Home > 2017 > มิถุนายน

หนทางการพัฒนาของเนด้าใน CLMV เมื่อจีน-ญี่ปุ่น แผ่ขยายอิทธิพล

หลังการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ดูเหมือนว่ายิ่งจะเป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่หมายถึง กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม การมาถึงของนักลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการมาแบบฉายเดี่ยวของนักลงทุน แต่เป็นนโยบายภาครัฐของประเทศนั้นๆ ที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลทางการค้าเข้ามาในกลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะจีน และญี่ปุ่น หากพิจารณาจากชั้นเชิงของทั้งสองประเทศมหาอำนาจของเอเชีย ดูจะอุดมไปด้วยยุทธศาสตร์ เสมือนว่ากำลังประลองสรรพกำลังกันบนกระดานหมากรุก และเป็นเกมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี ขณะที่ชายแดนไทยเชื่อมต่อกับประเทศกลุ่มนี้กลับมีสัดส่วนการลงทุนที่น้อยกว่าประเทศมหาอำนาจทั้งสอง ทั้งที่ในช่วงหนึ่งญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่ยังมีการลงทุนนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีนักลงทุนจากญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 ในบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ตบเท้าเข้ามา สิ่งที่น่าสนใจคือการมาของญี่ปุ่น ดูจะเป็นการเข้ามาคานอำนาจของจีนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง แต่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ต้องเรียกว่าน่าสนใจ คือมาพร้อมกับการให้ความสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศนั้นๆ เช่น การสร้างถนนที่เชื่อมต่อและเสริมสร้างศักยภาพของเส้นทางโลจิสติกส์ โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญให้การสนับสนุน คือ ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB พื้นที่เขตเศรษฐกิจทวายดูจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าญี่ปุ่นเดินหมากด้วยความแยบยลเพียงใด เพราะนอกจากการลงทุนในเขตเศรษฐกิจทวายในประเทศเมียนมาแล้ว ญี่ปุ่นยังสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างถนนจากบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อมายังทวายได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ว่าถึงปัจจุบันเขตเศรษฐกิจทวายจะยังมองหาความคืบหน้าที่ชัดเจนได้ยากนักก็ตาม ขณะที่นโยบายรัฐบาลกลางของจีนดูจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างความเจริญที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศตัวเอง ด้วยความต้องการที่จะยกระดับ “คุนหมิง” ให้เป็นเมืองหน้าด่านในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ และยังวางตำแหน่งของคุนหมิงให้เป็นศูนย์กลางการเงินเพื่อนำเงินสกุลหยวนออกสู่อาเซียน และการลงทุนของจีนกับลาวดูจะเป็นโครงการที่เป็นการตกลงกันระหว่าง “รัฐต่อรัฐ” โดยสร้างถนน หรือการสร้างโรงแรมซึ่งชนกับทุนไทย แต่ประเด็นที่น่าจับตามองคือการเข้ามามีบทบาทในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ทางตอนบนของแม่น้ำโขง ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่า

Read More

ชัยชนะของ Wonder Woman

Column: Women in Wonderland กระแสหนัง Wonder Woman เรียกได้ว่ามาแรงทีเดียว เพียงแค่เข้าฉายในอาทิตย์แรกก็ทำรายได้แบบถล่มทลายในหลายประเทศ Wonder Woman ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์ที่มีตัวเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่ Wonder Woman ยังสะท้อนให้เห็นบทบาทของผู้หญิงใน Hollywood อีกด้วย โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เรามักจะได้ยินนักสิทธิสตรีจากทั่วโลกพูดถึงบ่อยครั้งว่า เราต้องการให้ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกันในสังคม รวมไปถึงการได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการรับผู้ชายและผู้หญิงเข้าไปทำงาน โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งและความเท่าเทียมกันในการได้รับเงินเดือนจากงานที่ทำเหมือนกัน เป็นต้น เรื่องการมีสิทธิเท่าเทียมกันในสังคมถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก และเป็นเรื่องหนึ่งที่องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญมานานแล้ว สหประชาชาติต้องการให้ประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพยายามแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ทุกๆ คนในสังคมมีความเท่าเทียมกันและไม่เกิดความแตกแยกและแตกต่างกันในสังคมเพียงเพราะเพศ ในปี 2000 ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้ประกาศตกลงร่วมมือกันในการลดปัญหาความยากจนลงภายใต้โครงการ Millennium Development Goals หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า MDGs ซึ่งประกอบไปด้วยเป้าหมาย 8 ประการที่จะต้องทำให้บรรลุภายในปี 2015 ซึ่งข้อหนึ่งที่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในแปดของเป้าหมายที่ทุกประเทศจะต้องทำให้สำเร็จคือ เรื่องการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและบทบาทของสตรี ต่อมาในปี 2015 เป้าหมายนี้ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ ผู้หญิงในหลายๆ ประเทศยังคงไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันกับผู้ชายในสังคม โดยเฉพาะในหลายประเทศที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ จะยังคงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบทบาทและสิทธิของผู้หญิงยังคงมีน้อยกว่าผู้ชายในสังคม ในปี 2015 หลังจากที่

Read More

สหพัฒน์ปลุก 20 ปี BSC พลิกบทเรียน “ต้มยำกุ้ง”

“เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังเหมือนกำลังขับรถเกียร์ 3 เข้าสู่ขาขึ้นและใกล้เจอทางเรียบ ปีหน้าคาดว่าจะเป็นเกียร์ 4 คือเศรษฐกิจดี หากไม่มีอะไรมาสะดุดขาตัวเอง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยถือว่าดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน กำลังซื้อจากนี้ไปจะดีขึ้น เพราะสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งที่ผ่านมาคนไทยอยู่ในสถานการณ์โศกเศร้าเลยทำให้ไม่ค่อยซื้อสินค้า แต่สถานการณ์ซบเซามาปีกว่าแล้ว ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นหลังจากนี้" บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยด้วยความหวังและความมั่นใจ แม้ดูจะสวนทางกับบรรดานักวิเคราะห์และนักวิชาการที่ยังประเมินสถานการณ์ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและต้องเผชิญกับปัจจัยลบอีกหลายตัว หลายคนหวาดกลัวกับภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาการส่งออก ผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ คือปัจจัยด้านการเมืองและความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง แน่นอนว่า เครือสหพัฒน์ผ่านวิกฤตหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตค่าเงินครั้งใหญ่ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ซึ่งบุณยสิทธิ์ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ แม้สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่รุนแรงมากเหมือนอดีต แต่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อหดตัว หากเปรียบเทียบปี 2540 มีปมใหญ่อยู่ที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวจนแตะ 50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโชคดีที่ธุรกิจของกลุ่มตระกูลโชควัฒนามีสัดส่วนการกู้เงินต่างประเทศจำนวนไม่มาก เพราะบริษัทในเครือเน้นนโยบายการทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง จึงไม่เกิดภาวะหนี้ท่วมเหมือนหลายๆ บริษัท แต่ผลกระทบในเวลานั้น คือกำลังซื้อของชาวบ้านลดลงอย่างหนัก เพราะสถานประกอบการหลายแห่งแบกรับหนี้ไม่ไหว ต้องปิดตัว เลิกจ้าง คนจำนวนมากไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ในฐานะยักษ์ใหญ่สินค้าคอนซูเมอร์ บุณยสิทธิ์งัดกลยุทธ์จัดงาน “สหกรุ๊ป

Read More

ตรวจสุขภาพ–สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายทุกคน

Column: Well – Being ผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขา เป็นที่รู้กันว่า พวกเขามักละเลยเรื่องจุกจิกทั้งทางกายภาพและทางอารมณ์ จึงมีแนวโน้มปฏิเสธการพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และผลก็คือ ผู้ชายบางคนอาจลงเอยที่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงก็ได้ เราต่างมีสามี ลูกชาย พ่อ พี่ชาย น้องชาย และเพื่อนผู้ชายที่เราห่วงใย ดังนั้น นิตยสาร GoodHealth จึงต้องการช่วยพลิกฟื้นแนวโน้มเชิงลบดังนี้ สุขภาพหัวใจ เมื่อพูดถึงสุขภาพหลอดเลือดหัวใจของผู้ชาย ความพึงพอใจคืออุปสรรคสำคัญ ดร.เดวิด คอลคูฮอน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ชายไม่ค่อยยอมไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ และพวกเขาอาจไม่ค่อยตระหนักถึงปัจจัยที่ทำให้หัวใจอยู่ในภาวะเสี่ยงด้วย” “ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะภาวะของอาการซึมเศร้าและกระวนกระวาย ซึ่งเป็นความบกพร่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพหัวใจ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญพอๆ กับการสูบบุหรี่” การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับผู้ชายขณะมีอายุมากขึ้น โดยผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มจะสูบบุหรี่มากกว่าผู้ชายในช่วงวัย 20 ปี ขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ มากมาย ดร.คอลคูฮอนกล่าวว่า “การดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยราว 20–30 กรัมต่อวัน อาจมีผลในเชิงป้องกันสำหรับสุขภาพหัวใจของผู้ชาย” ขณะที่อาหารคุณภาพเลวและปริมาณที่บริโภคอาจยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่ถือว่าสำคัญน้อยกว่าความจำเป็นในการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ระดับโคเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดมาก วิธีป้องกัน ผู้ชายสามารถลดความเสี่ยงจากอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการไม่สูบบุหรี่ มีความกระฉับกระเฉงทางกายภาพ บริโภคอาหารที่อุดมด้วยไขมันดี และดูแลสุขภาพจิตของพวกเขา ดร.คอลคูฮอนแนะนำว่า “ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดของผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไปและอีกสองสามปีหลังจากนั้นคือ

Read More

ซีพีเฟรชมาร์ท บุกจีสโตร์ สงคราม “มินิซูเปอร์” เดือด

“ซีพีเฟรชมาร์ท” เปิดฉากเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากปรับโฉมงัดโมเดลล่าสุด “คอมแพ็กต์ซูเปอร์ (Compact Super)” ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมในชุมชนเข้ามาบุกตลาดและล่าสุดกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ “จีสโตร์” ในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งถือเป็นแนวรบที่มีคู่แข่งจับจองพื้นที่และต่อสู้อย่างดุเดือด ที่สำคัญ เมื่อค่ายยักษ์ใหญ่ คือ ซีพีเฟรชมาร์ทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เทสโก้โลตัสเอ็กซ์เพรสของเทสโก้โลตัส มินิบิ๊กซีของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และน้องใหม่ “สพาร์ (SPAR)” ของบางจาก ประกาศอัดงบลงทุนปูพรมสาขาและสร้างจุดขายอย่างเข้มข้น เพื่อยึดส่วนแบ่งในช่องทางจีสโตร์ทำให้สงครามมินิซูเปอร์มาร์เก็ตร้อนฉ่าขึ้นทันที ทั้งนี้ แผนเบื้องต้นในปี 2560 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ตั้งเป้าขยายร้านซีพีเฟรชมาร์ทโมเดลใหม่ 100 สาขา และทยอยรีโนเวตสาขาเดิมจากปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 420 แห่ง ปรับโฉมเป็นสาขารูปแบบคอมแพ็กต์ซูเปอร์แล้ว 100 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ในสถานีบริการน้ำมันแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ สาขาปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ นครอินทร์ ซึ่งปรับโฉมใหม่เพิ่ม Coffee Counter และโซน TO

