วันจันทร์, ธันวาคม 11, 2017
Home > On Globalization > วัยรุ่นสีผิวเป็นปัญหา

วัยรุ่นสีผิวเป็นปัญหา

Column: From Paris

เดินเที่ยวในปารีสหรือในรถไฟใต้ดินเห็นชาวฝรั่งเศสแท้ๆ น้อยมาก มีแต่ “ชาวต่างชาติ” หลากสีผิว ผิวดำมะเมื่อมจากกาฬทวีป ดำน้อยหน่อยก็มี ออกสีน้ำตาลเป็นชาวเกาะจากจังหวัดหรือดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส หรือออก “แขก” จากแอฟริกาเหนือ ที่เรียกว่า มาเกรบ (Maghreb) อันประกอบด้วยแอลจีเรีย โมร็อกโก และตูนิเซีย มีบ้างจากอียิปต์ พ่อค้าผลไม้ชาวอียิปต์รูปร่างสูงใหญ่ออกจะดูแคลนชาวมาเกรแบง (Maghrébin)

ชาวเอเชียก็มีเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอินโดจีน อันมีเขมร เวียดนาม และลาว ที่อพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์หลังจากเขมรแตกในปี 1975 ในฐานะเจ้าอาณานิคมเก่า ฝรั่งเศสจึงเอื้อเฟื้อรับชาวอินโดจีนมาตั้งถิ่นฐาน ที่ปารีส มาชุมนุมในเขต 13 (13ème arrondissement) เรียกกันว่าย่านคนจีน อันที่จริงย่านคนจีนเก่าแก่อยู่ที่แบลวิล (Belleville) เป็นชาวจีนจากเวนโจวที่หนีภัยคอมมิวนิสต์เช่นกัน เมื่อเมาเซตุงเริ่มรุกคืบจนครอบครองประเทศจีนในที่สุด ในขณะที่ชาวแต้จิ๋วอยู่ที่เขต 13 ปัจจุบันมีชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาอาศัยในฝรั่งเศสเยอะมาก เข้ามาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ทางการฝรั่งเศสไม่ค่อยรังเกียจชาวจีน เพราะขยันทำมาหากิน ไม่สร้างปัญหา ร้านค้าแถวบ้านที่มี “แขก” เป็นเจ้าของ จู่ๆ ก็มีหน้าเอเชียเข้ามาแทนที่

รัฐบาลฝรั่งเศสมีนโยบายให้ผู้มาอาศัยในประเทศที่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง สามารถขอให้ครอบครัวตามมาอยู่ด้วยได้ การยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนกลายเป็นดาบที่คืนสนอง ด้วยว่าชาวสีผิวเหล่านี้ที่ไม่รวมหน้าเหลืองๆ อย่างชาวเอเชีย มีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมฝรั่งเศส หรืออีกนัยหนึ่งสังคมชาวปารีส เด็กวัยรุ่นไม่ยอมเรียนหนังสือ สุมหัวก่อปัญหาให้รัฐบาลปวดศีรษะอยู่เนืองๆ อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเด็กชานเมืองจะไม่มีการศึกษา ที่ใฝ่ดีเรียนมหาวิทยาลัยก็เยอะ

เคยไปชมโบสถ์แซงต์-เดอนีส์ (Basilique Saint-Denis) อันเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์ฝรั่งเศส แล้วพบว่าแซงต์-เดอนีส์เป็นชานเมืองที่เต็มไปด้วยคนสีผิว นักท่องเที่ยวชาวไทยเคยถูกทุบรถเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินระหว่างเดินทางจากสนามบินรวสซี-ชาร์ลส์ เดอ โกล (Roissy Charles de Gaulle) มายังกรุงปารีส สถานที่เกิดเหตุอยู่แถวแซงต์-เดอนีส์

เพื่อนคนหนึ่งพำนักในชานเมืองที่ไม่ไกลจากแซงต์-เดอนีส์เล่าว่าต้องคอยระวังเรื่องประตูหน้าต่าง เพราะเกิดกรณีอยู่เนืองๆ

วัยรุ่นสมัยนี้ส่วนหนึ่งมีการแต่งกายเฉพาะตัว ชอบสวมกางเกงจ๊อกกิ้ง เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบ ซึ่งกลายเป็นรองเท้ายอดนิยมของทุกวัยไปแล้ว เด็กชานเมืองคนหนึ่งที่กำลังศึกษาด้านรัฐศาสตร์บอกว่าเมื่อไรที่จะมาปารีส ต้องเปลี่ยนเป็นกางเกงยีนส์ แต่ทุกครั้งที่มาปารีสจะรู้สึกแปลกแยก รู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการ และเป็นที่จับตามอง แม้จะพยายามแต่งกายให้เหมือนชาวกรุงแล้วก็ตาม

รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายพันล้านเพื่อปรับปรุงชานเมืองให้น่าอยู่ แต่ก็ดูเหมือนไร้ผล วัยรุ่นและหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัว “ชาวบ้าน” แถบชานเมืองก็ยังฝังใจว่าตนเองเป็นที่รังเกียจ และปารีสดูราวกับห่างไกลมาก คนหนึ่งได้เห็นหอเอฟเฟล (Eiffel) ครั้งแรกเมื่ออายุ 24 ปี พวกเขารู้สึกว่าปารีสเป็นความสดใสที่พวกเขามาสร้างรอยเปื้อนให้

วัยรุ่นชานเมืองชอบมาชุมนุมกันในย่านเลส์ อาลส์ (Les Halles) ในเขต 1 (1er arrondissement) ของปารีส เป็นสถานที่เดียวที่พวกเขารู้สึกว่า “เข้าถึง” ทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม บ้างก็รวมตัวมาแสดงการเต้นรำพื้นเมือง ฮิป-ฮอป การต่อสู้ป้องกันตัว อีกทั้งเป็นสังคมไซเบอร์ บ้างก็เห็นว่าเลส์ อาลส์มีบรรยากาศแบบอเมริกัน มีเสียงเพลง มีร้านรองเท้าผ้าใบและเสื้อผ้าสไตล์ streetwear อันเป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่น เด็กชานเมืองจึงไม่รู้สึกผิดที่ผิดทาง วัยรุ่นชายชอบมาแอ่วสาว เพราะแถบบ้านของตนเป็นเหมือนหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันหมด จะทำอะไรที่แม้แต่การจีบสาวก็รู้กันหมด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีวัยรุ่นหลายกลุ่ม การวิวาทย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือประกอบอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ ประเภทล้วงกระเป๋า เป็นต้น ทุกครั้งที่ไปเดินย่านนี้จะระมัดระวังเป็นพิเศษ

ในย่านหรูของปารีสแบบแซงต์-แจร์แมง-เดส์-เพรส์ (Saint-Germain-des-Prés) เด็กชานเมืองไม่กล้าไป เพราะรู้สึกเหมือนมีชะนักปักหลังอยู่ พ่อค้ามองอย่างไม่วางใจ พนักงานเสิร์ฟคอยจับตา ส่วนพวกผู้หญิงระมัดระวังกระเป๋า และที่แน่ๆ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินสำรวจตรวจตรา หากพบวัยรุ่นที่น่าสงสัยจะขอตรวจค้นและตรวจบัตร เป็นต้น คนหนึ่งเห็นว่าเป็นการกระทำที่ทำให้อับอาย ไม่ว่าจะปรับการแต่งกายอย่างไร เขาก็ยังเป็น “พวกอาหรับ” “คนผิวดำ” ที่ต้องจับตามอง

สาววัย 21 ปีบอกทุกครั้งที่ไปปารีสต้องเปลี่ยนการแต่งตัวให้เหมือนสาวชาวกรุง รองเท้าผ้าใบก็ต้องรุ่น Stan Smith ไม่ใช่ผ้าใบเทอะทะ ถึงกระนั้นก็เดินในเขต 8 (8ème arrondissement) ไม่ได้ เพราะพลันที่คนรู้ว่ามาจากชานเมือง ก็จะมองแบบดูแคลน

สำหรับเด็กชานเมือง ปารีสเป็นถิ่นของชาวผิวขาว มีแต่พวกฝรั่งเศสแท้ เด็กชานเมืองรับรู้ว่าตนเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ที่ปารีสมีแต่ชาวฝรั่งเศส-ฝรั่งเศส กล่าวคือชาวผิวขาว บางคนบอกว่าทุกครั้งที่ไปปารีส จะรู้สึกแปลกๆ เพราะในชีวิตประจำวัน เห็นแต่พวกอาหรับและพวกผิวดำ

ถึงกระนั้นสาวชานเมืองคนหนึ่งต้องเข้ามาเรียนเต้นรำที่ปารีส รู้สึกกลมกลืนกับสังคมปารีส และไปชมตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เธอเล่าว่าเมื่อเริ่มไปชมนิทรรศการตามพิพิธภัณฑ์ พวกเพื่อนๆ บอกว่า นั่นเป็นความคลั่งใคล้ของชาวผิวขาว

เทศบาลกรุงปารีสตระหนักถึงความรู้สึกแปลกแยกของเด็กชานเมือง จึงมีโครงการที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนชั้นเรียนระหว่างโรงเรียนชานเมืองและโรงเรียนที่ปารีส เป็นการลดช่องว่างระหว่างเด็กกรุงและเด็กชานเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *