วันเสาร์, พฤศจิกายน 16, 2019
Home > Life > สัญญาณติดเชื้อสเตฟที่พึงระวัง

สัญญาณติดเชื้อสเตฟที่พึงระวัง

Column: Well – Being

เป็นไปได้ว่า ณ เวลานี้ มีโอกาสที่แบคทีเรียกลุ่มสเตฟฟิโลคอคคัสปักหลักอาศัยอยู่ในรูจมูกของคุณราวร้อยละ 30 เลยทีเดียว

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะหงุดหงิดใจ สเตฟฟิโลคอคคัสเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีมากกว่า 30 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ “อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน” เพราะมันมีความเป็นมิตรมากพอที่จะอาศัยอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ทั้งนี้เป็นคำอธิบายของ ดร.พอล เฟย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แผนกพยาธิวิทยาและจุลชีววิทยาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเนบราสกา “ คุณสามารถพบเชื้อสเตฟในจมูก บนผิวหนัง และบางครั้งก็ในเยื่อเมือกของอวัยวะอื่นๆ เช่น ที่ทวารหนัก”

ขณะที่เบคทีเรียสเตฟเป็นเหมือนแขกที่ปักหลักเฉพาะที่อยู่ในร่างกายของเรา มันสามารถเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและความเจ็บป่วยได้ ถ้ามันเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มันไม่สมควรเข้าไปอยู่ ดร.เฟย์กล่าวว่า การติดเชื้อสเตฟมีหลายชนิดและแสดงอาการแตกต่างกัน

“การติดเชื้อสเตฟที่พบมากที่สุดคือ เมื่อมีรอยแผลที่ผิวหนัง ทำให้เชื้อสเตฟมีทางเข้าไปจนเกิดการติดเชื้อได้” นพ.โจชัว ซีคเนอร์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยเครื่องสำอางและทางคลินิก สาขาวิชาโรคผิวหนังแห่งโรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย อธิบาย “ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นหลังจากถูกมีดบาด และเกิดรอยขีดข่วน เป็นแผลหลังโกนหนวด หรือแม้แต่เมื่อผิวหนังเปิดเพราะโรคน้ำกัดเท้า”

นอกเหนือจากภาวะติดเชื้อเฉพาะที่เล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื้อสเตฟยังเป็นสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยาในระบบภูมิคุ้มกันขั้นรุนแรง ไปจนถึงการติดเชื้อที่รู้จักกันว่า “ภาวะติดเชื้อ” นพ.แกรี โกลเดนเบิร์ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกว่าด้วยโรคผิวหนังของคณะแพทยศาสตร์อิคาห์นแห่งโรงพยาบาลเมาต์ ไซนาย อธิบาย “คนอาจตายได้จากการติดเชื้อสเตฟ ถ้ามันเข้าสู่กระแสเลือด หรือติดเชื้อที่อวัยวะภายใน”

นิตยสาร Prevention เปิดเผยสัญญาณการติดเชื้อสเตฟที่คุณพึงระวังดังนี้

ตุ่มหนอง
ดร.เฟย์กล่าวว่า ผิวหนังอักเสบหรือเป็นตุ่มหนอง เป็นการติดเชื้อสเตฟชนิดที่รู้จักกันดีที่สุด “สมมุติคุณถูกยุงกัดที่แขน และคุณมีเชื้อสเตฟอยู่บนนิ้ว เพราะคุณเพิ่งแคะจมูกหรือสัมผัสจมูก” ถ้าคุณเอามือไปเกาตรงรอยยุงกัดหรือที่อื่นที่ผิวหนังเปิดและเป็นแผลอยู่ แบคทีเรียสเตฟบนนิ้วของคุณสามารถเข้าสู่บาดแผลนั้น ก่อให้เกิดตุ่มหนองแดงที่ปวดมาก มันอาจพัฒนาเป็นกลุ่มของตุ่มพุพองที่เรียกว่า โรคแผลพุพองได้

การติดเชื้อที่ผิวหนัง
จริงๆ แล้วแบคทีเรียสเตฟเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียผิวหนังชนิดร้ายแรง ดร.โกลเดนเบิร์กกล่าวว่า “มันสามารถเกิดกับคนแข็งแรงหรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็ได้”

