วันเสาร์, กันยายน 22, 2018
Home > Cover Story > เปิดตัวมือบริหาร บวรพงศ์ “แม้ไม่ใหญ่ แต่งานนี้พี่ไม่ได้มาเล่นๆ”

เปิดตัวมือบริหาร บวรพงศ์ “แม้ไม่ใหญ่ แต่งานนี้พี่ไม่ได้มาเล่นๆ”

 
 
ท่ามกลางร้านรวงที่เต็มไปด้วยของเล่น ของสะสม และโมเดลคารัคเตอร์การ์ตูนชื่อดัง ทั้งจากฝั่งตะวันตก และฝั่งเอเชีย แม้มองดูภายนอกการทำงานท่ามกลางเหล่าการ์ตูนฮีโร่นั้น จะชวนให้รู้สึกถึงความเป็นเด็ก หรือให้อารมณ์สนุกอยู่ตลอดเวลา 
 
หากแต่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการพื้นที่บนห้างสรรพสินค้าอย่างเมก้า พลาซ่า สะพานเหล็กแห่งนี้ กลับดูน่าสนใจและยิ่งรู้สึกว่าผู้บริหารคนนี้ไม่ธรรมดา เมื่ออายุอานามของวัลลภ กมลวิศิษฎ์ ที่ผ่านฝนผ่านหนาวมาเพียง 27  ปีเท่านั้น 
 
แต่ความฉาดฉานในการแสดงออกเมื่อครั้งแถลงข่าวให้ข้อมูลทางธุรกิจกับสื่อต่างๆ บ่งบอกถึงประสบการณ์และความคิดที่อาจถูกส่งต่อมาจากฝั่งฟากของตระกูลกมลวิศิษฎ์ และเชื่อมประสานกับตระกูลวีรบวรพงศ์ ซึ่งทำให้วัลลภดูจะก้าวหน้ากว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน 
 
วัลลภ กมลวิศิษฎ์ บุตรชายของประดิษฐ์ และจรูญลักษณ์ กมลวิศิษฎ์ หลานชายของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หลังแต่งงานกับพัชรวดี วีรบวรพงศ์ บุตรของวรวิทย์ และพัชรา วีรบวรพงศ์ ทำให้วัลลภเข้ามามีบทบาทในการบริหารงานธุรกิจของตระกูลวีรบวรพงศ์มากขึ้น
 
ทั้งนี้วรวิทย์ วีรบวรพงศ์พ่อตาของวัลลภ เจ้าของธุรกิจแก๊สแอลพีจีและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 1.16 หมื่นล้านบาท ทั้งโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ศูนย์การค้าพาลาเดียม ประตูน้ำ และศูนย์การค้าเมก้า พลาซ่า สะพานเหล็ก ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การบริหารของวีรบวรพงศ์ทั้งสิ้น
 
วรวิทย์ วีรบวรพงศ์ส่งต่อการบริหารงานให้บุตรสาวและลูกเขย ซึ่งทำให้วัลลภนั่งแท่นรองกรรมการผู้จัดการบริษัท พรหมมหาราช พัฒนาที่ดิน จำกัด ผู้บริหาร “พาลาเดียม ไอที ประตูน้ำ” และได้รับการขนานนามว่า “แม่ทัพแห่งตลาดไอทีไทย ย่านประตูน้ำ และโรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ และยังทำหน้าที่ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท บวรพงศ์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้า เมก้า พลาซ่า สะพานเหล็ก
 
เมื่อปีที่แล้วบริษัทใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมพื้นที่ของพาลาเดียม ไอที ประตูน้ำ พื้นที่รวม 25,000 ตารางเมตร เพื่อให้เป็นแหล่งรวมสินค้าและบริการแบบครบวงจรด้านไอทีแห่งใหม่กลางกรุงเทพฯ 
 
“เราเน้นลงทุนระยะยาว ไม่ได้มองเพียงแค่ว่ามีเงินเพื่อการลงทุนระยะสั้น หวังเพียงแค่ผลกำไรหลังจากการลงทุน แต่เราต้องการความยั่งยืนทางธุรกิจ ไม่ใช่ทำธุรกิจตามกระแสที่รอวันเสื่อมความนิยม” วัลลภให้ทัศนะ
 
