วันพุธ, สิงหาคม 23, 2017
Home > On Globalization > สุขาภิบาล หนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่ควรมองข้าม

สุขาภิบาล หนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่ควรมองข้าม

Column: Women in Wonderland

ปี 2015 องค์การสหประชาชาติได้มีการกล่าวถึงในรายงานประจำปี เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในการดื่มน้ำที่สะอาดและมีสุขาภิบาลที่ดี องค์การสหประชาชาติมองว่า เรื่องสุขาภิบาลที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ ในปัจจุบันมีคนกี่คนที่ถูกบังคับให้ต้องขับถ่ายในสถานที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือปัสสาวะใส่กระป๋องหรือถุงพลาสติกในแต่ละวัน สถานการณ์ที่ถูกบังคับนี้ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายในสังคม

การไม่มีสุขาภิบาลที่ดีพอในสังคมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมของเราไม่สามารถส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศในสังคมได้ เพราะแค่การใช้ห้องน้ำยังไม่มีความเท่าเทียม เรื่องนี้ทุกประเทศควรจะให้ความสำคัญและใส่ใจในการแก้ไขปัญหา

ในรายงานขององค์การสหประชาชาติในปี 2015 พบว่า มีคนมากกว่า 2.4 พันล้านคนทั่วโลกที่มีสุขาภิบาลไม่ดี จากการใช้ห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ องค์การสหประชาชาติยังมีรายงานเพิ่มว่ามีประชาชนมากกว่าพันล้านคนที่ต้องขับถ่ายในที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และนี่ก็จะส่งผลให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นโรคขาดสารอาหารและโรคท้องร่วงได้

องค์การสหประชาชาติพูดถึงห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะคือห้องน้ำที่ไม่สามารถกำจัดของเสียได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ของเสียที่ถูกขับถ่ายออกมาจะกลับมาปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ และทำให้ไม่มีน้ำดื่มที่สะอาดสำหรับดื่มกินในสังคม

นอกจากนี้คำว่าสุขาภิบาล (Sanitation) ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่ห้องน้ำที่สะอาด มีการปกปิดมิดชิดเมื่อต้องทำธุระส่วนตัวเท่านั้น แต่การมีสุขาภิบาลที่ดียังรวมไปถึงการรวบรวมของเสีย การขนส่งของเสียจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเพื่อขจัดของเสียเหล่านี้ และยังรวมไปถึงการดูแล การกำจัดหรือการนำของเสียเหล่านี้มาใช้ใหม่ ทั้งจากของเสียที่มาจากการขับถ่ายออกมาจากร่างกายมนุษย์และจากการใช้สิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขาภิบาล อย่างเช่นกระดาษชำระและผ้าอนามัย เป็นต้น ซึ่งวิธีการและขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้จะต้องทำอย่างถูกต้อง เพราะถ้าหากมีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งผิดพลาดขึ้นมาก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนในสังคมและสิทธิของพวกเขา

จากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 70/169 ได้มีการประกาศให้ทุกคนมีสิทธิในสุขาภิบาล โดยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่ดีได้ตลอดชีวิต สุขาภิบาลที่ดีในที่นี้หมายถึงการใช้ห้องน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีความปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว และเป็นห้องน้ำที่มีลักษณะที่ได้รับการยอมรับในสังคมนั้นๆ นอกจากนี้สิทธิในการมีสุขาภิบาลที่ดีควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญ เทียบเท่ากับความสำคัญในการมีอาหารที่เพียงพอและมีบ้านอยู่ในสังคม

ปัญหาเรื่องสุขาภิบาลเป็นปัญหาที่ทุกคนมองข้ามรวมถึงองค์การสหประชาชาติเองด้วย เพราะในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) หนึ่งในเป้าหมายนี้คือ การมีน้ำดื่มที่สะอาดสำหรับทุกคน เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2000 ถึงปี 2015 แต่ไม่มีการพูดถึงการมีสุขาภิบาลที่ดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมีแหล่งน้ำที่สะอาดในสังคมสำหรับดื่มกินและใช้ จนกระทั่งในปี 2010 ที่องค์การสหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสุขาภิบาล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้การพัฒนาในเรื่องสุขาภิบาลเป็นไปแบบช้าๆ และส่งผลให้มีประชาชนมากกว่าพันล้านคนที่มีสุขาภิบาลไม่ดีจากการใช้ห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทในประเทศต่างๆ

ต่อมาในเดือนกันยายน ปี 2015 สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป้าหมายนี้จะต้องทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ภายในปี 2030 หนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ รับรองการมีน้ำสะอาดใช้ และการจัดการน้ำและสุขาภิบาล หนึ่งในเป้าประสงค์ของเป้าหมายนี้คือ การที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่ดีได้ภายในปี 2030 และจะต้องไม่มีการขับถ่ายในสถานที่เปิด อย่างเช่นข้างถนน ข้างแม่น้ำ ริมทางรถไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเด็กผู้หญิงและผู้หญิงที่จำเป็นต้องใช้ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องสุขภาพในอนาคตจากการใช้สุขาภิบาลที่ไม่ดีพอ

องค์กร Human Rights Watch ได้ทำการศึกษาเรื่องของสุขาภิบาลในโรงเรียน บ้าน สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล บ้านพักสำหรับคนพิการ ที่คุมขังผู้ต้องหา คุก และค่ายอพยพในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา พบว่ามี 4 ปัญหาใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

(1) รัฐบาลส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขาภิบาลเท่าที่ควร ทำให้ห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ยังไม่ถูกสุขลักษณะ (2) เนื่องจากห้องน้ำส่วนใหญ่ยังไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เด็กผู้หญิง ผู้หญิง และคนพิการมีปัญหาในการเรื่องของความสะอาด โดยเฉพาะตอนที่มีประจำเดือน (3) ผู้หญิง เด็กหญิง และคนที่แปลงเพศ มักจะรู้สึกอับอาย ถูกล้อเลียนหรือได้รับความรุนแรงจากการใช้ห้องน้ำที่ไม่มีความปลอดภัยและไม่มีความเป็นส่วนตัว และ (4) ห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะโดยเฉพาะในสถานที่คุมขัง ที่มักจะไม่มีความเป็นส่วนตัว จะนำไปสู่ปัญหาต่อไปในเรื่องของการกีดกันสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกคุมขัง

ปัญหาเรื่องสุขาภิบาลเป็นปัญหาของทุกประเทศที่ต้องการการแก้ไข โดยเฉพาะสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทในประเทศกำลังพัฒนา แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่มีปัญหาเรื่องสุขาภิบาล

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องของสุขาภิบาล คนอเมริกันไม่ได้มีปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ แต่พวกเขามีปัญหาในเรื่องการซื้อผ้าอนามัย สบู่ และกระดาษชำระสำหรับใช้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน

เมื่อปี 2012 องค์กร Feeding America ทำการสำรวจครอบครัวในอเมริกาในทุกชนชั้นเกี่ยวกับการซื้อของใช้ในบ้าน ซึ่งในรายงานนี้พบว่า กระดาษชำระ สบู่ และผ้าอนามัย เป็นของสำคัญที่ต้องมีติดบ้านสำหรับคนทุกชนชั้น ซึ่งนี่หมายความว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ควรจะมีราคาแพง และคนทุกชนชั้นมีกำลังพอที่จะหาซื้อมาใช้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผ้าอนามัยเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างแพงทำให้คนที่รายได้น้อยไม่สามารถซื้อผ้าอนามัยมาใช้ได้

นอกจากนี้ในปี 2009 องค์การ Human Rights Watch ได้มีการเผยแพร่เอกสารว่า ในสถานที่กักกันผู้อพยพในอเมริกา ปัญหาความไม่เพียงพอของผ้าอนามัยเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะผู้หญิงที่ถูกกักกันอยู่เมื่อมีประจำเดือน จะได้รับผ้าอนามัยเพียงแค่วันละ 2 แผ่นเท่านั้น และไม่สามารถที่จะขอเพิ่มมากกว่านี้ได้ ผู้หญิงหลายคนได้บอกเล่าว่า ผ้าอนามัยเพียงแค่ 2 แผ่นต่อหนึ่งวันนั้นไม่เพียงพอ โดยเฉพาะวันแรกๆ ที่มีประจำเดือน ทำให้หลายครั้งพวกเธอต้องปล่อยให้ประจำเดือนเปื้อนเสื้อผ้า ที่ร้ายแรงยิ่งไปอีกคือ ไม่สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ หรือบางคนเมื่อไม่มีผ้าอนามัยมาใช้ ก็จำเป็นที่จะต้องนั่งอยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงๆ เพราะพวกเธอไม่สามารถหาผ้าอนามัยมาใช้ได้

เรื่องนี้ทำให้ผู้แทนผู้หญิงทั้งหมดของรัฐนิวยอร์กในสภาคองเกรสต้องการผ่านกฎหมายที่ให้ประชาชนทุกคนสามารถซื้อผ้าอนามัยมาใช้ได้เป็นประจำทุกเดือนเมื่อมีประจำเดือน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Grace Meng ได้นำเสนอร่างกฎหมายต่อสภาคองเกรสในการทำให้ผ้าอนามัยมีราคาถูกลง เพื่อให้ผู้หญิงในทุกชนชั้นสามารถซื้อมาใช้ได้

ร่างกฎหมาย the Menstrual Equality for All Act of 2017 กำหนดให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยจะได้รับการคืนภาษีจากการซื้อสินค้าพวกผ้าอนามัย สบู่ และกระดาษชำระในขณะเดียวกันบริษัทใดก็ตามที่มีลูกจ้างมากกว่า 100 คนขึ้นไป บริษัทจะต้องจัดหาผ้าอนามัย และกระดาษชำระสำหรับพนักงานไว้ใช้ในที่ทำงาน โดยที่บริษัทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ในคุก สถานกักกัน หรือตามทัณฑสถานต่างๆ ที่มีนักโทษหญิงจะต้องมีสินค้าเหล่านี้สำหรับไว้ใช้ตลอดเวลาที่มีการร้องขอ โดยที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทั้งหมด

เมื่อปี 2016 กฎหมายฉบับนี้ได้มีการประกาศใช้แล้วในรัฐนิวยอร์ก โดยผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก Bill de Blasio ได้ประกาศให้โรงเรียนรัฐ บ้านพักฉุกเฉิน และสถานกักกัน รวมไปถึงคุกในรัฐนิวยอร์ก จะต้องให้บริการกระดาษชำระ สบู่ และผ้าอนามัยสำหรับทุกคนที่อยู่หรือทำงานในสถานที่เหล่านี้ โดยที่ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่จำกัดจำนวน และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ถ้าในที่สุดกฎหมาย the Menstrual Equality for All Act of 2017 สามารถผ่านสภาคองเกรสและประกาศใช้ได้ ก็น่าจะมีผู้หญิงและเด็กหญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ การรักษาความสะอาดเมื่อมีประจำเดือนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากรักษาความสะอาดไม่ดีพอก็จะส่งผลต่อสุขภาพในอนาคต ดังนั้น เรื่องสุขาภิบาลและการมีผ้าอนามัยในจำนวนที่เพียงพอใช้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสุขภาพของผู้หญิงและเด็กหญิง และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม

Photo Credit: http://www.freeimages.com/photo/old-toilet-1510237