่าว เพราะบริษัทจะยังไม่ลงทุนในโครงการใหม่ๆ ภายใต้สถานการณ์การเมืองยังเป็นเช่นนี้ 
 
อีกทั้งบริษัทยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนพอสำหรับการดำเนินโครงการที่อยู่ในมือ 8 โครงการ ได้แก่ โครงการที่พระราม 2, สุวินทวงศ์, พระราม 5, CHIVANI @พัทยา, โครงการที่เขาใหญ่ และอีก 3 คอนโดในกรุงเทพฯ โดยคาดว่ากลางปีบริษัทจะมีรายได้เข้ามาเพิ่มจากการโอนโครงการที่เลื่อนการส่งมอบและรับรู้รายได้จากปีก่อนมาเป็นไตรมาสแรกปีนี้ อาทิ โครงการ CHIVANI ที่เขาใหญ่และพัทยา, โครงการคอนโด Parc Eco และ UP เอกมัย เป็นต้น 
 
สำหรับยอดรับรู้รายได้และยอดขายปีนี้ ผู้บริหารสาวคาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 3 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ NUSA กลับมามีกำไร หลังจากที่ผลประกอบการปีก่อนขาดทุนกว่า 50 ล้านบาท เนื่องจากหลายโครงการโอนล่าช้า เพราะปัญหาแรงงานและการก่อสร้างที่ยาวขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 2-3 เดือน บวกกับพิษการเมืองที่ซ้ำเติมในไตรมาสสุดท้าย  
 
ศิริญาทิ้งท้ายว่า ในปีนี้ NUSA จะมีแผนการลงทุนในโครงการใหม่หรือไม่ คงต้องรอดูมติการประชุมบอร์ดในไตรมาส 2 พร้อมๆ กับรอลุ้นสถานการณ์การเมืองในช่วงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 อีกครั้ง  
 
“เราไม่ได้ห่วงการเมือง เพราะเราชื่อว่าเดี๋ยวก็ดี แล้วเราก็พร้อมจะเรียนรู้กับสิ่งเหล่านี้ แต่บังเอิญมันกระทบกับภาพลักษณ์ประเทศที่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติมอง ดังนั้นถ้ายังไม่เลิกทะเลาะกัน เราก็ยังไม่คิดโครงการใหม่” 
 
ถึงแม้พิษการเมืองจะหมดแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างล่าช้าที่เป็น “ตัวการ” สำคัญของการขาดทุนในปีก่อนได้แล้ว โอกาสที่ NUSA จะมีผลการดำเนินงานเติบโตแบบก้าวกระโดด คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย