วันเสาร์, กันยายน 21, 2019
Home > Life > หญิง vs ชาย … ใครทำอะไรได้ดีกว่ากัน

หญิง vs ชาย … ใครทำอะไรได้ดีกว่ากัน

 
Column: Well – Being
 
ธรรมชาติสร้างให้เพศหญิงแตกต่างจากเพศชายอยู่แล้ว แต่เมื่อตัดสินกันในแง่ความแข็งแรง ความสุข ความแข็งแกร่ง และความฉลาด คุณคิดว่าเพศใดเหนือกว่าหรือด้อยกว่ากัน เพราะอะไร นิตยสาร GoodHealth นำเสนอผลการศึกษาล่าสุดว่าด้วยสองเพศนี้
 
เพศชาย–จำทิศทางได้ดีกว่า
นักวิจัยกล่าวว่า ผู้ชายใช้ประโยชน์จาก “ทิศทั้งสี่” (ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก) ในการนำทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หมายถึงว่าพวกเขาเพียงมุ่งหน้าไปตามทิศที่คิดว่าเป็นจุดหมายปลายทาง และเปลี่ยนทิศขณะเดินทาง ซึ่งมักไปได้เร็วกว่าการเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดไว้เหมือนอย่างที่ผู้หญิงนิยมทำกัน
 
เวนดี รีด โค้ชของทีมโอเรียนเทียริงแห่งออสเตรเลีย (โอเรียนเทียริงเป็นกีฬาที่ต้องเดินทางด้วยเท้า โดยใช้แผนที่และเข็มทิศเป็นเครื่องนำทาง) กล่าวว่า “สิ่งที่ช่วยให้จำทิศทางได้ง่ายขึ้น คือต้องรู้ตัวว่าคุณถนัดคิดในเชิงตัวเลข หรือรูปภาพ หรือคำพูด” เช่น ถ้าคุณเป็นนักคิดเชิงตัวเลข ให้เดินตามตัวเลขถนน อย่างไฮเวย์หมายเลข 1 ไปยังถนนสาย 4 แต่ถ้าเป็นนักคิดเชิงรูปภาพ ให้ใช้จุดที่เป็นที่สังเกตเป็นเครื่องนำทาง เช่น เลี้ยวซ้ายตรงโบสถ์ ขณะที่นักคิดเชิงคำพูด ตอบสนองกับชื่อถนนได้ดีที่สุด”
 
เพศหญิง–จดจำสิ่งที่ต้องทำได้ดีกว่า 
แม้ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่ ดร.มุยเรียนน์ ไอริช นักประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดจากสถาบันวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า อาจเป็นเพราะผู้หญิงมักต้องทำงานในลักษณะที่ต้องใช้ความจำชนิดนี้มากกว่าผู้ชาย เช่น การติดตามตารางนัดหมาย หรือการตรวจตราว่ามีอะไรอยู่ในตู้บ้าง “เท่ากับว่าผู้หญิงได้รับการฝึกฝนด้านนี้มากกว่า”
 
เมื่อมีความจำด้านนี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะใช้หรือปล่อยให้สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย ดร.ไอริชแนะนำให้เลิกพึ่งโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อัตโนมัติอื่นๆ ในการช่วยจดจำสิ่งต่างๆ แล้วหันมาใช้สมองแทน ถ้าคุณต้องจดจำสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ให้พยายามจำและทำให้ได้ในเวลาที่คุณไม่ยุ่งกับงาน เพราะ “สมองที่ยุ่งเหยิงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบความจำของเรา”
 
เพศชาย–รักษาความอบอุ่นได้ดีกว่า
ศาสตราจารย์ไนเจล เทย์เลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย อธิบายว่า ประเด็นนี้ “เกี่ยวข้องกับความแตกต่างของการกระจายไขมันในร่างกาย”
 
เมื่อผู้ชายและผู้หญิงสัมผัสกับความเย็น ร่างกายต่างลดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนัง แต่ในผู้หญิง เส้นเลือดหลบอยู่หลังไขมันในร่างกายตามธรรมชาติ เป็นสาเหตุให้ผิวหนังชั้นบนสุดเย็นลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มส่งสัญญาณว่า “ฉันหนาว” ขณะที่ในผู้ชายกลับมีเส้นเลือดอยู่ชิดติดกับผิวหนังชั้นบนมากกว่า จึงทำให้ผิวหนังของพวกเขาอุ่นกว่า และร่างกายรู้สึกอบอุ่นกว่าโดยธรรมชาติ
 
ดร.เทย์เลอร์กล่าวว่า โชคร้ายที่ผู้หญิงไม่สามารถแก้ไขภาวะทางชีววิทยาขั้นพื้นฐานได้ มีเพียงการสวมใส่เสื้อผ้าให้หนาขึ้นเท่านั้นที่ช่วยได้ ที่ควรจำอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้หญิงรู้สึกสบายที่สุดขณะอยู่ในอุณหภูมิห้องราว 24–25 องศาเซลเซียส ขณะที่ผู้ชายชอบอุณหภูมิต่ำกว่านี้อีก 2.5 องศาเซลเซียสโดยประมาณ
 
เพศหญิง–รับมือไข้หวัดใหญ่และหวัดดีกว่า
ผู้หญิงไม่เพียงรับมือกับอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าผู้ชาย ยังมีอาการอื่นอีกมากที่เราต้องเผชิญเมื่อเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสอย่างเดียว แต่จากสารไซโตคินส์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ร่างกายของเราพยายามต่อสู้กับโรค โดยผู้หญิงผลิตสารไซโตคินส์น้อยกว่าผู้ชาย “การผสมผสานนี้หมายความว่าผู้หญิงใช้เวลาป่วยน้อยกว่าผู้ชาย และรู้สึกไม่สบายตัวน้อยกว่าด้วย” ดร.ราโมนา สก็อตแลนด์ จากมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งกรุงลอนดอนสรุป
 
แนะนำให้ทำซุปไก่ไว้บริโภค เพราะพิสูจน์แล้วว่าซุปไก่สามารถสกัดกั้นการเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกายของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งก่อให้เกิดอาการหวัด ทำให้เกิดผลต่อร่างกายลดลง
 
เพศหญิง–ได้ยินดีกว่า
ผู้ชายมักอยู่กับเสียงดังบ่อยกว่า ไม่ว่าในที่ทำงาน หรือการทำงานอดิเรก หรือการซ่อมรถยนต์ หมายความว่าพวกเขาเริ่มสูญเสียการได้ยินเร็วกว่าผู้หญิงมาก
 
หากไม่ต้องการเกิดปัญหาการได้ยิน ให้ลดการอยู่กับเสียงดัง เช่น ถ้าคุณชอบสวมใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงโปรดขณะออกไปวิ่งหรือเดินนอกบ้าน พึงระวังอย่าให้ระดับเสียงสูงกว่าร้อยละ 80 ของระดับเสียงสูงสุด และจำกัดเวลาฟังอยู่ที่วันละ 1.5 ชั่วโมงโดยประมาณ ดร.อลิซาเบธ บีช จากเนชันแนล อะคูสติ
 
แล็บบอราทอรีในซิดนีย์ ยังแนะนำให้อยู่ห่างจากต้นกำเนิดเสียงให้มากที่สุด เช่น ถ้าคุณอยู่ในห้องออกกำลังกายที่เปิดเพลงเสียงดัง ให้ดูว่าลำโพงอยู่ที่ไหน และอยู่ให้ห่างจากลำโพงออกมาให้มากๆ 
 
เพศชาย–ลดน้ำหนักได้ดีกว่า
ที่เป็นอย่างนี้มีสาเหตุมากมาย แต่หนึ่งในการค้นพบใหม่ล่าสุดคือ พีโอเอ็มซี เปปไทด์ในผู้ชายทำงานได้ดีกว่าผู้หญิง พีโอเอ็มซี เปปไทด์เป็นสารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร เร่งกระบวนการเผาผลาญ และมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกที่กระตุ้นให้เคลื่อนไหวมากขึ้น 
 
ผู้หญิงจึงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับอาหาร ผลการวิจัยใหม่ระบุว่า ให้หลีกเลี่ยงการบริโภคคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 90 นาทีหลังออกกำลังกาย ถ้าทำได้ผู้หญิงจะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นร้อยละ 22
 
ดร.อดัม คอลลินส์ หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ร่างกายของผู้หญิงไม่สามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าผู้ชาย แต่เผาผลาญไขมันได้ดี ดังนั้น หากรีบบริโภคคาร์โบไฮเดรตหลังออกกำลังกายเร็วเกินไป จะขัดขวางการเผาผลาญไขมันที่ควรจะทำได้ดีในช่วงเวลานี้
 
เพศชาย–สลัดความกังวลได้ดีกว่า
สารสื่อประสาทเซโรโทนินมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความวิตกกังวล และผู้ชายมีความสามารถมากกว่าผู้หญิงในการนำเซโรโทนินในสมองของตนกลับมาใช้ใหม่
 
แต่เราเพิ่มระดับเซโรโทนินตามธรรมชาติได้ ด้วยการบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยสร้างสารเซโรโทนิน รวมทั้งการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ เช่น การกระดิกขา นอกจากนี้ สมุนไพรอย่างแซฟฟรอนก็มีคุณสมบัติเพิ่มขีดความสามารถในการนำเซโรโทนินในสมองกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ร่างกายมีสารสื่อประสาทนี้อยู่ในระดับสูงอยู่เสมอ
 
เอมิลี โฮล์ม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า การดูแลระบบย่อยอาหารให้แข็งแรงอยู่เสมอ ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนินในลำไส้ได้เช่นกัน
 
เพศชาย–ทนเจ็บปวดได้ดีกว่า
การที่ผู้ชายทนความเจ็บปวดได้ดีกว่า อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดและจดจ่อกับความเจ็บปวดน้อยกว่า การที่เราคิดถึงความเจ็บปวดมากขึ้น เป็นการตอกย้ำความคิดในสมองว่า นั่นคือการคุกคาม และกระตุ้นให้เราจดจ่อกับความเจ็บปวดนั้นบ่อยครั้งขึ้น
 
ดร.เจมส์ แม็คออลีย์ จากสถาบันวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์แห่งออสเตรเลีย แนะนำให้เริ่มบอกตัวเองว่า สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายเพียงใดเมื่อคุณเครียด วิตกกังวล หรือว้าวุ่นใจ ให้หาวิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งช่วยให้คุณรับมือกับความเจ็บปวดได้ด้วย
 
เพศหญิง–วิ่งระยะไกลได้ดีกว่า
บทวิเคราะห์ผลการวิ่งมาราธอนเดนมาร์กระบุว่า ผู้ชายอาจวิ่งได้เร็วกว่า แต่ผู้หญิงกลับรักษาระยะก้าวของการวิ่งระยะไกลได้ดีกว่าเกือบร้อยละ 19
 
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฝึกวิ่งเร็วสัปดาห์ละครั้ง และฝึกวิ่งเร็วจี๋นาน 2 นาที สลับกับการวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ หรือเดินอีก 2–3 นาที สลับกันไปมา