วันพฤหัส, เมษายน 25, 2019
Home > Cover Story > เอกชนหวังรัฐบาลใหม่ สร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

เอกชนหวังรัฐบาลใหม่ สร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

หลังการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในรอบ 8 ปีของไทยผ่านพ้นไปไม่กี่วัน ดูเหมือนสถานการณ์การเมืองไทยที่มักจะถูกยึดโยงไว้กับความมั่นคงด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจระดับมหภาค จุลภาค อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การลงทุน ด้วยว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะสร้างความมั่นใจจนไปถึงสามารถกระตุ้นสัญญาณชีพของเศรษฐกิจไทยได้

หลายฝ่ายเรียกร้องให้ไทยมีการเลือกตั้งในเร็ววัน ด้วยหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะสามารถเปลี่ยนหน้าเศรษฐกิจได้ คงไม่ต่างอะไรกับนักพนันที่วาดฝันว่าไพ่ในมือของตนจะเปลี่ยนแต้มในยามเข้าตาจนให้สร้างความได้เปรียบมากขึ้น

แม้บางส่วนจะเห็นต่างว่า รัฐบาลทหารมีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือความสงบภายใต้กฎหมายข้อบังคับที่ถูกประกาศใช้ ขณะเดียวกันภายใต้สถานการณ์ความสงบที่ฉาบไล้อยู่เบื้องหน้านั้น กลับซ่อนเร้นคลื่นใต้น้ำที่รอวันกระเพื่อม

และถึงวันนี้ผลการเลือกตั้งที่ถูกเปิดเผยออกมาเกือบครบร้อยเปอร์เซ็นต์ หลายพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง กำลังพยายามอย่างหนักที่จะจับขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนว่าถึงเวลานี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นไปในรูปแบบใด เพราะความเป็นไปได้มีทั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมาก รัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย หรือท้ายที่สุดจบที่รัฐบาลเฉพาะกาล

แต่ถึงแม้จะยังไม่มีความแน่นอนในสถานการณ์การเมือง ทว่า ภาคเอกชนกลับแสดงความคิดความเห็น ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นน่าจะนำพาให้เศรษฐกิจไทยดำเนินไปข้างหน้าได้

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเมืองว่า “การเลือกตั้งอาจได้รัฐบาลผสม ซึ่งทำให้เกิดการยุบสภาบ่อยครั้ง แต่หากรัฐบาลใหม่มีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เศรษฐกิจน่าจะขับเคลื่อนไปได้ แต่อาจไม่ใช่ทิศทางที่สูงมาก การเติบโตของประเทศในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนี้ จะขยายตัวอยู่ในกรอบใกล้เคียง 4 เปอร์เซ็นต์ น่าจะมีโอกาสฟื้นตัวและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ”

หากดูตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในห้วงยามที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศด้วยทัศนคติที่เป็นกลาง ต้องยอมรับว่าความสงบที่เกิดขึ้นภายในบ้านเมืองทำให้ไทยก้าวห่างจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” และทำให้ GDP ขยับจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3.9 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่ผ่านมา

แม้การบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่ายเท่าใดนัก เพราะเศรษฐกิจในระดับจุลภาคยังดูขาดวิ่น และต้องอัดงบประมาณจำนวนมากในโครงการประชารัฐ กระนั้นการลงทุนของภาครัฐรวมไปถึงการเดินสายโรดโชว์โครงการสำคัญอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี ก็ช่วยสร้างความมั่นใจและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ธนวรรธน์ ยังมองว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี แม้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่มีความเข้มแข็งด้วยเสียงข้างมากในสภา น่าจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากมีนโยบายที่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 4-4.5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้

และยิ่งการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นเร็ว มีการนำเสนอนโยบายต่อสภาฯ เร็ว ยิ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะการลงทุนของภาครัฐจะยังผลให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดขึ้นในระนาบเดียวกัน นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกหนึ่งช่องทาง

ขณะที่การส่งออกสินค้าของไทยในช่วงต้นปี 2562 กลับขยายตัว 5.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่มีการส่งออกอาวุธ กระสุน และส่วนประกอบที่นำเข้ามาใช้ในการซ้อมรบเมื่อเดือนมกราคม 2562 กลับไปยังสหรัฐฯ

ทิศทางตัวเลขการส่งออกที่ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แม้จะอาศัยปัจจัยภายนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ ม.หอการค้ามองว่าสถานการณ์การเมืองไม่ว่าจะออกมาในรูปการณ์ใด คงไม่กระทบการค้าระหว่างประเทศ และคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวได้ 4 เปอร์เซ็นต์

แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกสินค้าไทยจะถูกปัจจัยภายนอกกดดัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเร่งนำเข้าสินค้าของจีนและสหรัฐฯ รวมไปถึงแนวโน้มราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะทำให้ตลอดไตรมาสที่ 1/2562 การส่งออกของไทยจะหดตัวในกรอบ -4.0 เปอร์เซ็นต์ ถึง -2.0 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ไทยน่าจะยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะความสงบสุขที่เป็นตัวแปรสำคัญ เมื่อไม่มีการเมืองนอกสภา ไม่มีการชุมนุมประท้วง น่าจะทำให้รายได้การท่องเที่ยว รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่ภาครัฐตั้งธงไว้ และน่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 40 ล้านคน ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อ GDP ของประเทศ

สำหรับการลงทุน ธนวรรธน์ มองว่ารัฐบาลใหม่ควรจะออกมาตรการการลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน และปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน หากสามารถควบคุมให้การเมืองนิ่ง นักลงทุนรวมไปถึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นปกติ โดยมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรมุ่งไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตร และรัฐบาลปัจจุบันจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปัญหาฝุ่น เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตได้

ไม่ใช่แค่ ม.หอการค้าเท่านั้นที่วิเคราะห์สถานการณ์และประเมินทิศทางการเมืองที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ เมื่อสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และหากรัฐบาลสานต่อนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จะช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ส่งผลให้การเจรจาการค้ากับต่างประเทศง่ายขึ้นตามไปด้วย นั่นเพราะไทยยังมีความจำเป็นต้องขยายตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป ที่เคยติดขัดมาโดยตลอด

รวมไปถึงภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นด้วย นักลงทุนไทยและต่างชาติจะยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจะถูกสานต่อ และเห็นว่า อีอีซี เป็นโครงการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยมั่นคงยั่งยืนมากขึ้นควรสานต่อ

ดูเหมือนว่า ภาคเอกชนจะให้ความสำคัญต่อ อีอีซี ไม่น้อย ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในช่วงที่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ จะขับเคลื่อนงานใน 2 ส่วนสำคัญที่จะเป็นเสาหลักของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี)

ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการสนามบินและเมืองการบินอู่ตะเภา รวมทั้งโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 หากทั้งหมดคัดเลือกผู้ประมูลและทำสัญญาได้ก็ทำให้โครงการที่เหลือของอีอีซีดำเนินไปได้ตามแผน

ดูเหมือนว่าเวลานี้คนไทยได้แต่นั่งรออย่างมีความหวัง ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้อุดมคติที่ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ คสช. และเดินหน้าเข้าสู่รูปแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว หรือรัฐบาลที่มีสายใยจากขั้วอำนาจปัจจุบันบริหารประเทศต่อไป ยังไม่มีคำตอบไหนชัดเจน

เรียกได้ว่าคนไทยยังต้องลุ้นกันจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย เมื่อทุกอย่างดูจะยึดโยงกับการเมืองไปเกือบทั้งหมด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *