วันศุกร์, กรกฎาคม 10, 2020
Home > Cover Story > สงครามบ้านปลอดฝุ่น “เพอร์เฟค” แข่ง “แสนสิริ” ทุ่มทุกโครงการ

สงครามบ้านปลอดฝุ่น “เพอร์เฟค” แข่ง “แสนสิริ” ทุ่มทุกโครงการ

2 บิ๊กอสังหาฯ “แสนสิริ-พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” กำลังเปิดสงครามบ้านปลอดฝุ่นครั้งใหม่ โดยเฉพาะค่ายหลัง ล่าสุดประกาศทุ่มทุนใส่ระบบ “Active Airflow System” ป้องกันฝุ่น PM2.5 ในโครงการบ้านเดี่ยวทุกแบรนด์ ทุกระดับราคา โดยคาดหวังว่า นวัตกรรมประสิทธิภาพสูงจะเป็นอาวุธหนักกระตุ้นยอดขาย เจาะกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์และระดับกลางถึงบน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังเจอปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ดีขึ้น บริษัทต้องพัฒนาสินค้าให้รองรับกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยปีนี้เน้น Green Concept และชูแนวคิดการพัฒนาบ้าน “ป้องกันฝุ่น PM2.5” เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 จะยืดเยื้อต่อเนื่องอีกหลายปี

ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นในโครงการร่วมทุนกับ เซกิซุย เคมิคอล การร่วมกับกลุ่มเอสซีจี พัฒนาระบบกรองอากาศป้องกันฝุ่น PM2.5 ทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศ ติดตั้งในโครงการบ้านเดี่ยวทุกแบรนด์ และการจับมือบริษัท ไดกิ้น ติดตั้งเครื่องปรับอากาศกรองฝุ่น PM2.5 ในโครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ, เลค เลเจ้นด์, เพอร์เฟค เพลส, เพอร์เฟค พาร์ค รวมทั้งต่อยอดนโยบายสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลูกต้นไม้ใหญ่ 5,000 ต้นในโครงการต่างๆ ติดตั้งแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้พลังงานสะอาดในสำนักงานและคลับเฮาส์

“ปีนี้พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟคเน้นเรื่องอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน ความเขียว กระจายอยู่ในทุกโครงการ ซึ่งปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นมาแล้วหลายปี แต่ปีนี้หนักหนาสาหัสจนถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ บริษัทหรือเราคนใดคนหนึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด บริษัทจึงพยายามทำให้บ้านมีอากาศบริสุทธิ์ เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่จะมีอากาศบริสุทธิ์ อยู่ข้างนอก เราอาจควบคุมลำบาก แต่ในบ้านของเรา ควบคุมได้”

สำหรับโครงการแรกที่เริ่มต้นใส่ระบบ Pure Air Technology ซึ่งเป็นระบบระบายอากาศทำงานร่วมกับระบบกรองอากาศป้องกันฝุ่น PM2.5 คือ โครงการบ้านเดี่ยวที่ร่วมทุนกับกลุ่มเซกิซุย (SEKISUI) ได้แก่ ระบบ Air Factory System ระบบหมุนเวียนอากาศและไส้กรอง 3 ชั้น คือ ดักจับฝุ่นละออง PM10 ดักจับฝุ่นละออง PM2.5 และฝุ่นขนาด 0.3 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่า PM2.5 ได้ถึง 97%

มีระบบ Air Tightness System บ้านไร้รอยต่อ ป้องกันฝุ่น เสียง กลิ่น แมลง และความร้อนจากภายนอกไม่ให้เข้ามาภายในบ้าน นอกจากนี้ มี Thermal Insulated System ระบบฉนวนกันความร้อน 3 ชั้น และป้องกันกลิ่นต่างๆ

ขณะเดียวกันใช้ระบบ Active Airflow System เติมอากาศบริสุทธิ์ให้หมุนเวียนในบ้านอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการสร้างบ้านที่หายใจได้ ดึงอากาศเย็นจากภายนอกเข้ามาและพัดลมดูดอากาศร้อนขึ้นฝ้าเพดานออกไปบนหลังคา ซึ่งมีการถ่ายเทตลอดเวลา แม้เวลาไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่บ้านยังหายใจ รับอากาศเย็น ดูดอากาศร้อนออกนอกบ้านตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม การใส่ระบบไฮเทคโนโลยีในโครงการแรกๆ ทำให้บ้านมีราคาสูงและเน้นเจาะเฉพาะตลาดระดับไฮเอนด์ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงและไม่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจมากนัก

เช่น โครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ กรุงเทพกรีฑา โซนบ้านนวัตกรรมอากาศบริสุทธิ์ ระบบโมดูลาร์ แบบ Empire ขนาดพื้นที่ใช้สอย 471 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 200 ตร.ว. ราคาเริ่มต้นสูงถึง 45 ล้านบาท แบบ Emperor ขนาดพื้นที่ใช้สอย 369 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 130 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท แบบ Empress ขนาดพื้นที่ใช้สอย 318 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 129 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 26 ล้านบาท หรือถูกสุด แบบ Embassy ขนาดพื้นที่ใช้สอย 274 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 85 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 20 ล้านบาท

“โครงการแบรนด์ระดับมาสเตอร์พีซ ราคาแพง มีคนเพียงกลุ่มหนึ่งซื้อได้เพราะราคาสูงเกินไปสำหรับคนทั่วไป บริษัทจึงต่อยอดพัฒนาในทุกแบรนด์ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดยแบรนด์มาสเตอร์พีซกับเพอร์เฟคเพลสมีระบบฟอกอากาศแบบหนึ่ง ส่วนแบรนด์ที่ราคาถูกลง ระดับ 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต เช่น เพอร์เฟคพาร์ค โมดิ วิลล่า ใช้ระบบฟอกอากาศอีกแบบ แต่กระบวนการ Active Airflow เหมือนกัน ซึ่งเท่ากับว่าบ้านไซส์ระดับเล็ก กลาง ใหญ่ มีระบบฟอกอากาศบริสุทธิ์หมดทุกหลัง ทุกแบรนด์”

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงขึ้น ทำให้ผู้คนต้องหาวิถีทางเพื่อดำเนินชีวิต ทั้งสวมหน้ากาก ติดเครื่องกรองอากาศภายในบ้าน รวมถึงการเลือกซื้อบ้านที่มีระบบป้องกันฝุ่น ซึ่งนอกจากค่ายพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคแล้วยังมีกลุ่มแสนสิริที่ออกมาประกาศจุดขายดังกล่าวอย่างชัดเจนที่สุดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 ภายใต้วิสัยทัศน์ For Greater Well-being : Green & Well-being ในทุกโครงการใหม่

ในปีนั้นบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นนำร่องแนวคิด For Greater Well-being ในโครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา เป็นบ้านเดี่ยวคอนเซ็ปต์ Well-being โครงการแรก โดยเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และเปิดขาย Wellness Residence คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของไทยบนทำเลศักยภาพกรุงเทพกรีฑาในไตรมาสถัดมา รวมทั้งรุกแบรนด์ “บุราสิริ” มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของคนในกรุงเทพฯ ที่อยากได้บ้านสไตล์รีสอร์ตเพื่อเติมเต็มสุขภาพกายและสุขภาพใจ

ขณะเดียวกัน เปิดตัว “บ้านปลอดฝุ่น” หรือ Dust-free House ครั้งแรก หลังจากใช้เวลาศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านระบบอากาศภายในและภายนอกที่อยู่อาศัย โดยก่อนหน้านี้เริ่มต้นใช้นวัตกรรมใหม่ในโครงการเดอะไลน์ พหลโยธิน ปาร์ค และโครงการเวลล์เนส เรสซิเดนซ์ ซึ่งสามารถเติมอากาศบริสุทธิ์และกรองฝุ่นละออง PM2.5 ได้ไม่น้อยกว่า 90% รวมถึงฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า PM1 ได้ไม่น้อยกว่า 75%

ทั้งนี้ ตามแผน Sansiri Green Mission ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์หลัก วาง Green Roadmap 4 ส่วนหลัก คือ Waste Management, Energy Saving & Generation, Smart Move และ Sustainability โดยจัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และร่วมมือกับพันธมิตรจากสถาบันและบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 20 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเริ่มนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบมาใช้ในโครงการนำร่องต่างๆ

เช่น โครงการ Cooliving Designed Home นวัตกรรมบ้านระบายความร้อน การพัฒนาและติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า Wind Turbine การเปิดตัว Smart Move แพลตฟอร์มบริการเช่ารถพลังงานไฟฟ้า 100% เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกบ้าน โดยใช้งบประมาณเฟสแรกจำนวน 50 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2562-2564 ตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะคอนกรีตจากการก่อสร้าง 1,600 ตันต่อปี และลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) มากกว่า 48 ตันต่อปี เท่ากับพื้นที่สีเขียวของป่าไม้ 36 ไร่

ติดตั้งเครื่อง Food Waste Machine จำนวน 10 เครื่อง บนพื้นที่ส่วนกลางในทุกโครงการแนวสูง โดยตั้งเป้าขยายการใช้งานใน 23 โครงการ แปรรูปขยะมูลฝอยเฉลี่ย 42 ตันต่อปี และ ติดตั้ง Refun Machine เครื่องรับคืนขวดพลาสติกและกระป๋องในทุกโครงการแนวสูง รวม 23 โครงการ ภายในปี 2564 เช่นกัน

ด้าน Energy Saving & Generation มีแผนติดตั้ง Solar Roof ครอบคลุม 31 โครงการ ภายในปี 2564 จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ เทียบเท่าปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนถึง 1,400 ล้านเครื่อง และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 2,223 ตันต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ ป่า 1,600 ไร่ และระบบ Smart Move สร้างแพลตฟอร์มบริการยานพาหนะระบบเช่า ติดตั้ง Electronic car sharing และ EV Charger ให้ครบทุกโครงการแนวสูง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 7.5 ตันต่อปี คิดเป็นพื้นที่ป่า 5.7 ไร่

ปัจจุบันแสนสิริมีโครงการที่มีนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นรวม 5 โครงการ ได้แก่ โครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาทต่อยูนิต โครงการเศรษฐสิริ กรุงเทพ-กรีฑา 2 ราคา14-36 ล้านบาทต่อยูนิต

โครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ-ปิ่นเกล้า 2 ราคา 11-25 ล้านบาทต่อยูนิต โครงการบุราสิริ สันผีเสื้อ 5.09-8 ล้านบาทต่อยูนิต และโครงการสราญสิริ ศรีวารี ราคา 5.29-12 ล้านต่อยูนิต นอกจากนี้ มีโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค ที่ถือเป็นต้นแบบ Green Condominium 100% เพื่อต่อยอดทุกโครงการในอนาคต

แน่นอนว่า การทุ่มทุนทุกด้านตามแผน Green Mission ของ “แสนสิริ” และในฐานะผู้นำนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น (Dust-Free House) ในโครงการบ้านเดี่ยวเจ้าแรกในประเทศไทย ยืนยันเทคโนโลยีนี้สามารถกรองฝุ่นละอองได้ขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอน กรองกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น จุลินทรีย์ในอากาศ และเชื้อรา ชนิดที่ว่าเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล

สมรภูมิรอบใหม่จึงไม่ใช่แค่การประชันเทคโนโลยีต่อสู้ฝุ่นพิษและเชื้อโรคอุบัติการณ์ใหม่ๆ แต่ยังหมายถึงการแข่งขัน โดยเฉพาะการแก้โจทย์ที่ถูกเกทับว่า ไม่ใช่แค่บางโครงการระดับไฮเอนด์ แต่อยู่ในบ้านทุกโครงการ ทุกระดับราคาด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *