วันเสาร์, กรกฎาคม 22, 2017
Home > Cover Story > “แสนสิริ” ปักหมุด รุกสร้างเมืองใหม่

“แสนสิริ” ปักหมุด รุกสร้างเมืองใหม่

 
ค่าย “แสนสิริ” ประกาศแผนรุกธุรกิจบ้านเดี่ยวครั้งใหญ่ แม้เหตุผลข้อหนึ่งเพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดคอนโดมิเนียม ที่เจอทั้งพิษความล่าช้าของ EIA และภาวะโอเวอร์ซัปพลายจนต้องพับบางโครงการในต่างจังหวัด  แต่มากยิ่งกว่านั้น การฟื้นตัวของตลาดบ้านเดี่ยวอย่างมีนัยสำคัญ กำลังจุดประกายแผนสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ย่านกรุงเทพกรีฑา หลังจากประสบความสำเร็จยึดครองตลาดที่อยู่อาศัยย่านรามอินทรา เนื้อที่กว่า 700 ไร่มาแล้ว 
 
ที่สำคัญ ที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในมือของแสนสิริร่วม 320 ไร่ โดยซื้อจากกลุ่มบางกอกแลนด์ และเป็นแปลงที่ดินที่อยู่ชิดติดกับโครงการถนนตัดใหม่ “ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า” 6 ช่องการจราจร ระยะทาง 16 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำหนดเป็นโครงการเร่งด่วน หลังถูกชะลอมานานเกือบ 10 ปี ไม่มีปัญหาการเวนคืน เพราะจ่ายชดเชยกรรมสิทธิ์ครบหมดแล้ว 
 
ขณะเดียวกัน บริษัทสำรวจวิจัยข้อมูลอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งต่างฟันธงว่า ถนนเส้นนี้จะเพิ่มศักยภาพโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เปิดการเดินทางทั้งจากถนนรามอินทรา ถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์ ถนนบางนา-ตราด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาที่ดินถีบตัวสูงขึ้น จากที่ตาบอดราคาไม่ถึง 10,000 บาทต่อตารางวา ขยับขึ้นเป็นเกือบ 60,000-70,000 บาทต่อตารางวา 
 
ประเมินกันว่าหากเปิดใช้เส้นทาง ราคาที่ดินจะพุ่งทันที อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเกือบแสนบาทต่อตารางวา จะเกิดโครงการพัฒนาตามมาอีกมากมาย 
 
เมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ผู้จัดการ 360 ํ” ว่า  แสนสิริเข้ามาพัฒนาโครงการย่านกรุงเทพกรีฑาเหมือนการลงทุนซื้ออนาคตจากที่ดินว่างเปล่า เพราะมั่นใจว่าเมื่อถนนตัดใหม่ ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า แล้วเสร็จ พื้นที่ทั้งหมดจะพลิกโฉมทันที กลายเป็นโซนที่อยู่อาศัยที่มีความเจริญ การเดินทางสะดวกรวดเร็ว และเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งที่อยู่อาศัยและลงทุน  
 
ปัจจุบันแสนสิรินำร่องเปิดโครงการบ้านเดี่ยว “เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา” ใช้เนื้อที่เฟสแรก 96 ไร่ สร้างบ้านเดี่ยวจำนวน 314 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 7.99 ล้านบาท เพื่อจับกระแสตลาดลูกค้าระดับ A ซึ่งพบว่ามีลูกค้าสนใจเข้ามาดูโครงการอย่างต่อเนื่อง 
 
ส่วนในอนาคต บริษัทวางแผนขยายโครงการหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านเดี่ยว โฮมออฟฟิศ ทาวน์เฮาส์ รวมถึงโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “ฮาบิโตะ” สามารถเข้ามาเติมเต็มให้โครงการมีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ แต่อาจต้องรอดูที่ดินของบางกอกแลนด์ที่ยังเหลืออยู่อีกจำนวนมาก จะมีการพัฒนาในรูปแบบใด ซึ่งล่าสุด บางกอกแลนด์ยังไม่มีแผนพัฒนาใดๆ นอกจากตัดขายที่ดิน
 
แน่นอนว่า อาณาจักรแห่งใหม่ หรือ “เมืองแสนสิริ” ณ กรุงเทพกรีฑา จะกลายเป็นโซนบ้านเดี่ยวแหล่งใหญ่ในอนาคต รองรับแผนการรุกตลาดของบริษัท ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เนื่องจากตลาดบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางปี 2557 โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดกลางถึงบน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของแสนสิริอยู่แล้ว 
 
