Home > 2018

นับถอยหลัง “ไอคอนสยาม” ศึกค้าปลีกโค้งน้ำเจ้าพระยา

นับถอยหลังอีกไม่กี่เดือน อภิมหาโครงการ “ไอคอนสยาม” ของกลุ่มร่วมทุน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ สยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (ในเครือซีพี) จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับการเริ่มต้นลุยสมรภูมิค้าปลีกริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาระลอกใหม่ที่มีทั้ง “เอเชียทีค” ของเจริญ สิริวัฒนภักดี และโครงการ “ล้ง 1919” ของกลุ่มตระกูลหวั่งหลี ที่ฉีกแนวเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบแนวศิลปวัฒนธรรมชนชาติจีน แน่นอนว่า โค้งน้ำเจ้าพระยากำลังจะพลิกโฉมอีกครั้ง ซึ่งหัวเรือใหญ่ไอคอนสยาม ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ ย้ำกับสื่อมาตลอดว่า ไอคอนสยามจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สร้างเมืองแห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรันดร์ (The Icon of Eternal Prosperity) จุดประกายคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยา 3 เรื่อง เรื่องแรก คือการสัญจรไปมาทุกระบบการขนส่ง สอง คือเรื่องเศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด และสาม คือการพัฒนาชุมชนรอบๆ โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมกว่า

Read More

ฟุตบอลโลก 2018 เงินสะพัดในความเงียบ?

แม้ว่ากระแสฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียจะเพิ่งจุดติด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกปล่อยให้ดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่ตื่นตัวคึกคักมากนัก แต่ดูเหมือนว่าสำนักวิจัยและพยากรณ์ทางเศรษฐกิจแทบทุกสำนักต่างเชื่อมั่นว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จะส่งผ่านปัจจัยบวกให้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ในระดับหลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกจะกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมและเชิงพาณิชย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการซื้อเสื้อผ้า ของที่ระลึกเพื่อการเชียร์บอล งบถ่ายทอดสด งบประชาสัมพันธ์สนับสนุนการถ่ายทอด ซึ่งการเฝ้าชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันอาจส่งผลต่อการซื้อโทรทัศน์ อาหาร/เครื่องดื่ม และการบริโภคอาหารที่ร้านอาหารนอกบ้านด้วย ข้อมูลตัวเลขอ้างอิงจากพฤติกรรมของการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อครั้งที่ผ่านมา คาดว่าในปีนี้จะมีเงินสะพัดทางธุรกิจในระดับ 2 หมื่นล้านบาท และการใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพนันฟุตบอลอีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงร้อยละ 0.2-0.3 เท่านั้น ประเด็นที่น่าสนใจก็คือวงเงินที่แพร่สะพัดอยู่ในกิจกรรมพนันฟุตบอลที่มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาทตามการประเมินนี้ อาจสร้างกำลังซื้อชั่วขณะได้ในระดับหนึ่ง หากผู้ที่ชนะพนันนำเงินนอกระบบนี้มาบริโภคหรือจับจ่ายที่อาจกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในได้บ้าง หากแต่การพนันฟุตบอลส่วนใหญ่ในปัจจุบันกระทำกันผ่านระบบออนไลน์ไปยังเจ้ามือหรือร้านรับแทงพนันในต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะยากต่อการควบคุมแล้ว กรณีดังกล่าวยังเป็นช่องทางให้เงินไหลออก ที่เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติอีกด้วย ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในช่วงฟุตบอลโลกจะมีเงินสะพัดในระดับ 6-7 พันล้านบาทกระจายเข้าสู่ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 จากช่วงเวลาปกติของมูลค่าตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยสินค้าและธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้อยู่ที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเดลิเวอรี่ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า และรองเท้า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะโทรทัศน์ดูจะเป็นธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างโหมประโคมกิจกรรมและรณรงค์ส่งเสริมการตลาด ทั้งลด แลก แจก แถม

Read More

“จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” บุก AEC เฟ้น พระเอกใหม่ ป้อนละคร-ซีรีส์ไทย สู่ “อินเตอร์”

ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการละครและซีรีส์ไทย เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงไทยอย่าง “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ประกาศรับสมัครนักแสดงใหม่จากทั่วไทยและ 4 ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม AEC ได้แก่ เมียนมาร์, ลาว, เวียดนาม และ กัมพูชา เพื่อปั้นให้เป็นพระเอกใหม่ ภายใต้โปรเจ็คท์ “BRAVO! BOYS” (บราโว่! บอยส) มาร่วมแสดงละครและซีรีส์ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยคุณ “ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม” ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “เป็นเรื่องที่ผมตั้งใจและคุยกันว่าอยากให้เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะเราตั้งใจให้แกรมมี่เป็นจุดศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่ คนเก่งๆจากทุกภาคของประเทศไทยและประเทศต่างๆทั่วเออีซี เพื่อให้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์สีสันใหม่ๆ สำหรับผู้ชมชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ชื่นชมและติดตามละครและซีรีส์ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก” ด้าน “บุษบา ดาวเรือง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “รู้สึกคึกคักมากกับโปรเจ็คท์ “บราโว่! บอยส” นี้ น้องๆที่คิดว่าตัวเองมี

Read More

มาทำความรู้จักกับบทบาทผู้นำ “ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น”

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจยุคใหม่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และแสวงหานวัตกรรม ที่จะสามารถแก้ปัญหาและลดอุปสรรค ในการดำเนินงานแบบเดิมๆ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกันกับโลกยุคปัจจุบันได้ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การทำงานยุคดิจิทัลที่เพิ่มการเชื่อมโยงในการติดต่อ ความคล่องตัว ความสะดวกสามารถทำงานได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนั่นเอง ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการที่ก้าวสู่ยุคดิจิทัล และเป็นที่ต้องการขององค์กร สิ่งที่ต้องทำคือการปรับตัวให้มีความรู้ ความสามารถ โดยยกระดับทักษะในการใช้เทคโนโลยี และอุปกรณ์ทันสมัยรูปแบบใหม่ ๆ รวมไปถึงต้องอัพเดทความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การเป็นคนที่สามารถทำงานในองค์กรยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดอยู่เสมอ วันนี้ “ไรท์ แมเนจเมนท์” บริษัทในเครือ “แมนพาวเวอร์กรุ๊ป” ได้ทำการสำรวจและได้นำกฎกับหลักทฤษฎีที่ผู้นำองค์กร ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ในการบัญชาการต้องทำเพื่อก้าวสู่ผู้นำแบบดิจิทัล การเป็นผู้นำเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจด้วยแนวคิดดิจิทัล จากผลการสำรวจพบว่าหากองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่ดิจิทัล จะทำให้องค์กรนั้นมีกำไรมากกว่าคู่แข่งถึง 26% และมีมูลค่าทางการตลาดสูงขึ้น 12% อย่างไรก็ตาม จากการปรับตัวของหลายองค์กรเพื่อรองรับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรให้ประสบความเร็จ “ผู้นำ” ถือเป็นกลไกสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม หลายๆองค์กรคงหลีกเลี่ยงความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลต่อวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ ดังนั้น การสร้างความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะต้องสร้างวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรมขึ้นก่อน โดยการเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และเตรียมการรับมือกับความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังต้องพร้อมสำหรับความล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มจากผู้บริหารระดับสูง และผู้นำองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีการนำให้ต่างจากเดิม ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อการตัดสินใจกับความก้าวหน้า และกรอบงานเดิมๆ นั้น การสร้างผู้นำที่ใช่กับรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ

Read More

มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ แฮทช์ และ มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยไฟท้ายใหม่ลายธงยูเนียน แจ็ค

มินิ ประเทศไทย เสริมสร้างคาแรคเตอร์ที่เด่นชัดและเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์มินิรุ่นปรับโฉมใหม่ถึง 4 รุ่น คือ มินิ แฮทช์ 3 ประตู มินิ แฮทช์ 5 ประตู มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล เปิดประทุน และมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ 3 ประตู พร้อมโฉมใหม่รอบคัน ทั้งโลโก้ ไฟหน้า ล้อและการตกแต่งภายใน โดดเด่นด้วยไฟท้ายลายธงยูเนียน แจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมความสะดวกสบายจากกล้องมองหลัง รวมถึงเปลี่ยนเครื่องยนต์และชุดเกียร์อัตโนมัติให้ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมินิ ประเทศไทยในการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมชั้นเลิศ ไฟหน้าแบบวงแหวนเต็มวง สว่างชัดยิ่งขึ้น เด่นสะดุดตาไปกับโคมไฟหน้าแบบฮาโลเจนในรุ่นคูเปอร์ และคูเปอร์ ดี ที่เน้นรายละเอียดด้วยพาเนลสีดำด้านในโคมไฟ และการปรับโฉมไฟหน้าแบบวงแหวนเต็มวงในดีไซน์ใหม่ ในรุ่นคูเปอร์ เอส ที่ให้ความสว่างมากขึ้นทั้งในโหมดไฟต่ำและไฟสูงด้วยไฟหน้า LED พร้อมด้วยไฟ LED Daytime Running Light

Read More

บี.กริม เพาเวอร์ ลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีไทยและเวียดนามร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่าง บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศเวียดนามขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyễn Xuân Phúc) นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือการพัฒนา โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 420 เมกะวัตต์ ขนาดกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2562 ระหว่าง บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ XUAN CAU COMPANY LIMITED ประเทศเวียดนาม โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการบริษัท และ นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ Mr.

Read More

กระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่ สร้างความแข็งแกร่งจากฐานรากสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์แถลงผลการทำงานครึ่งปีแรก ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนกำลังฟื้นตัว พร้อมเผยทิศทางการทำงานในครึ่งปีหลังเน้นสร้างความแข็งแกร่งจากฐานรากสู่ตลาดโลก และปรับองค์กรสู่การเป็นกระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่ ความเป็นไปของภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาดูเหมือนกำลังปรับฟื้นตัวและเป็นไปในทิศทางที่สดใส ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสแรก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่ามีอัตราขยายตัวที่ร้อยละ 4.8 ซึ่งเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี การส่งออกที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี รวมถึงค่าครองชีพที่เริ่มส่งสัญญาณลดลง สอดรับกับข้อมูลตัวเลขดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนเดือนพฤษภาคม 2561 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.9 จากปัจจัยทางด้านสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาพลังงาน รวมทั้งรายได้และการมีงานทำของครัวเรือนค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงในภาคเกษตรที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2560 จากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาแถลงผลงานของกระทรวงพาณิชย์ตลอด 6 เดือนแรกของปี 2561 โดยกล่าวว่าพันธกิจที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์คือ มุ่งเน้นให้เกษตรกร ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ได้ “กินดี อยู่ดี” เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยดำเนินการตามนโยบายหลัก 3 ประการ

Read More

ยกเครื่องติมซ่ำ ‘แฟมิลี่มาร์ท’ ผนึก ‘เชฟแมน’ รุกสร้างประสบการณ์ใหม่ ระดับมิชลิน

‘แฟมิลี่มาร์ท’ จับมือ ‘เชฟแมนกรุ้ป’ ยกเครื่องเมนูติ่มซ่ำ พร้อมเสิร์ฟที่ร้านสะดวกซื้อ การันตีความอร่อยระดับมิชลิน ในราคาที่เข้าถึง สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยรสชาติในตำนาน กับซาลาเปาเนื้อแป้งนุ่มมาพร้อมไส้อัดแน่นถึงรสชาติเครื่องเทศ สูตรต้นตำรับฮ่องกงแท้ พร้อมให้ลิ้มลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่แฟมิลี่มาร์ท จิรนันท์ ผู้พัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด เปิดเผยว่า อาหารประเภทนึ่งเป็นเมนูคู่ร้านสะดวกซื้อที่ทุกคนคุ้นเคย โดยเฉพาะซาลาเปา ซึ่งเป็นเมนูที่หารับประทานง่ายเหมาะสําหรับทุกมื้อ ทั้งเป็นอาหารว่างและอาหารหลัก อีกทั้งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมของลูกค้าแฟมิลี่มาร์ทจึงเร่งพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพโดยผนึกจุดแข็งกับคู่ค้า ‘เชฟแมนกรุ๊ป’ นำเสนอสินค้าที่สร้างความโดดเด่นในด้านรสชาติและรูปแบบ เพื่อลูกค้าได้เข้าถึงอาหารแบบต้นตำรับสูตรภัตตาคารฮ่องกงในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเชฟแมนผู้ซึ่งมีประสบการณ์การทำอาหารจีนมานานกว่า 30 ปี นางจิรนันท์ กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับการร่วมมือครั้งนี้ เราได้มีการปรับปรุงทั้งในเรื่องของรสชาติและความหลากหลายของเมนู เพื่อสร้างความสนุกและแตกต่างให้กับลูกค้า โดยเราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธ์มิตรคู่ค้าที่สามารถนำเสนอและรังสรรค์เมนูเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ด้วยอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงที่มีความแตกต่างของเนื้อแป้งและรสชาติของไส้ตามสูตรต้นตำรับ ซึ่งครอบคลุมทั้งเมนูคาวหวาน อาทิ ซาลาเปาไส้หมูนุ่มไข่เค็ม ซาลาเปาไส้หมูสับ ซาลาเปาไส้หมูแดง รวมทั้งเมนูตามฤดูกาล ได้แก่ ซาลาเปาไส้ลาวา ลายน้องมะม่วงที่ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือน พฤษภาคม และได้รับกระแสตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้า รวมทั้งซาลาเปาไส้ทุเรียนแท้มาพร้อมกับรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์สร้างความชื่นชอบให้สาวกทุเรียนและลูกค้าแฟมิลี่มาร์ทเป็นอย่างมาก สำหรับจากการปรับเมนูครั้งนี้เราคาดว่าทำให้สินค้าในกลุ่มอาหารติ่มซ่ำเติบโตขึ้นกว่าเดิม 100 %

Read More

คาราบาว ประกาศศักยภาพขึ้นแท่นแบรนด์ระดับโลก ขยายตลาดครอบคลุมทุกเซ็กเม้นท์

คาราบาว ประกาศศักยภาพขึ้นแท่นแบรนด์ระดับโลก ขยายตลาดครอบคลุมทุกเซ็กเม้นท์ รุกตลาดคนรุ่นใหม่ เอาใจหนุ่ม-สาวมีสไตล์ เปิดตัวเครื่องดื่ม Energy Drink รสชาติเยี่ยม ส่งตรงจากอังกฤษ “Carabao Can กลิ่น Green Apple” พร้อมส่งบิ๊กแคมเปญรับฟุตบอลโลก คาราบาว สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ ยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยเอาใจ GEN Y ประกาศตัวขึ้นแท่นเป็นสินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก (The World Class Product, World Class Brand) ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ Energy Drink ยอดนิยมจากประเทศอังกฤษสู่เมืองไทย “Carabao Can กลิ่น Green Apple” เครื่องดื่มรสชาติใหม่ดีไซน์สุดเท่ในรูปแบบกระป๋อง พร้อมจัดแคมเปญยิ่งใหญ่รับมหกรรมบอลโลก 2018 “สวัสดีบอลโลก ลุ้นโชคกับคาราบาว” เชียร์ทุกวัน ลุ้นทุกแมทช์ มอบรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท ระหว่างวันที่

Read More

เจ้าภาพฟุตบอลโลก ความหวังที่อาจเป็นฝันร้าย

ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลโลกในสังเวียนฟาดแข้งกำลังดำเนินไปอย่างออกรสชาติ และท่ามกลางผลการแข่งขันที่ส่งความสมหวังผิดหวังให้แก่เหล่ากองเชียร์ของทีมโปรดแต่ละทีมไปแบบระคนกัน ความเป็นไปนอกสนามแข่งขัน และความคาดหวังจากผลของการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันก็ดำเนินไปด้วยความเข้มข้นและลุ้นระทึกไม่แตกต่างกัน ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่แต่ละประเทศคาดหวังไว้จากการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาระดับโลก ทำให้หลายประเทศพยายามอย่างยิ่งยวดในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ด้วยหวังว่ากรณีดังกล่าวจะเป็นจักรกลในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจการลงทุนภายในประเทศ นอกเหนือจากการสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียก็ดำเนินไปในวิถีที่ไม่แตกต่างกันมากนักโดยรัฐบาลรัสเซียตั้งความหวังไว้ว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะช่วยหนุนนำให้เศรษฐกิจของรัสเซียเติบโตขึ้น ก่อนที่คณะกรรมการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) จะลงมติตัดสินใจมอบสิทธิการเป็นเจ้าภาพให้กับรัสเซีย ชนะคู่แข่งขันทั้งโปรตุเกส/สเปน และ เบลเยียม/เนเธอร์แลนด์ ที่เสนอตัวเข้ามาในฐานะเจ้าภาพร่วม ในช่วงปลายปี 2010 ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ของการเตรียมการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่ารัสเซียได้ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมากถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังว่ากรณีดังกล่าวจะเป็นการเปิดศักราชแห่งความรุ่งเรืองและการพัฒนาครั้งใหม่ให้กับ 11 เมืองที่จะใช้เป็นสังเวียนของการแข่งขัน และจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของเมืองเหล่านี้เติบโตขึ้นร้อยละ 15 ในช่วงเวลานับจากนี้ การลงทุนเพื่อก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬาให้ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันระดับโลกดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ที่มีงบประมาณรวมกว่า 3.53 แสนล้านรูเบิล โดยงบประมาณส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรไปสำหรับการลงทุนในระบบการบินและการพัฒนาสนามบิน ขณะที่การสร้างโรงแรมใหม่ในเมืองที่เป็นสถานที่แข่งขันก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่มีการลงทุนเพื่อรองรับกับทั้งนักกีฬาและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมการแข่งขันด้วย การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของรัสเซียได้รับการประเมินว่าจะส่งผลให้ GDP ของรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.2-1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยในช่วงเวลาระหว่างที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีกำหนดนานนับเดือนนี้ ภาคโรงแรมของรัสเซียจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ประเด็นที่สำคัญมากกว่าตัวเลขรายได้และการลงทุนดังกล่าวอยู่ที่ตลอดระยะเวลาของการเตรียมตัวเพื่อเป็นเจ้าภาพการแข่งขันครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานในภูมิภาคต่างๆ ของรัสเซียรวมไม่ต่ำกว่า 2 แสนตำแหน่งงาน

Read More