วันพุธ, พฤศจิกายน 22, 2017
Home > Cover Story > สมรภูมิ “รามอินทรา” เดือด ยักษ์ค้าปลีก ลั่นกลองรบ

สมรภูมิ “รามอินทรา” เดือด ยักษ์ค้าปลีก ลั่นกลองรบ

 
แผนการขยายสาขาครอบคลุมสี่มุมเมืองของกลุ่มยักษ์ค้าปลีกกำลังเปิดฉากสงครามระลอกใหม่ โดยเฉพาะโซนกรุงเทพตะวันออก ย่านรามอินทรา ซึ่งล่าสุด เครือเซ็นทรัลเตรียมนับถอยหลังเปิดตัวศูนย์การค้า “เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสท์วิลล์” ปลายปีนี้ ประจันหน้ากับเจ้าถิ่น “เค.อี. แลนด์” เจ้าของโครงการ “เดอะ คริสตัล” ที่เร่งเดินหน้าโครงการเฟส 3 และค่าย “เดอะมอลล์” ซึ่งประกาศจะผุดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ช่วงชิงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายท้าชนคู่แข่งทั้งหมด
 
ไม่นับรวมคอมมูนิตี้มอลล์ทั้งรายเก่าอย่าง “เดอะ วอล์ค” ของกลุ่มอินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ เฟสติวัลวอล์ค และนวมินทร์ซิตี้ อะเวนิว ของบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) อะมอรินี่ รามอินทรา ในเครืออมรพันธุ์กรุ๊ป รวมถึงรายใหม่ที่จะเผยโฉมออกมาอีกแห่ง 
 
ต้องยอมรับว่า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสท์วิลล์ เป็นจุดสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอ็น” วางกลยุทธ์รุกคืบรับการขยายตัวของกรุงเทพฝั่งตะวันออก ต่อออกจากย่านเอกมัยและสุขุมวิท ที่แออัดและไม่มีพื้นที่ขยายได้ รวมทั้งรองรับผู้อยู่อาศัยในย่านวัชรพลและใกล้เคียง เนื่องจากมีศักยภาพการเติบโตสูง โครงการหมู่บ้านใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก รวมถึงสถานศึกษาชั้นนำ เป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นสูง กลุ่มคนที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูง นอกจากนั้น ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเทา (วัชรพล-พระราม 9) ตัดผ่านด้านหน้าศูนย์การค้า บริเวณซอยลาดพร้าว 87 และยาวไปตลอดเส้นถนน
 
ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายรีเฟรชแบรนด์ “Central Festival” จากแบรนด์ศูนย์การค้าที่เน้นความเป็น Holiday Spirit ในเมืองท่องเที่ยว มาเป็นศูนย์การค้าที่มอบประสบการณ์พิเศษแบบรีแลกซ์มากยิ่งขึ้น ทั้งชอปปิ้ง  สังสรรค์ กิน ดื่ม ชิลเอาต์ ชมงานศิลปะ ออกกำลังกาย  ตามไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและคนรุ่นใหม่มากขึ้น
 
ทั้งนี้ เซ็นทรัลอีสท์วิลล์ ใช้งบลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาท เนื้อที่รวม 51 ไร่ พื้นที่โครงการกว่า 135,000 ตารางเมตร โดยวางคอนเซ็ปต์คล้ายกับ East Village ย่านฮิบของมหานครนิวยอร์กบนเกาะแมนฮัตตัน ที่มีบาร์ ร้านหนังสือ คาเฟ่ คลับ และแกลเลอรี มีบ้านต้นไม้ เสมือน third place ให้ผู้อยู่อาศัยในย่านนี้มาใช้เวลารองจากที่ทำงานและบ้าน 
 
ที่สำคัญซีพีเอ็นพลิกโฉมการให้บริการชนิดที่คู่แข่งไม่เคยทำ คือ เปิด Central Food Hall ตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อให้ลูกค้ามาทานอาหารเช้า ดื่มกาแฟ ส่วนช่วงเย็น ลูกค้าสามารถมาสังสรรค์รับประทานอาหารและดื่มไวน์ได้จนถึงเที่ยงคืน มี Jogging Track ให้ออกกำลัง เหมือนสวนสาธารณะ บริการที่จอดจักรยาน มี Wellness Center โซนเฉพาะสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ร้านจำหน่ายต้นไม้ดอกไม้ และโรงภาพยนตร์ระดับเวิลด์คลาสอีก 8 โรง
 
การบุกเข้ามาอย่างครบเครื่องบนทำเลย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรมส่งผลให้บริษัท เค.อี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ทุ่มเม็ดเงิน 1,000 ล้านบาท ขยายโครงการเดอะคริสตัล เฟส 3 เพิ่มอาคาร 4 ชั้น พื้นที่รวม 20,000 ตารางเมตร หลังจากเพิ่งขยายเฟส 2 เมื่อปีก่อน โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการเฟส 3 พร้อมๆ กับเซ็นทรัลอีสท์วิลล์ในปลายปี 2558 
 
หากเทียบรายละเอียดช็อตต่อช็อต เดอะ คริสตัลมีเนื้อรวม 35.2 ไร่ พื้นที่ราว 57,000 ตร.ม. โดย เค.อี. แลนด์ทยอยเปิดโครงการเริ่มจากเฟสแรกเมื่อปี 2551 พื้นที่ 20,000 ตร.ม และขยายเฟส 2 อีก 4,000 ตร.ม. ประกอบด้วยร้านค้าใหม่ 30 ร้าน สปา คลินิกเสริมความงาม ร้านอาหารชื่อดังและเพิ่มลานกิจกรรม Victoria Hall เพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ 
 
สำหรับเฟส 3 กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เค.อี. แลนด์ จำกัด วางคอนเซ็ปต์ให้เป็น “คันทรี่ คลับ สไตล์” หรูหราแบบเรียบง่าย เพื่อให้ลูกค้ามาได้บ่อยและอยู่ได้นานๆ ตกแต่งสไตล์โรงแรมเก่าแก่ Bellagio ของ Steve Wynn ที่อเมริกา เพิ่มพื้นที่รวม 90,000 ตร.ม. และใส่แม็กเน็ตสำคัญ คือ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์ 9 โรง ฟิตเนสเฟิร์ท และคริสตัลมาร์เก็ต ซึ่งเป็นศูนย์รวมอาหารกลับบ้าน พื้นที่ 1,500 ตร.ม. โดยระบุว่า ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากเชลซี  มาร์เก็ต ศูนย์รวมอาหารชั้นนำของโลกในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีร้านชื่อดังทั่วประเทศกว่า 100 ร้าน เมนูให้เลือก 1,000 เมนู ราคาตั้งแต่ 30-399 บาท 
 
อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่เดอะคริสตัลทั้ง 3 เฟสห่างชั้นจากเซ็นทรัลอีสท์วิลล์ แต่กวีพันธ์ยังปักธงแยกจับนิชมาร์เก็ต เน้นลูกค้าตลาดบน โดยประเมินว่ายังมีตลาดและความต้องการอีกจำนวนมาก เฉพาะพื้นที่ในรัศมี 7 กิโลเมตร ทั้งแถบลาดพร้าว บางกะปิ บางเขน บึงกุ่ม วังทองหลางและห้วยขวาง มีจำนวนประชากร 970,000 คน คิดเป็น 16.8% ของประชากรกรุงเทพฯ  จำนวนครัวเรือนมากกว่า  670,000 ครัวเรือน คิดเป็น 19.6% ของครัวเรือนในกรุงเทพฯ และเป็นโซนที่มีการใช้จ่ายสูงมาก
 
ขณะที่ห่างจากย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรมออกไปทางเส้นถนนรามอินทรา ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์การค้าเซ็นทรัล รามอินทรา ยึดทำเลตั้งแต่หัวถนนมานานกว่า 20 ปี เน้นจับกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง นักเรียน นักศึกษา มีทั้งตัวห้างเซ็นทรัล ร้านค้า และโรงภาพยนตร์ 
 
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ บริหารโดยบริษัท สยามรีเทล ดีเวลล็อปเมนท์ ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลถือหุ้นอยู่ด้วยและล่าสุดร่วมทุนกับบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ขยายโครงการเดอะ พรอมานาด และเทอร์มินอล ทเวนตี้ วัน 
 
ล่าสุด เดอะ พรอมานาดขยายพื้นที่เฟส 2 เพิ่มร้านค้า Health & Beauty และโรงภาพยนตร์ หลังจากประเดิมงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เปิดเฟสแรกเมื่อปี 2555 ภายใต้คอนเซ็ปต์ไฮบริดมอลล์ติดกับศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ โดยแบ่งโพสิชั่นนิ่งการจับตลาดลูกค้าในย่านรามอินทรา คือ เดอะพรอมานาดเน้นกลุ่มพรีเมียม ส่วนแฟชั่นไอส์แลนด์รองรับกลุ่มลูกค้าทั่วไป และถ้ารวมพื้นที่ทั้งสองศูนย์จะมีพื้นที่ 500,000 ตร.ม. ถือเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก 
 
การพล็อตจุดของเครือเซ็นทรัล ตั้งแต่หัวถนนรามอินทรา ถนนประดิษฐ์มนูธรรมและยาวมาจนถึงจุดยุทธศาสตร์ใหญ่บริเวณแฟชั่นไอส์แลนด์กับพรอมานาดทำให้คู่แข่งอย่าง “เดอะมอลล์กรุ๊ป” ต้องหาทำเลที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อช่วงชิงลูกค้า
 
ไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ระบุว่า เดอะมอลล์จะเดินหน้าผุดศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ลงทุนเช่าพื้นที่ 100 ไร่ ระยะเวลา 30 ปี บริเวณรามอินทรา เพื่อผุดศูนย์การค้าโซนตะวันออกเฉียงเหนือและจะส่งผลให้เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีศูนย์การค้าในประเทศครอบคลุมสี่มุมเมืองยิ่งขึ้น 
 
ที่สำคัญ “รามอินทรา” จะเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าบางกอกมอลล์ตามแผนการสร้างย่านชอปปิ้ง “อัพทาวน์” หลังจากผุด “สยามพารากอน” ในย่านสยามสแควร์ ซึ่งถือเป็น “ดาวน์ทาวน์” ของกรุงเทพฯ และทุ่มทุนโครงการ “ดิ เอ็ม ดิสทริค” สร้างย่านมิดทาวน์ในเส้นสุขุมวิท
 
สงครามสร้างย่านการค้ายกต่อไป โครงข่ายการลงทุนของยักษ์ค้าปลีกเปิดฉากอีกสมรภูมิขึ้นแล้ว