ล่าสุด ยอดขายโครงการแนวราบ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวในไตรมาสแรกของปี 2558 แสนสิริสามารถสร้างยอดขายได้แล้วถึง 1,350 ล้านบาท อัตราเติบโตถึง 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 
 
เมธากล่าวว่า  เฉพาะปี 2558 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยในแนวราบโครงการใหม่  9 โครงการ มูลค่ารวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวประมาณ 8  โครงการ และโครงการทาวน์เฮาส์อีก 1 โครงการ โดยในช่วงไตรมาสแรกเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ บ้านเดี่ยวทำเลกรุงเทพฯ โซนตะวันตก “เศรษฐสิริ จรัญฯ–ปิ่นเกล้า” มูลค่ารวมโครงการ 3,208 ล้านบาท, โครงการ “สราญสิริ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ 2”  มูลค่ารวมโครงการ 1,493 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัวทาวน์เฮาส์โครงการแรกในจังหวัดพิษณุโลก  คือ “ทาวน์ อเวนิว สองแคว” มูลค่ารวม 800 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการขยายสู่ทำเลภาคเหนือตอนล่าง
 
ทั้งนี้ ตามแผนจะรุกหนักเจาะกลุ่มลูกค้าอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ระดับ A-A+ จนถึง B-B+อย่างกลุ่ม “บ้านเดี่ยว” แสนสิริมีการสร้างแบรนด์ บุราสิริ นาราสิริ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 28-60 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มเศรษฐี จากนั้นไล่ระดับราคาลงมาเป็นเศรษฐสิริ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 8 ล้านบาท จนถึง 20 ล้านบาท
 
ส่วนแบรนด์ สราญสิริ และบุราสิริ เน้นกลุ่มลูกค้าระดับ B และคณาสิริ ซึ่งจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าชนชั้นกลางที่มีจำนวนมาก ราคาเริ่มต้นหลังละ 3-5 ล้านบาท รวมถึงแบรนด์ ฮาบิเทีย และพร้อมพัฒน์ 
 
กลุ่มทาวน์เฮาส์ มีแบรนด์ “การ์เด้นสแควร์” จับตลาดบน ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 ล้านบาท และไล่ขยับราคาลงมา ได้แก่ ทาวน์อเวนิว บีอเวนิว วีวิลเลจ ฮาบิทาวน์ ทาวน์พลัส และเมกาทาวน์  
 
ต้องยอมรับว่า แสนสิริสามารถสร้างแบรนด์ที่อยู่อาศัยอย่างหลากหลาย เพื่อความชัดเจนในการจับเซกเมนต์ แต่จะไม่ทำเซกเมนต์ D หรือราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเมธากล่าวว่า ในโครงการย่านกรุงเทพกรีฑายังมีที่ดินอีกจำนวนมาก 200 กว่าไร่ สามารถสร้างโครงการรองรับลูกค้าที่หลากหลาย เช่นเดียวกับโครงการย่านรามอินทราที่มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากกว่า 10 แบรนด์ ล่าสุดเหลือที่ดินรอการพัฒนาไม่ถึง 90 ไร่
 
ดังนั้น หากมองเทรนด์ตลาดบ้านเดี่ยว ย่านกรุงเทพกรีฑาสามารถสร้างโซนที่อยู่อาศัยที่มีศักยภาพได้ ซึ่งเมธาในฐานะผู้บริหารบุกเบิกธุรกิจบ้านเดี่ยวในเครือแสนสิริตั้งแต่ปี 2547 มั่นใจว่าการทุ่มทุนซื้อที่ดินกว่า 300 ไร่ เป็นแผนซื้ออนาคตที่คุ้มค่า
 
แม้เวลานี้ยังอยู่ในช่วงการสร้างแบรนด์ให้กลุ่มลูกค้ารับรู้ศักยภาพต่างๆ นอกเหนือจากการรอถนนเศรษฐกิจสายใหม่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทำเลย่านกรุงเทพกรีฑาถือเป็นโซนใจกลางเมือง ใกล้มอเตอร์เวย์ ทางด่วนศรีรัช และสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ หัวหมาก ไม่ห่างจากแหล่งชอปปิ้ง เช่น ซีคอนสแควร์, พาราไดซ์พาร์ค, เดอะมอลล์บางกะปิ, The Nine มีโรงพยาบาลสมิติเวช, โรงพยาบาลรามคำแหง, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ให้บริการในพื้นที่ รวมถึงเป็นโซนสถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 
 
นับถอยหลังจากนี้ แผนซื้ออนาคตสร้างเมืองใหม่ของ “แสนสิริ” พลิกจากที่ “ตาบอด” เป็น “ทำเลทอง” ได้เขย่าวงการอสังหาฯ ครั้งใหญ่แน่