วันศุกร์, พฤศจิกายน 24, 2017
Home > New&Trend > “พันธุ์ข้าว” ยุทธศาสตร์รองรับ AEC

“พันธุ์ข้าว” ยุทธศาสตร์รองรับ AEC

 

ข้าว เป็นพืชอาหารที่มีคนนิยมบริโภคเป็นอันดับต้นๆ ของ โลก และเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้มหาศาลเข้าประเทศ

แม้ไทยครองแชมป์อันดับหนึ่งในการส่งออกข้าวมาตลอด แต่เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถในการผลิตข้าวพบว่าผลผลิต เฉลี่ยข้าวไทยอยู่ที่ 461 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยข้าวของเวียดนามอยู่ที่ 875 กิโลกรัม/ไร่ อินโดเนีเซีย 774 กิโลกรัม/ไร่  และจีน 1,054 กิโลกรัม/ไร่ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดว่าแม้ไทยจะส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็ตาม แต่ผลผลิตข้าวของไทยต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ด้วยกัน

เอนก ศิลปพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานวิจัย และพัฒนา กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้ข้อสังเกตว่า ไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าเวียดนามถึง 30% แต่เวียดนามสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับ 2 ของโลกเป็นรองไทย อยู่แค่ 2.3 ล้านตัน เห็นได้ว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตข้าวต่ำกว่าเวียดนามเกือบ 1 เท่าตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อนาคตข้าวไทยจะเป็นอย่างไร โอกาสที่ประเทศไทยจะเสียแชมป์ให้กับเวียดนามจึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง

ไทยจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) อย่างเต็มตัวในปี 2558 ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนเดิมคือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน และประเทศในกลุ่มอาเซียนใหม่ (CLMV) ประกอบด้วยเวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ต้องลดภาษีสินค้า เป็นศูนย์ ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะข้าว ซึ่งมีทั้งโอกาสและอุปสรรคเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน จึงเป็นเรื่องท้าทายยิ่งนักว่าไทยจะแสวงหาโอกาสในวิกฤติได้อย่างไร และไทย จะสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งตลาดที่หายไปนี้มากน้อยเพียงใด

ในปีนี้ 2012 ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามเท่านั้นที่ตัวเลขการส่งออกข้าวพุ่งสูงถึง 7 ล้านตันต่อปี แม้กระทั่งอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเบียดเวียดนามในระยะกระชั้นชิด ทำสถิติส่งออกข้าว 7 ล้านตันต่อปีเช่นกัน ในขณะที่การส่งออกของไทยลดลงเหลือ 6.5 ล้านตันต่อปี โดยลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 39%

“จากการติดตามข้อมูลเรื่องข้าวอย่างต่อเนื่องพบว่า การเพิ่มผลผลิตข้าวในจำนวนมากของเวียดนามไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดจากการทำนาด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมซึ่งเกิดจาก การใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง โดยเวียดนามใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมจากประเทศจีน สำหรับการปลูกข้าวในตอนเหนือของประเทศ” เอนก ศิลปพันธุ์ ระบุ

ท่ามกลางการแข่งขันที่ต้องช่วงชิงโอกาสเช่นนี้ ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การนำพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและให้ผลผลิตเพิ่มมาใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งจะทำให้ชาวนาผู้ผลิตข้าวสามารถมีรายได้จากการขายข้าวที่มีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยก็สามารถรักษาแชมป์ส่งออกข้าวไว้ได้ต่อไป

“พันธุ์ข้าว” ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอันดับแรกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและข้าวลูกผสม (Hybrid Rice) น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตข้าวที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม หากว่ามีพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดก็จะช่วยยกระดับการส่งออกข้าวไทยได้อีกขั้นหนึ่ง

หลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสม ได้แก่ จีน เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 1 ล้านตัน/ปี โดยปรากฏว่ากรมการข้าวมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 ตัน/ปี โดยมีปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการซื้อรวม 600,000 ตัน แต่เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ 265,000 ตัน แบ่งเป็นจากกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ 23 ศูนย์ 152,500 ตัน เอกชน 112,500 ตัน ซึ่งยังไม่พอจำหน่าย ขณะที่ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 800,000 ตัน เป็นเมล็ดพันธุ์ซึ่งชาวนาคัดสายพันธุ์เองและร้านค้ารายย่อยในท้องถิ่น ประมาณ 300,000 ตัน/ปี

การใช้พันธุ์ข้าวที่เก็บเองนำมาปลูกในปีถัดไปนั้นก่อให้เกิด ปัญหาผลผลิตต่ำ เมล็ดข้าวหัก มีรูปร่างไม่สวย ชาวนาจึงขายข้าว ได้ในราคาที่ต่ำ

พื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทยมีกว่า 60 ล้านไร่ แต่ผลผลิต อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีสาเหตุหลักที่สำคัญ เช่น ภัยธรรมชาติ โรคแมลงระบาด มีเมล็ดพันธุ์อื่นปน เป็นต้น ด้วยเหตุผลนี้ ข้าวลูกผสมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งเพิ่มผลผลิตข้าวให้กับชาวนาของประเทศ เนื่องจากข้าวลูกผสมมีคุณสมบัติให้ผลผลิต มากกว่าข้าวสายพันธุ์แท้ทั่วไปประมาณ 20% ต้านทานโรคและแมลง พร้อมทั้งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

“นอกเหนือจากการใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมมาเป็นปัจจัยในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้แก่ไทยแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิต ข้าวของไทย ควรประกอบด้วย 1. ต้องปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน 2. ต้องมีการจัดการเรื่องปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชที่ดี 3. ต้องมีการพัฒนาวิธีการปลูกแบบใหม่” เอนกย้ำความสำคัญ

ประการแรก ระบบชลประทานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการปลูกข้าว ต้องมีการจัดรูปที่ดินเพื่อทำการเกษตรและกำหนด พื้นที่ทำนาข้าวในเขตที่มีชลประทาน ทั้งนี้เพราะ “น้ำ” จำเป็นอย่างยิ่งต่อการปลูกข้าว ในพื้นที่ที่มีชลประทานจะสามารถทำนาข้าวได้ปีละ 2.5-3 ครั้ง ในหลายประเทศจึงมีกฎหมายบังคับ กำหนดพื้นที่ปลูกข้าวและจัดระบบชลประทานเข้าไปในพื้นที่นั้น เช่น ไต้หวัน หรือที่เวียดนามได้มีการกำหนดพื้นที่ทำนาข้าวในเขตที่มีชลประทาน

ประการต่อมาคือ เรื่องการใช้ปุ๋ย ต้องมีการใช้ปุ๋ยและยา อย่างมีประสิทธิภาพ ควรสนับสนุนให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้ประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้เพราะตามหลักธรรมชาติแล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์เท่ากับเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุเข้าไปในดิน และการใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสมก็จะช่วยฆ่าแมลง ช่วยลดโรคบางโรคเป็นการเพิ่มผลผลิตและทำให้ได้ข้าวคุณภาพดี

ประการสุดท้าย ต้องมีการพัฒนาวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งปัจจุบันการปลูกข้าวได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาก มีการใช้เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมดิน การเพาะกล้า การดำนา และการเก็บเกี่ยว นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพแล้วยังลดต้นทุนค่าแรงงานได้อีกด้วย ทำให้ชาวนาบางส่วนหันมาใช้เครื่องดำนา

การเพิ่มผลผลิตข้าวให้ทันกับความต้องการของตลาดโลก และก้าวทันการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 “พันธุ์ข้าว” จะมีความสำคัญมาก ขณะเดียวกันระบบชลประทานที่ดี การจัดการเรื่องปุ๋ย ยา รวมไปถึงวิธีการปลูกข้าว ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศไทย เพื่อให้ชาวนาไทยได้ยกระดับฐานะเป็นชาวนาที่มั่งคั่ง และไทยจะได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยและเติบโตอย่างยั่งยืน