Read More

ซีพี เปิดศึกอาหารสุขภาพ รุกตลาดเรดดี้มีลหมื่นล้าน

การเปิดตัวอาหารเพื่อสุขภาพแบรนด์ล่าสุด “สมาร์ทมีล (Smart Meal)” ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” สะท้อนเกมรุกธุรกิจอาหารขั้นต่อไปของเครือซีพีและย้ำชัดถึงวิสัยทัศน์ของธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งกำลังต่อยอดผนึกแผนสร้าง “ครัวโลก” และ “ธุรกิจอาหารยุค 4.0” ภายใต้แนวคิด 3 สูง 1 ต่ำ คือเทคโนโลยีสูง ประสิทธิภาพสูง และการลงทุนสูง เพื่อนำมาสู่ต้นทุนที่ต่ำลง เทคโนโลยีสูง คือ มีผู้ช่วยหลัก “หุ่นยนต์” ที่สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง ประสิทธิภาพสูง คือ การเร่งยกระดับทรัพยากรบุคคลในองค์กรทดแทนการใช้แรงงานและภายใต้สังคมยุคข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้นจะทำให้องค์ความรู้เรื่องการผลิตอาหารดีมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยการลงทุนสูง ธนินท์ยังระบุผ่านสื่อเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “สิ่งที่ซีพีมองหลังจากนี้ คืออาหารในอนาคตที่มีความหลากหลาย และเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันมากขึ้น เป็นการผลิตอาหารสำหรับการมีสุขภาพที่ดี ทำให้คนเจ็บป่วยน้อยลง เน้นการป้องกันตัวเองมากกว่าการรักษา อาหารสุขภาพจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ คนเราอาจอยู่ได้ยืนยาวกว่า 100 ปี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซีพีกำลังเตรียมผลิตอาหารเพื่อคนสูงอายุและก้าวเข้าสู่ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร” ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า

Read More

ศรีลังกา: จากจินตภาพสู่ความเป็นจริง??

จังหวะก้าวของการพัฒนาประเทศศรีลังกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองดูจะดำเนินไปท่ามกลางอัตราเร่ง ซึ่งแม้ว่าจะเผชิญกับภาวะชะงักงันอยู่บ้างในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง แต่ต้องยอมรับว่ากรอบโครงสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของศรีลังกายังดำเนินต่อไปอย่างมีเป้าหมายและน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง ความสามารถของ Mahinda Rajapaksa ในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศด้วยการยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 ทศวรรษได้สำเร็จในปี 2009 ควบคู่กับการประกาศแนวทางในการพัฒนาศรีลังกาให้ฟื้นคืนจากบาดแผลของประวัติศาสตร์สู่อนาคตใหม่ ภายใต้แนวนโยบายที่ได้รับการเรียกขานว่า “Mahinda Chintana: Vision for the Future” ประกอบกับการดำรงอำนาจทางการเมืองที่ยาวนานนับสิบปีของเขา ในด้านหนึ่งได้กลายเป็นความท้าทายการดำรงอยู่ของกลุ่มการเมืองดั้งเดิมของสังคมศรีลังกา และทำให้ Mahinda Rajapaksa ต้องถูกผลักให้พ้นจากตำแหน่งไปโดยปริยายจากผลของการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2015 หากแต่มรดกทางความคิดและนโยบายว่าด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต หรือ “จินตภาพแห่งมหินทะ” ที่ประกอบส่วนไปด้วยแนวความคิดที่จะพัฒนาและสร้างให้ศรีลังกาเป็น Regional 5 Hub หรือศูนย์กลางของกิจกรรม 5 ประการของภูมิภาค ไล่เรียงตั้งแต่การเป็นศูนย์กลางของการเดินสมุทร ศูนย์กลางของการเดินอากาศ ศูนย์กลางของความรู้ ศูนย์กลางด้านพลังงาน และศูนย์กลางทางพาณิชยกรรม (Maritime, Aviation, Knowledge, Energy and Commerce) ไม่ได้ถูกทิ้งร้าง หากยังเป็นต้นทางของกรอบโครงแนวนโยบายในการพัฒนาประเทศศรีลังกาในช่วงที่ผ่านมาด้วย การเบียดแทรกเพื่อขยายบทบาทเข้ามาของมหาอำนาจทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และนานาประเทศในการช่วยสนับสนุนความจำเริญครั้งใหม่ของศรีลังกา

Read More

รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight ตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แม่นยำเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และแห่งเดียวในเอเชีย

รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight ตรวจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แม่นยำเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และแห่งเดียวในเอเชีย เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ CardioInsight เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 3 ของโลก และเป็นแห่งเดียวในเอเชียที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ วางเป้าเป็นศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ทำวิจัยและให้การรักษาที่ดีที่สุด พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสากล รศ. นพ. สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี (คนที่ 3จากขวา) ผู้อำนวยการด้านบริหารร่วม และผู้อำนวยการด้านการแพทย์, นพ.กุลวี เนตรมณี (คนที่ 3จากซ้าย) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจแปซิฟิก ริม ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พร้อมด้วยพันธมิตรผู้ก่อตั้ง CardioInsight และผู้จัดการฝ่ายวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมงานแถลงข่าว ณ อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 10 สกายล็อบบี้

Read More

วิบากกรรมเศรษฐกิจไทย ค่าเงินผันผวนท่ามกลางปัจจัยลบ

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดูจะไม่สดใสอย่างที่หลายฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้มากนัก หลังจากที่การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ (FOMC ) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (federal funds rate) ตามการคาดหมายอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% ท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจหลายสำนักต่างประเมินว่า การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากประเทศไทย ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินและค่าเงินบาทมากขึ้นไปอีก และการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินจะเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งล่าสุดมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.00-1.25 เกิดขึ้นท่ามกลางการคาดหมายว่า เฟดจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในรอบปีนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยขยับไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.25-1.50 ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดอยู่ในระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ร้อยละ 1.50 และมีแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกในรอบปีหน้า ซึ่งเป็นประหนึ่งแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการหรืออาจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองกับท่าทีของเฟดไปโดยปริยาย ข้อกังวลใจเกี่ยวกับช่องว่างและส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เบียดใกล้กันเข้ามานี้ ในด้านหนึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วในหลายประเทศ โดยผู้ประกอบการส่งออกดูจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลจากกรณีดังกล่าวอย่างไม่อาจเลี่ยง ขณะที่รายงานของสภาอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนความกังวลใจของผู้ประกอบการ และเรียกร้องให้กลไกภาครัฐเข้ามาดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพด้วย ขณะเดียวกันโอกาสที่เงินทุนจากภายนอกจะไหลเข้าประเทศไทย จากผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2549 มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงขยายตัวในระดับเพียงร้อยละ 3-4 น้อยกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 5-6 ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

Read More

ศรีลังกา: บนสมการถ่วงดุล มหาอำนาจจีน-อินเดีย

ในขณะที่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกภาครัฐพยายามเร่งหาผู้ลงทุนรายใหม่ๆ ด้วยการเดินสายขายโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC: Eastern Economic Corridor ด้วยหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นประหนึ่งผลงานสำคัญ และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถไถลตัวออกจากอาการติดหล่ม รวมถึงช่วยกู้ภาพลักษณ์ด้านผลงานการดำเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เข้ามายึดครองอำนาจการบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 3 ปี ล่วงไปแล้ว หากแต่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย ดินแดนที่เพิ่งฟื้นจากสงครามกลางเมืองและได้สัมผัสกับความสงบสันติมาได้ไม่ถึงทศวรรษกำลังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ สำหรับการพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะการเลือกและรักษาสมดุลแห่งอำนาจ จากการเข้ามามีบทบาททั้งในมิติของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเอกชนและภาครัฐจากทั้งจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่ต่างพร้อมแสดงตัวในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่อนาคตที่สดใสร่วมกัน ศรีลังกา ซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์เป็นเกาะอยู่ทางตอนปลายของประเทศอินเดีย ถือเป็นพื้นที่ที่อินเดียเคยมีบทบาทนำมาตลอดในช่วงหลายทศวรรษแห่งประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะสูญเสียพื้นที่และโอกาสให้กับจีน ในช่วงปี 2005 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญก่อนที่รัฐบาลศรีลังกาจะเผด็จศึกและยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ทศวรรษลงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปี 2009 รัฐบาลจีนแทรกเข้ามามีบทบาทในศรีลังกาด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2005 ซึ่งนับเป็นจังหวะก้าวที่สอดรับกับสถานการณ์ความต้องการของรัฐบาลศรีลังกาภายใต้การนำของ Mahinda Rajapaksa และเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งการสานสายสัมพันธ์และการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ว่าด้วย String of Pearls และ One Belt, One Road (OBOR) ที่มีศรีลังกาประกอบส่วนอยู่ในยุทธศาสตร์นี้ด้วย การลงทุนของจีนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของศรีลังกาในยุคหลังสงครามกลางเมือง ดำเนินไปท่ามกลางอัตราเร่ง

Read More