วันอาทิตย์, ธันวาคม 17, 2017
Home > Cover Story > สพร. ทลายกำแพงพิพิธภัณฑ์ เปิดมิติใหม่การเรียนรู้

สพร. ทลายกำแพงพิพิธภัณฑ์ เปิดมิติใหม่การเรียนรู้

 
 
ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชนชาติ การละเล่น ประเพณีและวัฒนธรรม วิวัฒนาการในด้านต่างๆ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมา ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การบันทึกเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์ทั้งเพื่อการศึกษาเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ หรือบอกเล่าประสบการณ์ ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 1,439 แห่ง จากฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่รวบรวมไว้ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 แต่หากจะนับรวมแหล่งเรียนรู้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ไทยมีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้มากกว่า 5,000 แห่ง
 
กระนั้นรูปแบบของการนำเสนอองค์ความรู้ต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการอธิบายข้อมูลสาระสำคัญด้วยตัวอักษรเป็นหลัก ภาพถ่าย และการจำลองวัตถุให้ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด 
 
ล่าสุดสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ร่วมกับศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ในองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือศูนย์สปาฟา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จัดประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ (Museum Forum 2016) ภายใต้แนวคิด “Museum without Walls” โดยดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกระบวนการทำงาน ส่งเสริมบุคลากรในวงการพิพิธภัณฑ์ไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดโลกทัศน์แห่งการสร้างสรรค์ เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารพิพิธภัณฑ์ พร้อมปรับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ไทยให้มีความเชื่อมโยงกับสังคมมากขึ้น
 
โดยราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการ สพร. อธิบายว่า “การขับเคลื่อนของพิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้รองรับเพียงการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่ยังขยายบทบาทสู่การพัฒนาการศึกษาของประชาชน อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในอนาคต”
 
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าราเมศจะเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาเป็นอย่างดี เมื่อกล่าวเพิ่มเติมว่า “โจทย์สำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์ไทยคือ ทำอย่างไรให้กระบวนการถ่ายทอดประสบการณ์อันหลากหลายมีความน่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
 
ทั้งนี้แม้ว่างานนี้จะถูกจัดขึ้นในรูปแบบของการบรรยายทางวิชาการ แต่ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสแนวคิดและกระบวนการทำงานพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับงานพิพิธภัณฑ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ โดยหัวข้อการบรรยายประกอบด้วย
 
1. มรดกทางวัฒนธรรมกับการสื่อสารในโลกยุคดิจิทัล (Cultural Heritage at Your Fingerprints in The Mobile-first World) โดย เคสเนีย ดุคฟิลด์ คาร์ยาคีน่า ผู้จัดการด้านยุทธศาสตร์นโยบายสาธารณะ สถาบันวิจัยกูเกิล นำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และการเรียนรู้วัฒนธรรม ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของคนในยุคศตวรรษที่ 21 พร้อมสะท้อนมุมมองที่ว่าโลกอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ของความเท่าเทียมที่เปิดโอกาสให้คนสามารถเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมและศิลปะจากทั่วทุกมุมโลกได้ตลอดเวลา โดยช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
 
2. การประยุกต์ใช้วัฒนธรรมไร้รูปสู่กระบวนการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ (Using Intangible Cultural Heritage to Move Beyond the Museum) โดย ธารา กูจาเดอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมและชาติพันธุ์แห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว แบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้กรอบคิดเรื่องวัฒนธรรมไร้รูปของยูเนสโก โดยมุ่งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย เก็บรวบรวมฐานข้อมูลวัฒนธรรมไร้รูป เช่น นิทาน ตำนาน ประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาวิธีนำเสนอ การนำชม อันก่อให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในตนเอง
 
3. โปรแกรมการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Museum Program for the Alzheimer’s: Pilot Project in National Museum of Indonesia) โดย เอนดริยาตี ระหะยู อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย บรรยายถึงโครงการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงจาการ์ตา ที่ต้องการเสนอให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ควรเป็นแหล่งความรู้ให้กับคนกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากกลุ่มที่เคยชินอย่างกลุ่มเยาวชนได้ โดยโครงการนี้ผู้ศึกษาจารึกโบราณเป็นสื่อในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มตัวอย่าง และได้รับผลตอบรับที่น่าสนใจ
 
4. แนวคิดพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงกับการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ตามข้อแนะนำของยูเนสโก (Potential Contribution of Museum without Walls in implementing the UNESCO Recommendations on Museums) โดย ดร.เซือง บิ๊กแฮค หัวหน้าฝ่ายวัฒนธรรมแห่งสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ประเทศไทย ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาททางสังคมของพิพิธภัณฑ์ในฐานะองค์กรที่จะผนึกบูรณาการ ช่วยเหลือชุมชนต่างๆ ให้สามารถเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลของสังคมได้ รวมถึงจะช่วยสร้างความเป็นพลเมืองและสะท้อนอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มชนผ่านข้อเสนอแนะที่ผ่านการประชุมสามัญของยูเนสโกเมื่อปี 2015 ว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองการส่งเสริมงานด้านพิพิธภัณฑ์และวัตถุที่เกี่ยวข้อง
 
5. การให้การศึกษาเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมแห่งสิงคโปร์แก่เยาวชนรุ่นใหม่ผ่านช่องทางพิพิธภัณฑ์ (Singapore’s Little Treasure Project) โดย อัสมา เอลเลียส ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ด้านการศึกษาและชุมชนจากคณะกรรมการมรดกแห่งชาติสิงคโปร์ แสดงตัวอย่างการทำงานนอกกำแพงพิพิธภัณฑ์ผ่านแนวคิดและการดำเนินงานในการให้การศึกษาเรื่องมรดกวัฒนธรรมแก่เยาวชนสิงคโปร์ ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่มุ่งสร้างพื้นฐานความเข้าใจในมรดกและความเป็นชาติให้กับเยาวชนตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การผลักดันให้โรงเรียนใช้เส้นทางมรดกวัฒนธรรมในการเรียนการสอนนอกห้องเรียน การนำนิทรรศการที่มีเนื้อหาเน้นเรื่องพหุวัฒนธรรมไปจัดแสดงตามสถานที่สาธารณะต่างๆ 
 
6. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างและดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ด้วยตัวเอง ผ่านกรณีตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ทันตวน (Community Involvement in Making Museum Exhibitions: A Case Study of Thanh Toan Museum) โดย เหงวี่ยน ดึ๊ก ตัง เจ้าหน้าที่สำนักงานยูเนสโก ฮานอย ประเทศเวียดนาม นำเสนอเกี่ยวพิพิธภัณฑ์ทันตวนซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเกษตรกรในประเทศเวียดนามที่ชุมชนเป็นผู้ก่อตั้ง มีส่วนร่วมในการตีความเนื้อหาพัฒนานิทรรศการ ให้คำแนะนำหน่วยงานภาคีภายนอก ร่วมออกแบบ ร่วมตัดสินใจและจัดโปรแกรมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวชุมชน ร่วมกับผู้ร่วมพัฒนาพิพิธภัณฑ์จากภายนอกอย่างยูเนสโกเวียดนามอันสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องราวต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้มาจากผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ในขณะเดียวกันกระบวนการเรียนรู้จากในพิพิธภัณฑ์ก็เชื่อมโยงออกไปในชุมชนด้วย
 
7. 70 ปีหลังจากแนวคิดของอองเดร์ มาลโรซ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้เกิดพิพิธภัณฑ์ไร้พรมแดน (70 Years After Malraux’s Museums without Walls: Its Inspiration and Resonance to Museum Practice in The Philippines) โดย ดร.อนา มาเรีย เธเรซ่า พี. ลาบราดอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประเทศฟิลิปปินส์
 
ทั้งนี้หากพิจารณาจากหัวข้อในการบรรยายแล้ว นับเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ และการสร้างเครือข่ายวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีในภายภาคหน้า 
 
กระนั้นองค์ความรู้ที่ได้จากการประชุมนี้ สพร. จะนำมาเรียบเรียงและจัดพิมพ์เนื้อหาเพื่อเผยแพร่แก่บุคลากรในวงการพิพิธภัณฑ์ของไทยต่อไป
 
วัตถุประสงค์ของการประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดรับข้อมูลทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประเทศอื่น น่าจะส่งผลดีต่อไทยในการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 
 
ซึ่งในไม่ช้าไม่นานเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการนำเสนอข้อมูลในพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ในไทยที่อุดมไปด้วยคุณค่าที่เกิดจากการสร้างสรรค์ และอาจทำให้สังคมไทยก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง