วันเสาร์, ตุลาคม 21, 2017
Home > New&Trend > สวนดุสิต พัฒนา “ท่องเที่ยวสุขภาพ@กุยบุรี” หวังดึงนักท่องเที่ยวอนุรักษ์กำลังซื้อสูง-สูงวัย

สวนดุสิต พัฒนา “ท่องเที่ยวสุขภาพ@กุยบุรี” หวังดึงนักท่องเที่ยวอนุรักษ์กำลังซื้อสูง-สูงวัย

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสจับมือเอกชนและภาคประชาชน ขับเคลื่อน “กุยบุรี” เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการผนวกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไว้ด้วยกัน หวังดึงรายได้เข้าชุมชน 1,000 ล้านบาท ขณะที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มุ่งโครงการ “จากภูผาสู่มหานที” บนฐานประชารัฐสามัคคี

รศ. ดร.พรรณี สวนเพลง และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดการเสวนา “Wellness Tourism @กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ณ วาฏิกา แอดเวนเจอร์ รีทรีทติค รีสอร์ท จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในกุยบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแห่งใหม่ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านโครงการ “การสร้างคุณค่าและพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์” (Super cluster)

นายอุดมสุข นิ่มเซียน นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงภาพรวมของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่าเป็นศูนย์รวมของแหล่งธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำ ทะเล ภูเขา ซึ่งเป็นฮวงจุ้ยที่ดีของประเทศไทย และความโชคดีที่มีสินค้าเกษตร แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พระราชวัง สนามกอล์ฟ นักกีฬาระดับโลก โดยเฉพาะผลไม้อย่างสับปะรดและมะพร้าวที่โด่งดัง ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐสู่เป้าหมายที่จะทำให้คนรู้จักแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิตของผู้คนและพักอยู่ในกุยบุรีนานขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของชาวกุยบุรีสู้ที่อื่นได้ จึงเป็นการบ้านที่ทุกคนจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนกลยุทธ์ให้เกิดการท่องเที่ยวและรายได้มากขึ้น

โดยยกตัวอย่างการพัฒนาโฮมสเตย์จนได้รับรางวัลมาตรฐานรับรองโฮมสเตย์ไทยจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งนางประจวบ พั่วทา ประธานช้างป่ากุยบุรีโฮมสเตย์ ได้กล่าวเชิญชวนชาวกุยบุรีในการทำโฮมสเตย์เพื่อให้บริการที่พัก อาหาร และการบริการแก่นักท่องเที่ยว โดยใช้บ้านของตัวเองและพื้นที่ว่างภายในบ้าน ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชุมชนและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อสร้างรายได้เสริมและสร้างชื่อเสียงของกุยบุรีให้เป็นรู้จักมากขึ้น

“ล่าสุดเรากำลังทำโครงการ “จากภูผาสู่มหานที” โดยมีกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนด้วยการผนวกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตั้งแต่บนภูเขามายังพื้นราบไปถึงแม่น้ำและทะเล ให้คนได้เรียนรู้ธรรมชาติ วิถีชีวิตของชาวกุยบุรี บนพื้นฐานประชารัฐสามัคคี การรวมตัวของคนในชุมชนที่เข้มแข็งและร่วมทำฐานกิจกรรมต่าง ๆ” นายอุดมสุขกล่าว

ขณะที่ รศ. ดร. พรรณี ระบุว่าในรอบปีที่ผ่านมาได้พัฒนางานวิจัยตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและการปฏิรูปงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริงโดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของทั้งสองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงศึกษาศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์สปา ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

คณะวิจัยได้เลือก วาฏิกา แอดเวนเจอร์ รีทรีทติค รีสอร์ท จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดกลางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาเป็นพื้นที่ทดลอง ผนวกกับความสมบูรณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และอำเภอกุยบุรี มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นแหล่งวัตถุดิบอย่างสับปะรดที่ดีที่สุด รองลงมาคือว่านหางจระเข้ที่มีคุณสมบัติในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมากมาย

นอกจากนี้ยังมีกาแฟที่มีคุณสมบัติในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และลูกตาลโตนดที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์สปาได้ รวมถึงมะกรูด ซึ่งสมุนไพรดั้งเดิมเหล่านี้ได้ถูกนำเข้าห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเพื่อปรับปรุงสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกือบ 20 ชนิด โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยด้วย

เป้าหมายในอนาคต คือการพานักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาท่องเที่ยวกุยบุรีให้มากขึ้น โดยบูรณาการร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลจากทางเว็บไซต์

ในอนาคตคณะวิจัยจึงจะพัฒนาข้อมูลสื่อสารการท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้รู้จักกุยบุรีมากขึ้น จากการสำรวจความต้องการของนักท่องเที่ยวพบว่าชาวไทยต้องการนวดไทยและผลิตภัณฑ์สปา ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการนวดเพื่อผ่อนคลาย นวดหน้า นวดเท้า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นผ่านมาตรฐานรับรองจาก อย. และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในห้องพักอันได้แก่ เจลอาบน้ำ แชมพู ครีดนวดผม โลชั่น

“สิ่งที่จะพัฒนาต่อไป คือ ตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ดึงนักท่องเที่ยวที่มาดูช้างและสัตว์ป่ากุยบุรีซึ่งมีมากถึงร้อยละ 80 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และในปีหน้านักวิจัยจะพัฒนาตำรับอาหารสุขภาพเชิงภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็น “อาหารจานเด่นของกุยบุรี” โดยใช้เมนูบวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวกุยบุรี ถอดสูตรอาหารพื้นบ้านที่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคเพื่อทำการตลาด เช่น ใบชะคราม”

จากการสำรวจของนักวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง และใช้เวลาในการท่องเที่ยวนาน ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มีหัวใจเชิงอนุรักษ์ที่มาเที่ยวดูช้างและสัตว์ป่ากุยบุรีอันเป็นจุดขายสำคัญ ซึ่งในเวลานี้เริ่มอิ่มตัวกับหัวหินที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก และต้องการค้นหาประสบการณ์ในการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น กลุ่มขี่จักรยาน แนวทางในการสร้างคุณค่าของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ให้เป็น “เมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลก” บนพื้นฐานของทรัพยากรท้องถิ่น เนื่องจากมองเห็นว่ากุยบุรีมีศักยภาพหลายด้านที่จะรองรับการท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งอัธยาศัยไมตรีของชาวกุยบุรีในการเป็นเจ้าบ้านที่น่ารัก เอื้ออาทร สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวทุกครั้งที่มาเยือน นับเป็นเสน่ห์อันทรงคุณค่าและเป็นโอกาสที่จะพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

พัฒนาตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ@กุยบุรี ซึ่งจะต้องพัฒนาสื่อและการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการรีวิวจากบล็อกเกอร์ การทำเว็บไซต์ระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศและระดับโลก การพัฒนาสินค้าพื้นบ้านให้ยกระดับเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล พื้นฐานของประชาชนคนในท้องถิ่นที่จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อสร้างรายได้แก่ท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการ เพื่อการแสวงหาความสุขทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เน้นความสะอาด สะดวกสบาย และมีความพร้อมในทุกด้าน ตลอดจนการพัฒนาด้านภาษาที่จะสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้

“จากตัวเลขพบว่านักท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์โตขึ้นร้อยละ 25-30 ทำให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนด้านที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงสองปีที่ผ่านมามีตัวเลขที่มีมูลค่าขึ้น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 ล้านคน และไทย 7 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะลงสู่ชุมชนได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายของเราคือดึงดูดนักท่องเที่ยว 3 กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีกำลังซื้อสูง คนที่ต้องการมาพักผ่อนจริง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอยู่ได้ยาวนาน และกลุ่มเด็กและเยาวชนที่จะมาทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะ”

ในโอกาสนี้คณะวิจัยได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวกุยบุรี ณ หมู่บ้านรวมไทย ชิมสับปะรดผลไม้ขึ้นชื่อแบบสดจากไร่ และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนรู้งานหัตกรรมที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากใบสับปะรด ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการนำใบสับปะรดเหลือใช้มาแปรรูปโดยผ่านกระบวนการต่างๆ มาทำกระดาษและผลิตภัณฑ์ เช่น พัด กล่องทิชชู่ กล่องของขวัญ โปสการ์ด เป็นต้น

นอกจากนี้ยังเยี่ยมชมกลุ่มหม่อนไหม การผลิตใบชาหม่อน โฮมสเตย์ และชมช้างป่าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งจะมีรถนำเที่ยวหมุนเวียนให้บริการตั้งแต่เวลา 1400-18.00 น. โดยคิดค่าบริการคันละ 850 บาท นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักในโฮมสเตย์และการบริการเส้นทางท่องเที่ยว สามารถติดต่อได้ที่ 082-2949022

 

กลุ่มแม่บ้านและชาใบหม่อน

 

ห้องพักในโฮมสเตย์

 

ศูนย์บริการข้อมูลการท่องเที่ยวหมู่บ้านรวมไทย@กุยบุรี

 

 

ผลิตภัณฑ์สปา

 

ทำกระดาษจากใบสับปะรด

 

ชาใบหม่อน

 

ช้างป่ากุยบุรี