แม้ว่ารอบตัวของวัลลภจะอุดมไปด้วยเส้นสายทางธุรกิจ ที่น่าจะช่วยให้สายป่านและการทำงานในฐานะผู้บริหารนั้นง่ายขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากวิสัยทัศน์ที่วัลลภแสดงออกมา ทำให้เห็นว่านักธุรกิจหน้าใหม่รายนี้ไม่ธรรมดา
 
อีกทั้งการได้โอกาสเข้ามาบริหารงานที่จริงจังมากขึ้นอย่างศูนย์การค้าเมก้า พลาซ่า และเหมือนจะมีบทบาทมากกว่าพัชรวดี วีรบวรพงศ์ มีความเป็นไปได้ว่าวรวิทย์ วีรบวรพงศ์ น่าจะมองเห็นถึงศักยภาพของวัลลภ ที่เหมาะสมกับงานที่ต้องเผชิญ
 
ทั้งนี้วัลลภยังอธิบายถึงแผนงานธุรกิจที่กลุ่มโบ๊เบ๊กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงเวลานี้ว่า “บริษัทฯ มีนโยบายที่จะขยายธุรกิจด้วยการซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการขึ้นมาเอง รวมไปถึงการเทกโอเวอร์ธุรกิจและนำมารีโนเวตใหม่ อย่างที่ถนัด ซึ่งในขณะนี้กำลังดีลซื้อกิจการ บิ๊กคิงส์ บางใหญ่ แต่ยังติดปัญหาเรื่องการซื้อขายเล็กน้อย ทั้งนี้ยังต้องศึกษารายละเอียดต่อไปว่าจะพัฒนาไปเป็นธุรกิจประเภทใด เนื่องจากย่านบางใหญ่นั้นมีการแข่งขันด้านค้าปลีกที่สูงอยู่แล้ว เราคงหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางตรงทำในสิ่งที่เราถนัดดีกว่า”
 
วิสัยทัศน์ทางธุรกิจของวัลลภทำให้เรามองเห็นว่าจุดยืนของการทำธุรกิจจากตระกูลบวรพงศ์นั้น คือการสร้างความแตกต่างของประเภทธุรกิจ หรือหากจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันเรื่องราคาต้องโดดเด่นกว่าคู่แข่งขัน คือต้องทำราคาให้ต่ำกว่า ทั้งนี้วัลลภยังอธิบายเพิ่มเติมว่า “ยอมรับว่าการบริหารศูนย์การค้ามีความยากกว่าธุรกิจโรงแรมเพราะมีการแข่งขันสูง และในปีนี้ 2559 การเติบโตของธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มสูงขึ้น เรากำลังพิจารณาพื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณ 600-700 ล้านบาท”
 
ขณะที่โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ ที่ใช้งบลงทุนไปสูงถึง 4 พันล้านบาทและเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2556 นั้นได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า และมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 85-90 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการเป็นชาวต่างชาติจากกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย
 
ทั้งนี้กลุ่มโบ๊เบ๊ยังเปิดเผยรายได้ของปี 2558 ที่มีรายได้รวมประมาณ 1.8 พันล้านบาท ซึ่งมาจากธุรกิจโรงแรม 65 เปอร์เซ็นต์ และศูนย์การค้า 35 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากประเทศจีน ในลักษณะ Special Store ลงทุนภายใต้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเลือกใช้ทำเลย่านบางนา-ตราด กม. 26 และมีสัดส่วนการลงทุน 51 : 49  และยังตั้งเป้าหมายว่าปี 2559 จะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 พันล้านบาท
 
นับได้ว่าวัลลภสุภาพบุรุษจากตระกูลกมลวิศิษฎ์ที่เข้ามาบริหารงานธุรกิจของตระกูลวีรบวรพงศ์คนนี้ แม้ชั่วโมงบินจะยังไม่สูงเท่านักธุรกิจรายอื่นๆ หากแต่การหนุนหลังและการประคับประคองที่ได้รับจากทั้งสองครอบครัว น่าจะทำให้อนาคตในแวดวงธุรกิจของเขาไปได้ไกล