วันพฤหัส, กรกฎาคม 27, 2017
Home > Life > ลิเบอราชี

ลิเบอราชี

 
ช่อง 4 บางขุนพรหมเป็นโทรทัศน์ช่องแรกที่รู้จัก ต่อมาย้ายมาอยู่บางลำพู เปลี่ยนชื่อเป็นช่อง 9 แล้วจึงมาถึงยุค อสมท. เป็นยุคที่ได้ชมรายการดีๆ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการบันเทิงและเพลง จึงได้ชมรายการโชว์ของแพ็ตตี เพจ (Patti Page) ดอริส เดย์ (Doris Day) เอ็ดมุนโด รอส (Edmundo Ros) เจมส์ ลาสต์ (James Last) แอนดี้ วิลเลียมส์ (Andy Williams) ทอม โจนส์ (Tom Jones) เองเกลเบิร์ต ฮัมเพอร์ดิงค์ (Engelbert Humperdinck) ฯลฯ และรายการหนึ่งที่ชอบมากคือโชว์ของลิเบอราชี (Liberace)
 
ชื่อลิเบอราชีให้ความรู้สึกว่าน่าจะมีเชื้อสายอิตาเลียน แล้วก็เป็นจริงตามนั้น ด้วยว่าพ่อของเขาเป็นชาวอิตาเลียนที่อพยพมายังสหรัฐอเมริกา ส่วนแม่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายโปแลนด์ แม่ชื่นชอบดารารูปหล่ออย่างรูดอลฟ์ วาเลนติโน (Rudolph Valentino) จึงตั้งชื่อกลางให้ลูกชายว่า วาเลนติโน ลิเบอราชีหัดเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เล่นดนตรีคลาสสิก เขาโดดเด่นเมื่อร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับวง Symphony orchestra of Chicago เมื่ออายุ 20 ปี หากเมื่อยึดอาชีพนักเปียโน เขาก็นำเพลงร่วมสมัย ดนตรีประกอบภาพยนตร์มาเล่น ผสมผสานไปกับดนตรีคลาสสิกของโชแปง (Schubert) ลิสต์ (Liszt) ราชมานินอฟ (Rachmaninov) ชูเบิร์ต (Schubert) หรือไชคอฟสกี้ (Tchaikovski) รวมทั้งดนตรีแจ๊ซ
 
จุดเด่นของลิเบอราชีคือความ “เว่อร์” เว่อร์ทั้งเครื่องแต่งกายและฉาก หรือแม้แต่เปียโน ในโชว์แต่ละตอน ลิเบอราชีจะสวมเสื้อเฟอร์ เสื้อหางยาวที่ปักวูบวาบ ยามที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ จะปัดหางเสื้อด้วยท่าทางเท่ นิ้วทุกนิ้วมีแหวนที่มีเพชรพลอยขนาดใหญ่ แถมยังขับรถโรลส์รอยซ์ขึ้นเวทีด้วย บอกให้รู้ว่ารวยจริงนะ ก็ต้องรวยสิ เพราะแค่รายการโชว์ทางโทรทัศน์ที่ชื่อว่า The Liberace Show ก็ได้ค่าตัว 7 ล้านดอลลาร์ มากกว่าลิซ เทย์เลอร์ ที่ได้ค่าตัว 1 ล้านดอลลาร์ต่อภาพยนตร์ 1 เรื่อง ลิเบอราชีทั้งเล่นเปียโนและร้องเพลง ถือเป็น show man ที่เก่งมาก ภาพที่เขาเล่นเปียโน แล้วเอาเท้าขึ้นมากดคีย์ หรือการเล่นเปียโนคู่กับนักเปียโนอีกผู้หนึ่ง ยังจำติดตาไม่หาย ความเว่อร์ของเครื่องแต่งกายก็มีส่วนให้จดจำ
 
ลิเบอราชีเคยกล่าวว่า เขาไม่ได้แสดงคอนเสิร์ต แต่ทำรายการโชว์ ดังนั้นใครจะวิพากษ์วิจารณ์เพลงที่เขาเล่นก็ไม่น่าสนใจทั้งสิ้น ลิเบอราชีเริ่มโกอินเตอร์เมื่อไปแสดงที่คิวบา ตามมาด้วยยุโรป หนังสือพิมพ์ The Daily Mirror และ Confidential Magazine เคยลงข่าวว่าเขาเป็นรักร่วมเพศ จึงถูกลิเบอราชีฟ้องร้อง 
 
ลักษณะท่าทางของลิเบอราชีบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นเกย์ แม้เขาจะพยายามปิดบังก็ตาม ในปี 2011 เบ็ตตี้ ไวท์ (Betty White) เพื่อนสนิทของลิเบอราชีให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNN ว่าลิเบอราชีเป็นรักร่วมเพศ เขามักขอให้เธอออกงานกับเขาเพื่อเป็นการอำพราง และที่แน่ๆ คือ ลิเบอราชีเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในปี 1987
 
ลิเบอราชีเคยใช้ชีวิตร่วมกับเด็กหนุ่มชื่อสก็อต ธอร์สัน (Scott Thorson) อยู่หลายปี เขาปรนเปรอหนุ่มด้วยเครื่องประดับและเสื้อเฟอร์ และแล้ววันหนึ่งรู้สึกว่าสก็อต ธอร์สันเรียกร้องมากเกินไป จึงขับออกจากบ้าน จึงเป็นที่มาของการเปิดโปง สก็อต ธอร์สันให้สัมภาษณ์ว่าลิเบอราชีเป็นคนชักนำให้เขาเสพยาเสพติด นอกจากนั้นยังเขียนหนังสือชื่อ Behind the Candelabra
 
บังเอิญให้สตีเวน โซเดอร์เบอร์ก (Steven Soderbergh) นักสร้างภาพยนตร์ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จึงเกิดความบันดาลใจว่าน่าจะสร้างเป็นภาพยนตร์ และขอให้ไมเคิล ดักลาส (Michael Douglas) เป็นผู้แสดง ไมเคิล ดักลาสเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์ ด้วยว่าเพิ่งทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งในช่องปาก และการค้นพบว่าภรรยาคือคาเธอรีน ซีตา-โจนส์ (Catherine Zeta-Jones) มีปัญหาทางจิต คาเมรอน (Cameron) ลูกชายติดคุกเพราะมียาเสพติดในครอบครอง ไมเคิล ดักลาสจึงรับคำที่จะแสดง ด้วยเห็นว่าการแสดงเป็นคนเว่อร์ๆ อย่างลิเบอราชีน่าจะเป็นความบันเทิงใจได้ อันที่จริงภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะถ่ายทำก่อนหน้านี้หนึ่งปี สตีเวน โซเดอร์เบอร์กและแมท เดมอน (Matt Damon) อ้างว่ายังติดงานอื่นอยู่ จึงขอเลื่อนการถ่ายทำ ทว่าในความเป็นจริงทั้งสองต้องการรอให้ไมเคิล ดักลาสเสร็จจากการรักษามะเร็งเสียก่อน
 
ไมเคิล ดักลาสเล่นเปียโนไม่เป็น เขาต้องนำเทปการแสดงของลิเบอราชีมาดู เพื่อศึกษาวิธีการวางมือบนคีย์เปียโน ในชีวิตจริง ไมเคิล ดักลาสเคยพบลิเบอราชีมาก่อนในปี 1959 เขาตื่นตาตื่นใจกับรถโรลส์รอยซ์เปิดประทุนของลิเบอราชีที่พ่นสีลายคีย์เปียโน เพชรพลอยบนเนื้อตัวของเขา ในการแสดงเป็นลิเบอราชี ไมเคิล ดักลาสต้องให้ช่างแต่งหน้าถึง 2-3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ผู้แสดงเป็นสก็อต ธอร์สัน คือแมท เดมอน 
 
Behind the Candelalbre: my life with Liberace เข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองกานส์ (Cannes) และเป็นภาพยนตร์ที่ฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์อเมริกันที่เมืองโดวิล (Deauville) ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายที่ช่อง HBO ในเดือนพฤษภาคม 2013 ก่อนที่จะออกฉายในโรงภาพยนตร์ในเดือนกันยายน 
 
Behind the Candelalbre: my life with Liberace เป็นเรื่องราวของหนุ่มรักร่วมเพศ จึงมีปัญหาเสี่ยงเรื่องรายได้ เป็นไปได้ว่ามีผู้รังเกียจ ไม่ยอมไปชม และอาจมีผู้ต่อต้าน นั่นเป็นความเห็นของฮอลลีวู้ด จึงไม่มีใครยอมซื้อภาพยนตร์เรื่องนี้ หาก Behind the Candelalbre: my life with Liberace ประสบความสำเร็จในอังกฤษและออสเตรเลีย 
 
ลิเบอราชีเคยได้รับรางวัลเอ็มมี (Emmy awards) 2 ครั้ง และได้แผ่นเสียงทองคำ 7 แผ่น