วันอาทิตย์, มิถุนายน 25, 2017
Home > Recreation > From Paris > วิลเดนสไตน์ พ่อค้างานศิลป์

วิลเดนสไตน์ พ่อค้างานศิลป์

นาตอง วิลเดนสไตน์ (Nathan Wildenstein) ชาวยิวจากอัลซาส (Alsace) ย้ายมาตั้งรกรากที่ปารีส เขาซื้อภาพเขียนจากร้านขายของเก่า แล้วนำไปขายต่อได้กำไร จึงหันมาค้างานศิลป์อย่างเป็นเรื่องราวจนร่ำรวย โดยเน้นภาพเขียนศตวรรษที่ 18 ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมขณะนั้น แล้วนำไปขายแก่เศรษฐีอเมริกัน พร้อมกับเปิดอาร์ตแกลเลอรีที่นิวยอร์ก นาตองซื้อคฤหาสน์ที่ถนนลา โบเอซี (rue La Boétie) และคอกม้าแข่ง ลูกชายของนาตองคือ จอร์จส์ (Georges) เป็นผู้ทำให้อาณาจักรของครอบครัวมั่นคง เขาจ้างคนมาทำบัญชีผลงานของจิตรกรดังแต่ละคน ทำให้รู้ว่าผลงานชิ้นใดตกแก่ผู้ใด สะดวกแก่การติดต่อขอซื้อเมื่อภาพเขียนนั้นๆ เป็นมรดกตกทอด           

ดาเนียล วิลเดนสไตน์ (Daniel Wildenstein) เป็นชนรุ่นที่สาม มีลูกชายสองคนคือ อเล็ก (Alec) และกี (Guy) ดาเนียล แต่งงานครั้งที่สองกับซิลเวีย ร็อธ (Sylvia Roth) ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อดาเนียลถึงแก่กรรมในปี 2001 อเล็กและกีหลอกซิลเวียว่าสมบัติของดาเนียลมีไม่มาก เสี่ยงจะหมดตัวเพราะถูกรัฐเรียกเก็บภาษีเกือบพันล้านยูโร เพื่อมิให้ซิลเวียต้องหมดตัวไปด้วย ขอให้เธอลงนามในเอกสารที่แนบมา เอกสารบางฉบับเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งซิลเวียไม่เข้าใจ แต่ก็ยังลงนาม กลายเป็นว่าซิลเวียเซ็นเอกสารแสดงความยินยอมไม่รับมรดกของดาเนียล แต่สามารถพำนักในอพาร์ตเมนต์ที่ถนนลา โบเอซี  (rue La Boétie) และได้รับเงินเดือนละ 30,000 ยูโร ต่อมาซิลเวียฟ้องศาลเรียกร้องส่วนแบ่งในมรดก เป็นจุดเริ่มต้นของคดีดังในฝรั่งเศส ในปี 2005 ศาลตัดสินเป็นคุณแก่ซิลเวีย ให้กีและอเล็กคืนเงินให้ซิลเวีย 15 ล้านยูโร ศาลแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อสำรวจทรัพย์สินของวิลเดนสไตน์ และพบว่ามีทรัพย์สินเกินกว่าที่แจ้งไว้มากมายนัก การตรวจค้น Institut Wildenstein ที่ถนนลา โบเอซี พบว่าสถาบันแห่งนี้มีภาพเขียนและรูปปั้นของอาร์ทิสต์ดังมากมาย อีกทั้งยังพบว่างานศิลป์หลายชิ้นมีผู้แจ้งว่าหายหรือถูกขโมย สองพี่น้องจึงต่อรองมอบเงิน 100 ล้านยูโรแก่แม่เลี้ยง ทว่าเธอปฏิเสธ

ต่อมาในปี 2008 คดีกลับไปยังจุดเริ่มต้น เมื่อศาลยกเลิกการตรวจสอบทรัพย์สิน และบ่งว่าทรัพย์สินของดาเนียล วิลเดนสไตน์มีเพียง 43 ล้านยูโร ด้วยว่าการลงทุนในทรัสต์เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของการถ่ายทอดทรัพย์สินแก่ทายาทสายตรง           

อเล็ก วิลเดนสไตน์ถึงแก่กรรมในปี 2007ภรรยาคนที่สองของเขาเผชิญชะตากรรมเดียวกับซิลเวีย เธอจึงออกมาเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับทรัสต์ต่างๆ ของตระกูลวิลเดนสไตน์ บ้านที่เกาะวีแอร์จส์ (îles Vierges) ไร่ในเคนยาอันเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Out of Africa อีกทั้งม้าแข่งพันธุ์ดีในคอกม้าของครอบครัว และงานศิลป์จำนวนมากที่แต่ละทรัสต์ครอบครอง จากการตรวจสอบพบว่างานศิลป์จำนวนไม่น้อยถ่ายโอนจากทรัสต์หนึ่งไปยังอีกทรัสต์โดยไม่มีการซื้อขายในตลาด จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีศุลกากร มีการขนย้ายงานศิลป์ด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปยังสวิส           

แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครทำอะไรได้ แม้ว่าผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้ทำคดีของซิลเวียจะตั้งสมมุติฐานว่าตระกูลวิลเดนสไตน์ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับภาษี ทั้งนี้เพราะกี  วิลเดนสไตน์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค UMP ของประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) และเป็นผู้สนับสนุนการเงินรายใหญ่ของพรรค UMP จนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Légion d’honneur  จากประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ทนายความของซิลเวียเร้องเรียนถึงกระทรวงงบประมาณ ซึ่งเอริก เวิร์ธ (Eric Worth) เป็นรัฐมนตรี

การตรวจค้น Institut Wildenstein พบงานศิลป์จำนวนมากของจิตรกรดังอย่างเอ็ดการ์ เดอกาส์ (Edgar Degas) โคล้ด โมเนต์ (Claude Monet) ปอล โกแกง (Paul Gauguin) ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir) เจริโกต์ (Géricault) ฟราโกนารด์ (Fragonard) วัตโต (Watteau) ยังพบว่างานศิลป์บางชิ้นมีผู้แจ้งหายหรือถูกขโมย เช่น  ภาพ Chaumière en Normandie ของแบร์ธ โมริโซต์ (Berthe Morisot) หายไปจากทรัพย์สินของอานน์-มารี รูอารต์ (Anne-Marie Rouart) ทายาทของเอดูอารด์ มาเนต์ (Edouard Manet) ในปี 1993 อานน์-มารี รูอารต์สนิทสนมกับดาเนียล วิลเดนสไตน์ จนไว้ใจฝากภาพเขียนและทองแท่งไว้เมื่อเธอไปพักร้อน เธอมอบภาพเขียนในครอบครองให้กับราชบัณฑิตยสถาน สำนักจิตรกรรม (académie des Beaux-Arts) ซึ่งดาเนียล วิลเดนสไตน์เป็นเหรัญญิก อีกทั้งแต่งตั้งให้กี วิลเดนสไตน์ เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ครั้งนั้นมีภาพเขียนหายไปหลายภาพ นอกจาก Chaumière en Normandie ของแบร์ธ โมริโซต์แล้ว ยังมีภาพเขียนของฌอง-บาติสต์ โกโรต์ (Jean-Baptiste Corot) หนึ่งภาพ เอดูอารด์ มาเนต์ สามภาพ หนึ่งในนั้นคือภาพ Chanteuse de café-concert ซึ่งมีราคาหลายล้านยูโร  กี วิลเดนสไตน์กล่าวว่าพ่อของตนคงหลงลืม และเสนอจะมอบภาพ Chaumière en Normandie แก่ราชบัณฑิต หากได้รับการโต้แย้งจากอีฟส์ รูอารต์  ซึ่งพินัยกรรมบ่งว่าเป็นผู้รับมรดกที่เป็นงานศิลป์ประดับบ้าน อันรวมถึงภาพนี้ เพราะแขวนประดับในบ้านของอานน์-มารี รูอารต์

นอกจากนั้นยังพบภาพเขียนของเอ็ดการ์ เดอกาส์อีก 2 ภาพ และรูปปั้นบรอนซ์ของเรมบรานด์ บูกัตตี (Rembrandt Bugatti) ซึ่งทายาทของโจเซฟ ไรนาค (Joseph Reinach) ได้แจ้งหาย ครั้งนั้นดาเนียล วิลเดนสไตน์และชาร์ลส์ ดูรองด์-รูเอล (Charles Durand-Ruel) ได้รับมอบหมายให้ทำบัญชีงานศิลป์อันเป็นมรดกของจูลี กูจง (Julie Goujon) ลูกสาวของโจเซฟ ไรนาค ภาพหนึ่งที่หายไปคือ Herbes hautes au papillons ของวินเซนต์ วาน โกก (Vincent Van Gogh) ซึ่ง 30 ปีให้หลังถูกนำไปแสดงนิทรรศการที่ชิคาโกในปี 2001 ในนามงานสะสมของเอกชน  กี วิลเดนสไตน์กล่าวว่า ก็ไม่เห็นมีทายาทคนไหนมาเรียกร้องนี่ หลานสาวของจูลี กูจง เรียกร้องให้กี วิลเดนสไตน์แสดงบัญชีงานศิลป์ของย่าของตน

ในเดือนตุลาคม 2011ศาลรับไต่สวนคดีที่กระทรวงงบประมาณยื่นฟ้องกี วิลเดนสไตน์ ข้อหาหลบเลี่ยงภาษี

ความอื้อฉาวเกี่ยวกับตระกูลวิลเดนสไตน์ มิได้มีเพียงแค่นี้ ด้วยว่าซิมง นาห์มานี (Simon Nahmani) เจ้าของอาร์ตแกลเลอรีแห่งนี้ ซื้อภาพเขียนในราคา 2,500 ฟรังก์ในทศวรรษ 1990 นำมาทำความสะอาด ด้วยความมั่นใจว่าได้ภาพของโคล้ด โมเนต์ จึงมองหาผู้ที่จะออกใบรับประกัน จึงขอความช่วยเหลือจากชาร์ลี นัดจาร์ (Charly Nadjar) ซึ่งนำภาพเขียนไปให้ดาเนียล วิลเดนสไตน์ดู ดาเนียลเป็นผู้เชี่ยวชาญภาพเขียนของโคล้ด โมเนต์ หากเป็นของจริง ชาร์ลี นัดจาร์ขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งจากการขายภาพนี้ ดาเนียล วิลเดนสไตน์คิดว่าเป็นภาพ La Meule ที่เขียนโดย   บลองช์ โอเชเด (Blanche Hoschédé) ลูกเลี้ยงของโคล้ด โมเนต์ จึงไม่สามารถออกใบรับรองให้ได้  ผลก็คือซีมง นาห์มานีขายภาพนี้ไป 50,000 ฟรังก์ สิบปีให้หลังเขาได้ข่าวว่าภาพ La Meule ที่เหมือนภาพของเขาภาพหนึ่งประกาศขายที่นิวยอร์กด้วยราคา 13 ล้านดอลลาร์ โดยมีกี วิลเดนสไตน์เป็นผู้ออกใบรับรองว่า เป็นผลงานของโคล้ด โมเนต์  ซีมง นาห์มานีจึงเรียกร้องเงินจากผู้ซื้อภาพของเขา ซึ่งขายต่อไปด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผย แต่เขายอมจ่ายเงินชดเชยให้ซีมง นาห์มานี ถึง 700,000 ยูโร

ในเดือนตุลาคม 2008 ผู้คนรีบรุดไปพิพิธภัณฑ์มาร์มอตต็อง (Musée Marmottan) เพื่อชมนิทรรศการ L’œil impressionniste ซึ่งมีภาพ La Meule มาแสดงด้วย เป็นภาพที่เหมือนภาพ La Meule ของซีมง นาห์มานีซึ่งกี วิลเดนสไตน์เป็นผู้รับรอง เพียงแต่ความกว้างของภาพต่างกัน 8เซนติเมตร ที่แปลกคือนิทรรศการที่จัดที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่ละครั้ง La Meule บ่งที่มาต่างกัน จาก BogArt Collection บ้าง Paris Musée Marmottan prêt permanent de la BogArt collection บ้าง Bog Art Collection Ltd บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ที่ไม่แปลกคือพิพิธภัณฑ์มาร์มอตต็องซึ่งเป็นสมบัติของ Académie des Beaux-Arts และดาเนียล วิลเดนสไตน์เป็นราชบัณฑิตสำนักนี้ด้วย อีกทั้งกี วิลเดนสไตน์เคยให้เงินสำหรับการบูรณะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ในปี 1984 โปแลต เฮาเวิร์ด จอห์นสตัน (Paulette Howard Johnston) ขายภาพให้แก่ดาเนียล วิลเดนสไตน์ เป็นพอร์เทรตของโคล้ด โมนต์ ซึ่งไม่มีลายเซ็นกำกับ แต่เธอเชื่อว่าเป็นผลงานของจอห์น ซิงเกอร์ ซาร์เจนท์ (John Singer Sargent) ต่อมาดาเนียลอ้างว่าไม่ใช่ผลงานของซาร์เจนต์ แต่เป็นจิตรกรที่ไม่มีชื่อ โปแลต เฮาเวิร์ด จอห์นสตันยอมคืนเงินให้ครึ่งหนึ่ง โดยมีข้อแม้ว่าต้องมอบภาพนี้แก่พิพิธภัณฑ์มาร์มอตต็อง และสิบปีต่อมา เธอพบภาพเขียนนี้ในเอ็นไซโคพีเดียผลงานของโคล้ด โมเนต์ ซึ่งจัดทำโดยดาเนียล วิลเดนสไตน์ และภาพนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์มาร์มอตต็อง ในปี 1999เธอจึงฟ้องศาล เป็นความกันอยู่ 17ปี แล้วศาลก็ตัดสินให้ปอแลต เฮาเวิร์ด จอห์นสตันเป็นผู้ถูก แต่มีการอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ภาพพอร์เทรตของโคล้ด โมเนต์ กลับไปเป็นผลงานของจอห์น ซิงเกอร์ ซาร์เจนท์