วันพุธ, พฤศจิกายน 22, 2017
Home > New&Trend > “ศูนย์กลางการค้าข้าว” เส้นทาง “ข้าวไทย” ในตลาดโลก

“ศูนย์กลางการค้าข้าว” เส้นทาง “ข้าวไทย” ในตลาดโลก

คำถามที่เกี่ยวเนื่องกับการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี พ.ศ.2558 ที่น่าสนใจประการหนึ่งอยู่ที่ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกข้าวของโลกจะใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวและยกระดับสถานะการผลิต การค้า และการส่งออกของอุตสาหกรรมข้าวไทยได้อย่างไร

ทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม ข้าวของไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะชาวนาไทยที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ข้าวเปลือก สามารถมีความมั่นคง และศักดิ์ศรีในอาชีพนี้ นอกเหนือจากการส่งออกข้าวคุณภาพดี ซึ่งเป็นที่ต้องการทั่วโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศทั้งในแง่จำนวนและมูลค่า

สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (สายธุรกิจข้าวและอาหาร) และกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ให้ทัศนะว่า AEC มีหลายมุมมองที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องให้ความสนใจ เพราะที่ผ่านมากลุ่มประเทศผู้นำเข้าอย่างประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีนโยบายให้หน่วยงานของรัฐผูกขาดการนำเข้า

ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นประหนึ่งการปิดกั้นการทำการตลาด ข้าวไทยคุณภาพดี ระหว่างภาคเอกชนของไทยและภาคเอกชนของประเทศเหล่านั้น เพราะหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จะนำเข้าข้าวคุณภาพปานกลาง คือ ข้าวขาว 10-25% แทนที่จะนำเข้าข้าวหอมมะลิที่เป็นสินค้าคุณภาพจากไทย

หากมีการเปิดเสรีทางการค้าจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของไทยร่วมมือกับภาคเอกชนของประเทศเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างตลาดข้าวคุณภาพดี เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ ซึ่งอยากจะรับประทานข้าวหอมมะลิไทย

ขณะเดียวกันในกรณีข้าวเปลือกและข้าวสารของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา ซึ่งผลิตได้ล้นเหลือจากการบริโภค ภายในประเทศก็ได้มีการขายข้ามผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา เข้ามาฝั่งไทย ซึ่งไม่ถูกต้องตามกฏหมายไทย

หากเมื่อเข้าร่วมเป็น AEC แล้วประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้โดยการส่งเสริมและเปิดจุดรับซื้อ (นำเข้า) อย่างเป็นทางการ

“วัตถุดิบข้าวเปลือกและข้าวสารเหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงชาวนา การผลิต โรงสี และอุตสาหกรรมการแปรรูปข้าวได้ ตรงนี้จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางการค้าข้าว” อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้จากการเดินทางไปสำรวจตลาดต่างประเทศทั้งแอฟริกาและตะวันออกกลางต้องยอมรับว่าคุณภาพข้าวไทย และชื่อเสียงของข้าวไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แม้ว่าข้าวไทยจะขายในราคาที่สูงกว่าข้าวจากเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน เฉลี่ยตันละ 150-250 เหรียญสหรัฐต่อเมตริกตัน โดยข้าวนึ่งไทยมีราคา ตันละประมาณ 630-650 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ข้าวนึ่งอินเดียอยู่ที่ตันละ 421-450 เหรียญสหรัฐ ก็ตาม

ปัจจุบันประเทศในทวีปแอฟริกามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่ดีขึ้น การเมืองในประเทศและระหว่างประเทศดีขึ้นส่งผลให้เกิดชนชั้นกลางมากขึ้น ฐานะดีขึ้น และมีความต้องการบริโภคอาหาร ที่มีคุณภาพ เช่น ข้าวคุณภาพดีของไทย (ข้าวนึ่ง, ข้าวหอมมะลิ, ข้าวขาว 5%, ปลายข้าวหอมมะลิ)

โดยเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ (2555) จะพบว่าประเทศไทยมีตัวเลขส่งออกข้าวทุกชนิดและ ทุกตลาดอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านตัน สูงกว่าประเทศอินเดียหรือเวียดนาม ที่มียอดส่งออกข้าวประมาณ 2.4-2.6 ล้านตันในแต่ละประเทศ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำในการส่งออกอยู่ และขายได้ในราคาสูงขึ้น (ปี 2012 เฉลี่ยราคา 670 เหรียญสหรัฐต่อตันเปรียบเทียบปีที่แล้วที่ 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน)

ทั้งนี้เบื้องหลังความสำเร็จของข้าวไทยในตลาด โลกมาจาก “พันธุ์ข้าวคุณภาพดี” ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยพัฒนาของกระทรวงเกษตรฯ การประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการขายของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการเอกชน เช่น โรงสี ผู้ส่งออก และที่สำคัญที่สุดคือ ชาวนาไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวเปลือกคุณภาพดี

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะประมาทไม่ได้ ภาครัฐจะต้องส่งเสริม จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยให้มีคุณภาพสูงขึ้น ปรับปรุง ระบบชลประทาน พัฒนาการปลูกข้าวของไทย และการเก็บเกี่ยว สร้างกลยุทธ์ และใช้งบประมาณที่พอเพียงในการสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ของข้าวไทยแก่ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคทั่วโลก สร้างช่องทางการขายใหม่ๆ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมข้าวไทยควบคู่กับอาหารไทยและการท่องเที่ยวไทย

“การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทยต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากหยุดการพัฒนาหรือประมาท เราก็จะสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำในธุรกิจข้าวของตลาดโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโทรศัพท์ มือถือยี่ห้อโนเกีย (Nokia) ซึ่งเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วได้รับการยอมรับว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่วันนี้โทรศัพท์มือถือแบบ SMART PHONE ของค่ายอื่นแซงหน้าไปแล้ว”

“ข้าวไทย” ก็เช่นกัน หากไม่ได้รับการดูแลและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำอย่างต่อเนื่องและทันการณ์ โอกาสที่จะถูกแซงหน้าก็มีสูง

ทั้งนี้ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและการส่งออก) ซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำธุรกิจข้าวของไทยในปัจจุบัน ได้ก่อสร้างโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวแห่งใหม่ที่มีความทันสมัยและมีกำลังการผลิตกว่า 1 ล้านตัน/ปี ซึ่งได้เปิดทำการตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจข้าวตราฉัตร ทั้งในประเทศและส่งออก

โดยในส่วนของตลาดในประเทศ บริษัทฯ ได้วางแผนเจาะ กลุ่มธุรกิจ HORECA (Hotel Restaurant and catering/โรงแรม ร้านอาหาร ครัว) เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีการเติบโตสูงด้วย