วันจันทร์, ตุลาคม 23, 2017
Home > PR News > เกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน แนวทางสู่ความยั่งยืน

เกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน แนวทางสู่ความยั่งยืน

 
 
สี่ปีที่ชาวบ้านชุมชนบ้านเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในโครงการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชุมชนบ้านเขาสมอคอน ได้ประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริมด้วยการทำนาและปลูกพืชแบบอินทรีย์โดยมุ่งหวังว่าวิถีเกษตรแบบอินทรีย์จะนำพาพวกเขาไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง 
 
ด้วยความทุ่มเทและความเอาใจใส่ของชาวบ้าน ประกอบกับความรู้ความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจจากบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ทำให้ชาวบ้านสามารถพัฒนาแบรนด์ข้าวสินเหล็ก “ข้าวกล้องอินทรีย์สินเหล็ก เขาสมอคอน” เป็นของตนเองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภัยแล้งทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวในปีนี้ จึงรวมกลุ่มกันปรับพื้นที่ทำนาให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม ริเริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน 
 
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรมอบรม ในหัวข้อ “การทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสานและการพัฒนาสินค้าเกษตรอย่างมืออาชีพ” ให้แก่ชาวชุมชนบ้านเขาสมอคอน เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเพิ่มความรู้และเกิดแรงบันดาลใจจากเกษตรกรผู้มากประสบการณ์ในการนำแนวทางไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์สภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการทำการเกษตรแบบพอเพียงเพื่อการจัดสรรที่ดินของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
 
อุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “บ้านปูฯ เชื่อว่า พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา การศึกษาและการเรียนรู้ คือพลังสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาที่ยั่งยืนของ “คน” และ “สังคม” ในระยะยาว 
 
ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนิน  “โครงการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนชุมชนบ้านเขาสมอคอน” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ตลอดจนพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
อุดมลักษณ์ยังกล่าวต่อว่า “หลังจากที่ชาวบ้านได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวกล้องแบบอินทรีย์ และการปลูกมะนาวนอกฤดูแล้ว บ้านปูฯ ยังมองต่อไปถึงการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านในชุมชนได้ต่อยอดความรู้เพื่อให้นำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่และผลิตภัณฑ์ของชุมชนเขาสมอคอน โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูทำนา เพื่อส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป เราได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านการลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ต้นด้วยตนเอง มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวชุมชน เพื่อที่จะแบ่งปันมุมมองและบทเรียนตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวบ้าน เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและการพัฒนาสินค้าเกษตรในระดับวิสาหกิจชุมชนให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ชาวบ้านกล้ามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากขึ้น” 
 
พนมเทียน ทองสิทธิ์ เกษตรกรเจ้าของสวนเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานกว่า 31 ไร่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และอดีตนักธรณีวิทยาฝ่ายสำรวจของ บมจ.บ้านปู ในฐานะผู้แบ่งปันประสบการณ์ในกิจกรรมครั้งนี้ เล่าว่า “เกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานเป็นระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยให้พืชแต่ละชนิดเกื้อกูลกันและกันให้มากที่สุด นอกจากความหลากหลายของพืชและสัตว์จะช่วยให้เกิดสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมและความอุดมสมบูณ์ของพื้นที่แล้ว การเกษตรที่หลากหลายยังเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ ลดการพึ่งพารายได้จากผลผลิตเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ช่วงที่ทำนาไม่ได้ ก็สามารถปลูกพืชที่ต้องการน้ำน้อยกว่าข้าว และนำสิ่งที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมาทำปุ๋ยโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี 
 
บุญชู คุ้มม่วง  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลเขาสมอคอน เล่าให้ฟังว่า 
 
“รู้สึกประทับใจกับกิจกรรมนี้ เพราะช่วยให้เห็นโอกาสที่จะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้จริง ต่อยอดจากการปลูกข้าวสินเหล็กและมะนาวนอกฤดู ในอนาคตอยากแปรรูปผลผลิตมะนาว ที่จะเริ่มตั้งแต่การปลูกแบบอินทรีย์และพัฒนามะนาวเป็นสินค้าโอทอป (OTOP) ต่อไป กิจกรรมนี้ยังเปิดกว้างให้ชาวบ้านได้คิดและเกิดความเชื่อมั่นว่าพวกเราก็สามารถทำได้ทั้งการเกษตรแบบผสมผสานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการสร้างประโยชน์จากที่ดินของตนได้มากขึ้น เพียงแต่ต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวที่ดี ซึ่งบ้านปูฯ ได้นำองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์มาให้และคอยให้คำปรึกษาอยู่เสมอ ที่สำคัญทุกกิจกรรมได้ช่วยพัฒนาต่อยอดความรู้ให้กับเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป”  
 
นอกเหนือจากการบรรยายให้ความรู้ด้านการทำเกษตรแบบผสมผสานแล้ว บ้านปูฯ ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน และการทำตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านได้เริ่มคิดถึงแผนประกอบอาชีพในอนาคต เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย 
 
อรุณ ศรีเสริม สมาชิกกลุ่มแม่บ้านทำขนมกล้วยกรอบแก้ว หมี่กรอบสมุนไพร กล่าวว่า หัวข้อการพัฒนาสินค้าเกษตรในด้านบรรจุภัณฑ์และการทำการตลาด ทำให้ตนเห็นภาพขั้นตอนการขอมาตรฐานต่างๆ อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะวิทยากรเป็นผู้รู้ที่ลงมือทำมาแล้วด้วยตนเอง มาให้คำปรึกษา ทั้งยังสาธิตและอธิบายขั้นตอนการทำอย่างละเอียดด้วย กิจกรรมของบ้านปูฯ ครั้งนี้ช่วยให้มองเห็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับตนเองและกลุ่มแม่บ้าน โดยมีแผนที่จะชักชวนสมาชิกในกลุ่มให้ไปจดทะเทียนรับรองต่างๆ กันอย่างจริงจังในเร็วๆ นี้
 
“บ้านปูฯ หวังว่ากิจกรรมส่งเสริมทักษะและความรู้ที่มอบให้ชาวบ้านจะสามารถช่วยให้ชาวบ้านยืนหยัดได้ด้วยตนเอง และมีการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น โดยความมุ่งหวังของบ้านปูฯ คือ การชี้แนวทางและมอบโอกาส ห้ชาวบ้านได้คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และลงมือทำด้วยตัวเอง เพราะสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดความภูมิใจต่อเนื่องไปสู่การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน”