วันพุธ, มีนาคม 29, 2017
Home > Recreation > Design by Style > สวนสวรรค์ฝีมือยอดดีไซเนอร์ Oscar de la Renta

สวนสวรรค์ฝีมือยอดดีไซเนอร์ Oscar de la Renta

 

“ผมรู้ตัวว่าเป็นคนชอบควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่น่าแปลกที่ผมชอบเคลื่อนย้ายโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา”

Oscar de la Renta นักออกแบบแฟชั่นชื่อก้องโลกอธิบายแนวทางการทำสวนด้วยวิธีเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง ซึ่งสืบเนื่องจากลักษณะนิสัยและธรรมชาติของตัวเขานั่นเอง เขามีความสุขกับการได้พูดถึงร้านกล้วยไม้พันธุ์แวนด้า หรือเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นด็อกวูด (ต้นไม้ที่มีดอกสีเขียวขาวและลูกสีม่วง)… เหล่านี้คือรางวัลแห่งการทุ่มเททำสวนอย่างหนัก

แม้จะโลดแล่นอยู่บนความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ระดับโลก De la Renta ก็ยังให้เวลาและให้ความสำคัญกับการสวมเสื้อเชิ้ตโปโลเก่าๆ กับกางเกงขาสั้นสีกากี เพื่อลงสวนกับเหล่าคนงาน แล้วมุ่งมั่นกับงานทำสวนที่มีตั้งแต่งานตัด งานขุด และงานรดน้ำ โดยมีAnnette ภรรยาคู่ชีวิตอยู่เคียงข้างเสมอ เห็นได้จากฉายาที่เธอถูกเพื่อนๆ กระเซ้าเย้าแหย่ว่าเป็น “เหล็กคุ้ยหญ้า” ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ปัจจุบันทั้งคู่เดินทางไปมาระหว่างอพาร์ตเมนต์ที่แมนฮัตตันกับบ้านพักตากอากาศสองแห่งที่ธรรมชาติขยันสร้างปัญหาสารพัดอย่างให้พวกเขาคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา บ้านพักตากอากาศแห่งแรก ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจีที่คอนเนตทิคัท อีกแห่งหนึ่งอยู่ริมทะเลที่สาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนักออกแบบชื่อดังวัย 80 ปีนั่นเอง

De la Renta มีความสุขกับบ้านพักตากอากาศทั้งสองแห่งก็จริง แต่ยอมรับว่าสวนสวรรค์ที่บ้านเกิดชนะใจเขาอย่างไม่มีข้อแม้

อันที่จริงนักออกแบบสายเลือดโดมินิกันเคยมีบ้านพักตากอากาศที่บ้านเกิดมาแล้วตั้งแต่ปี 1971 ครั้งนั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจ จากบ้านไทย ทำให้รีสอร์ตที่ Casa de Campo เต็มไปด้วยร้านกล้วยไม้และไม้ตัดดอกที่ให้กลิ่นหอมชวนหลงใหล อาทิ ดอกพุด กระดังงา และซ่อนกลิ่น ขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีและราบรื่น บรรดาเพื่อนบ้านของเขากลับเปลี่ยนรสนิยมจากการเป็นนักนิยมธรรมชาติมาเป็นนักธุรกิจสร้างสนามกอล์ฟกันดาษดื่น ทำให้เขาต้องล้มเลิกโครงการไปโดยปริยาย

ปลายทศวรรษ 1990 De la Renta กับเพื่อนอีกสองสามคน ค้นพบชายหาดทางชายฝั่งตะวันออกของโดมินิกันที่ธรรมชาติยังคงความงดงามยังไม่ถูกทำลาย จึงเข้าหุ้นกันพัฒนาเขตบ้านพักอาศัย ขึ้นที่ Punta Cana ซึ่งเขามีโอกาสนำประสบการณ์ที่เคยคร่ำหวอด กับรีสอร์ตแถบชายฝั่งทางใต้ของประเทศมานานนับสิบปี มาเริ่มต้นโครงการแถบชายฝั่งตะวันออกอีกครั้ง

“ผมคิดว่าสามารถสร้างอุทยาน Casa de Campo ขึ้นมาอีกครั้งที่นี่”

De la Renta อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเขากับภรรยาตัดสินใจ ซื้อที่ดินผืนนี้อยู่ในสภาพเป็นป่ารกที่มีต้นไม้เนื้อแข็งขึ้นสะเปะสะปะ บริเวณโดยรอบเป็นผืนทรายสีวานิลลา “แม้จะอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกเพียงหนึ่งชั่วโมงขับรถ แต่ภูมิอากาศที่นี่แห้งแล้งกว่ามาก บางครั้งมีลมกระโชกแรงจนต้านไม่อยู่ ผมพยายามปลูกไม้พุ่มต้นเตี้ยๆ มากมาย แต่ไม่ได้ผล จึงตกผลึกทางความคิดว่า ที่ดินบริเวณด้านหน้าเหมาะกับการปลูกต้นปาล์ม หญ้า และ sea grape เท่านั้น”

กันยายน 1998 หลังจากทั้งคู่สร้างบ้านพักสไตล์ Palladian แล้วเสร็จเพียงไม่กี่เดือน และลงต้นไม้เรียบร้อยหมดแล้วก็ถูกพายุเฮอร์ริเคน “จอร์จ” พัดกระหน่ำเข้าทำลายทั้งสวน สระว่ายน้ำ ต้นไม้ และชายหาดส่วนตัวเสียหายหมด มีเพียงบ้านพักสร้างด้วยหินปะการัง เท่านั้นที่รอดพ้นจากแรงพายุครั้งนั้น

อีกสิบสี่ปีต่อมา De la Renta ทำให้วงการอัศจรรย์ใจในภูมิปัญญาอันน่ายกย่องของเขา เขาปลูก sea grape ไว้บริเวณด้านหน้าสุดของที่ดิน เพื่อเป็นหน้าด่านที่กันลมได้อย่างน่าทึ่ง ถัดเข้ามาจึงเป็นสนามหญ้าเขียวขจี ส่วนสวนสวยตั้งอยู่หลังบ้านพัก

ที่ Punta Cana นอก จากนักออกแบบวัยเก่าจะได้ข้อคิด ดีๆ จาก Sarah Bermudez เพื่อนผู้เป็นนักจัดสวนมือฉมังแล้ว เขายังเรียนรู้ที่จะตักตวงประโยชน์จาก สภาพภูมิอากาศประจำท้องถิ่นด้วย เช่น เวลาที่น้ำทะเลลงเขาไม่รีรอที่จะเดินลงไปยังชายหาดเพื่อเก็บสาหร่ายทะเล Sargasso และปลูก ต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นมากมาย

เมื่อ De la Renta พบว่า ที่ดินของเขามีชั้นหินหนาถึง 5 นิ้ว ปกคลุมผิวดิน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูก เขาจึงตัดสินใจใช้รถบรรทุกขนดินมาถมที่จนมั่นใจว่าต้นไม้สามารถหยั่งรากลงลึกจนเจริญเติบโตได้ตามปกติ ผลคือผู้มาเยือนตื่นตาตื่นใจ กับทุ่งสีเขียวที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลากหลาย แลดูเหมือนท้องทะเลแห่งพันธุ์ไม้ที่กระเพื่อมขึ้นลงตาม แรงลมและเต็มไปด้วยสีสันตระการตา อาทิ ดอก petrea สีม่วง ดอกมะลิสีเหลืองแดงที่ผลิบานเวลากลางคืน และเถาองุ่นสีเขียวเหมือนหยกที่สมบูรณ์ขนาดงอกได้ยาวถึงสิบฟุต

นักออกแบบแฟชั่นชื่อก้องพูดถึงสวนแสนรักของเขาว่า ตอนนี้ “เป็นป่าขนาดย่อม” ที่สามารถทำหน้าที่เหมือนฉากบังตากั้นสายตา ของผู้สัญจรไปมาในบริเวณนั้นให้พ้นจากบริเวณบ้านทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครอบครัวของ De la Renta เองก็ต้องการฉากบังตาอันทรง ประสิทธิภาพนี้มากยิ่งกว่าเมื่อปี 1998 เพราะพวกเขารักกิจกรรมจัดเลี้ยงเป็นชีวิตจิตใจ จึงมีงานเลี้ยงในหมู่เพื่อนและครอบครัวบ่อยๆ และตอนนี้ก็มีสิ่งปลูกสร้างนอกตัวอาคารเพิ่มขึ้นมาก

สำหรับผู้มาเยือน พวกเขาได้รับการต้อนรับจากเส้นทางคดเคี้ยวที่ตัดผ่านป่าเล็กๆ ที่ปลูกทั้งมะฮอกกานี lignum vitae และซีดาร์ ถนนสายนี้นำพวกเขาไปยังบ้านพักและโรงสวดหลังย่อมที่ปลูกหันหน้าเข้าหากัน

นอกจากนี้ยังมีทางเดินที่เต็มไปด้วยร่มเงาและนำไปสู่ Casa Eliza บ้านพักของ Eliza ผู้เป็นลูกติดของ Annette และ Alex Bolen สามีของเธอ 

ครอบครัว Bolen ทำงานกับนักออกแบบแถวหน้าของโลก พวกเขาประจำที่สำนักงานในแมนฮัตตัน Eliza เป็นผู้อำนวยการแผนก ลิขสิทธิ์แบรนด์ Oscar de la Renta ขณะที่ Alex ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร

ร้านกล้วยไม้และเรือนกระจกอยู่ด้านหลังโรงสวด และตั้งอยู่ใกล้กับทางเดินที่แวดล้อมด้วยต้นปาล์มสาคูและปักษาสวรรค์ นอกจากนี้มีกระถางต้น syzygium ที่ตัดเป็นทรงกลมสวยงามแลดูมีระเบียบ ตั้งเรียงรายอยู่ริมทางเดินที่นำไปสู่พื้นที่สวนซึ่งออกแบบอย่างประณีตด้วยการปลูกพืชที่มีใบอวบน้ำ ต้น bromeliad และตะบองเพชร ถือเป็นสุดยอดแห่งความรักของ De la Renta ที่มีต่อ สีสันและรูปแบบของพืชเขตร้อน และอาจถือเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดเกี่ยว กับความสำเร็จในการหวนคืนสู่ชีวิตพื้นเมืองตามธรรมชาติของเขา เขาอธิบายต่อไปว่า

“ผมได้ต้นไม้พวกนี้จากผืนดินแถบนี้ เวลาเอามาปลูกขยายพันธุ์ก็แสนง่าย คุณไม่จำเป็นต้องถอนต้นไม้ให้ติดรากขึ้นมา เพียงเอามีดตัดออกจากต้นเดิม แล้วนำมาปลูกลงดิน ต้นไม้เหล่านี้สามารถ เจริญเติบโตต่อไปอีก ใครๆ ก็ทำได้”

แต่องค์ประกอบของสวนทั้งในแง่รูปทรงและสีสันที่บรรจงแต่งแต้มลงบนพื้นที่ปูด้วยหิน บ่งบอกถึงความมีศิลปะอย่างน่าทึ่งของ นักออกแบบสูงวัยผู้นี้ได้เป็นอย่างดี พันธุ์ไม้ที่นำมาปลูกมีหลากหลาย ตั้งแต่อะกาเว่หลายสีและตะบองเพชรทรงกลมสีทองที่ปลูกเรียงรายริมทางเดินจนมาบรรจบกับบริเวณที่เป็นเหมือนสี่แยกกลางสวน

De la Renta พูดถึงรสนิยมของตนเองว่า

“ผมชอบจัดสวนแนวสมมาตรที่ทั้งสองด้านเหมือนกันหรือมีสัดส่วนรับกัน แต่ต้องมีรูปแบบของการผสมผสานด้วยคือคุณออกแบบ จัดวางต้นไม้ในสวนให้อยู่ในกรอบที่กำหนด จากนั้นปล่อยให้ต้นไม้บริเวณอื่นๆ ขึ้นเองตามธรรมชาติ”

ที่บริเวณใกล้ทางเข้าสวน Dominican Eden เขายังสร้างทางแคบๆ ขึ้นเพื่อปลูกทั้งไม้ผลและเครื่องเทศมากมาย “ผมปลูกอบเชยและมะม่วงหิมพานต์ด้วย แม้รสชาติจะไม่ถูกปาก แต่เป็นต้นไม้ที่มีสีสวยที่สุด”