เขายังอธิบายต่อไปว่า สเตฟมักเข้าสู่ผิวหนังผ่านบาดแผลหรือผื่นผิวหนังอักเสบ และทำให้เกิดการติดเชื้อเฉพาะที่ นำไปสู่ภาวะผิวหนังอักเสบ ซึ่งสังเกตได้จากผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมีสีแดง บวม และร้อน เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ พบได้มากที่สุดบริเวณเท้า ใบหน้า หรือแขน

อาหารเป็นพิษ
ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า แบคทีเรียจะขยายตัวเพิ่มจำนวนและสร้างพิษขึ้น พิษนี่เองที่ทำให้คุณป่วย อาจก่อให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง โดยเฉพาะในช่วง 30 นาทีถึง 8 ชั่วโมงหลังการย่อยอาหารปนเปื้อนดังกล่าว

วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงอาการอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับเชื้อสเตฟ คือ ให้แน่ใจว่าจัดการกับอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่น อาหารร้อนควรเก็บที่อุณหภูมิ 140 องศาฟาเรนไฮต์หรือสูงกว่านั้น และอาหารเย็นที่ 40 องศาฟาเรนไฮต์หรือต่ำกว่า และแน่นอนว่าไม่มีอะไรเสียหายที่คุณจะหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนทำหรือกินอาหาร

มีไข้และความดันโลหิตต่ำ
ดร.เฟย์กล่าวว่า ในบางกรณีเชื้อสเตฟสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ โดยมากมักเกิดกับผู้อยู่ในระหว่างเข้ารับการผ่าตัดและอยู่ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ภาวะนี้ทำให้การติดเชื้อในกระแสเลือดที่เรียกว่า “แบคทีเรเมีย” ซึ่งช่วงเริ่มต้นทำให้มีไข้และความดันโลหิตต่ำ ทันทีที่เข้าสู่กระแสเลือด

เชื้อสเตฟนี้สามารถแพร่เข้าสู่หัวใจ กระดูก และอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น ปอดบวม หรือการติดเชื้อในกระดูกที่เรียกว่า “กระดูกอักเสบติดเชื้อ” (osteomyelitis) ทำให้บริเวณที่ติดเชื้อบวมหรือร้อน

แบคทีเรเมียยังนำไปสู่การติดเชื้อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบจากแบคทีเรีย (endocarditis) มีอาการต่างๆ เช่น จับไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกตอนกลางคืน ปวดตามข้อ ผิวหนังซีดเซียว และอ่อนแอ อาการเหล่านี้สามารถพัฒนาอย่างช้าๆ หรือเฉียบพลัน หรือเป็นๆ หายๆ

อาการท็อกซิกช็อก (Toxic Shock Syndrome)
เมื่อพิษที่เชื้อสเตฟสร้างขึ้นก่อตัวและสะสมมากขึ้น สามารถนำไปสู่ภาวะโลหิตเป็นพิษที่เรียกว่า Toxic Shock Syndrome (TSS) ทำให้มีไข้เฉียบพลัน อาเจียน หรือท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และมีผื่นแดงคล้ายแดดเผาบริเวณฝ่ามือและส้นเท้า

ภาวะติดเชื้อ
ดร.โกลเดนเบิร์กกล่าวว่า ถ้าปล่อยให้การติดเชื้อสเตฟที่ผิวหนังดำเนินไปโดยไม่รักษา ท้ายที่สุด เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและนำไปสู่ภาวะติดเชื้อ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอย่างเข้มข้นของระบบภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อที่ส่งสารเคมีอักเสบเข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะภายในอื่นๆ ภาวะนี้สามารถขัดขวางการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้อวัยวะหยุดทำงาน อาจเสียชีวิตได้ ผู้อยู่ในภาวะติดเชื้ออาจมีอาการดังต่อไปนี้หนึ่งอาการหรือมากกว่า
– อัตราการเต้นของหัวใจสูง
– มีไข้หนาวสั่น
– สับสนหรือเวียนศีรษะ
– หายใจหอบ, หายใจขัด
– ปวดขั้นรุนแรงหรือไม่สบายตัว
– ผิวชื้นด้วยเหงื่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *