วันจันทร์, ธันวาคม 9, 2019
Home > Life > ลดน้ำหนักไม่ได้ผล เพราะความเข้าใจที่ผิดๆ

ลดน้ำหนักไม่ได้ผล เพราะความเข้าใจที่ผิดๆ

ความคิดที่ว่า “กินไปก่อน ค่อยไปออกก็ได้” “เล่นหนักๆ เข้าไว้ น้ำหนักจะได้ลงเร็ว” หรือ “เหงื่อออกเยอะ ไขมันยิ่งลด” เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวด ที่ทำให้การออกกำลังไม่ประสบความสำเร็จ

น่าแปลกที่ความคิดเหล่านี้ยังคงมีอยู่ ทั้งที่โลกปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ได้ผลสามารถหาอ่านได้เพียงแค่ปลายนิ้ว แต่หลายคนกลับปักใจเชื่อความคิดเดิมๆ

ทว่า ความเข้าใจเหล่านี้หากเกิดขึ้นกับใครก็ตาม คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด หากบุคคลคนนั้นออกกำลังกายแทบตาย แต่น้ำหนักไม่ลดลงเสียที มิหนำซ้ำอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

โภชนาการสำคัญกว่าการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพนั้น แท้จริงแล้ว ความสำคัญของโภชนาการมีความสำคัญถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ คือการออกกำลังกายที่ถูกต้อง

ผู้เขียนออกกำลังกายอย่างจริงจังมาหลายปี และมักเจอกับคำถามเช่นว่า กินน้อยๆ ได้ไหม น้ำหนักจะได้ลด หรือซิตอัปอย่างเดียวได้ไหม หน้าท้องจะได้ยุบ หรือแม้แต่วิ่งอย่างเดียวได้ไหม น้ำหนักจะได้ลงเร็วๆ

คำตอบที่ให้ไปคือ คุณสามารถทำได้ทั้งหมดทุกข้อ เพื่อให้น้ำหนักลด คำถามเหล่านั้นไม่ผิดแม้แต่น้อย เพราะทุกการกระทำล้วนให้ผลตามที่ต้องการ คือ “น้ำหนักลด หน้าท้องยุบ” ทว่า ประสิทธิภาพที่ได้นั้นจะดีพอให้น้ำหนักลดต่อเนื่องหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่”

ทำไมโภชนาการถึงมีความสำคัญกับการออกกำลังกายมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หากเข้าใจคำนิยามนี้ “You are what You eat” แปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่ายๆ คือ “คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น”

ร่างกายของมนุษย์ต้องการสารอาหารครบ 5 หมู่ และยิ่งเมื่อเราต้องการลดน้ำหนัก ยิ่งต้องจัดสรรโภชนาการให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ที่เรานำเข้าสู่ร่างกายต้องทำให้เกิดสมดุล

การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ลดไขมันสะสมอย่างได้ผล คือ นำออกมากกว่านำเข้า ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า กินให้น้อยลงแล้วออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หมายถึง กินอาหารที่มีคุณภาพ เน้น โปรตีนจากเนื้อไก่ ไข่ นม ถั่ว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง แป้งชนิดไม่ขัดขาว เพราะกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลช้ากว่า แป้งขัดขาว ร่างกายจะได้พลังงานต่อเนื่อง และยังช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานสะสมในรูปแบบของไขมันก่อน

แน่นอนว่า หากเรายังคงกินอาหารทอดๆ มันๆ ของหวาน เค้ก เบเกอรี่ หรือชาไข่มุก ในช่วงการออกกำลังกาย เราจะเป็นเพียงหมูที่แข็งแรงเท่านั้น

เหงื่อไม่ใช่ไขมัน

หลายคนมุ่งมั่นกับการออกกำลังกายแบบหักโหม เพราะมีความเชื่อแบบผิดๆ ที่ว่า เมื่อเราเหงื่อออกมากขึ้น นั่นแปลว่า ไขมันเราได้ถูกสลายไปในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ต้องยอมรับว่าในปริมาณเหงื่อที่ร่างกายขับออกมานั้น มีไขมันรวมอยู่ด้วย ทว่า ก็มีเปอร์เซ็นต์ของไขมันน้อยมากที่ถูกร่างกายสลายให้ออกมาพร้อมเหงื่อ เพราะเหงื่อที่ออกมาในปริมาณมากๆ เมื่อเราออกกำลังกายอย่างหนัก นั่นคือกระบวนการระบายความร้อนของร่างกาย เพื่อปรับสมดุลอุณหภูมิในร่างกายเมื่อเราออกกำลังกายอย่างหนัก

แต่เหงื่อเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าร่างกายเราได้เผาผลาญพลังงาน หรือเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ออกกำลังกายแล้วไม่มีเหงื่อคือร่างกายไม่เผาผลาญ เพราะรูปแบบและวิธีการออกกำลังกายแตกต่างกันไป

หลายคนมักชั่งน้ำหนักก่อนเริ่มออกกำลังกาย และเปรียบเทียบน้ำหนักหลังจากออกกำลังกายมาอย่างหนัก เมื่อเห็นตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงคงจะปลาบปลื้มไม่น้อยที่น้ำหนักมีการเปลี่ยนแปลง แต่น้ำหนักที่หายไปเกิดจากร่างกายสูญเสียน้ำจากการออกกำลังกาย

และการออกกำลังกายอย่างหักโหมจนเกินพอดี จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วขึ้น เพราะเป็นการใช้พลังงานมากเกินไป ควรผ่อนหนักผ่อนเบาและเลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ไขมันไม่ได้เปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ

นี่นับเป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงมาก ไม่น่าแปลกใจที่คนมีความคิดนี้ฝังอยู่ในหัวจะไม่ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย

ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วย น้ำ ไขมัน กล้ามเนื้อ กระดูก สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานนั่นเพราะมีไขมันสะสมอยู่จำนวนมาก ซึ่งไขมันสะสมเหล่านี้จะถูกดึงออกมาใช้ เมื่อเราควบคุมการบริโภคและออกกำลังกายที่เหมาะสม

หลายคนยังเข้าใจว่า การวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือคาร์ดิโอเพียงอย่างเดียวจะช่วยให้ไขมันสะสมลดได้ดี ก็คงไม่ผิดที่จะคิดแบบนั้น แต่นั่นต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ว่า มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 40 นาทีต่อวัน

เพราะกว่าร่างกายจะนำไขมันสะสมออกมาใช้ให้เป็นพลังงาน ร่างกายจำเป็นจะต้องเผาผลาญไขมันใหม่ หรือพลังงานจากแคลอรีที่เพิ่งได้รับเข้าไปเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะดึงไขมันสะสมออกมาใช้งาน

แต่วิธีการที่ช่วยให้ร่างกายนำไขมันสะสมออกมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง คือการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อด้วยการเวทเทรนนิ่ง เพราะกล้ามเนื้อมีส่วนสำคัญในระบบการเผาผลาญ เมื่อมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ระบบการเผาผลาญจะดีขึ้นตามลำดับ

จริงอยู่ที่ว่า ร่างกายของมนุษย์มีกล้ามเนื้ออยู่แล้ว แต่การเวทเทรนนิ่งเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับมวลกล้ามเนื้อที่เรามีอยู่ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นด้วย

เปลี่ยนความเข้าใจผิดเหล่านี้ก่อนที่จะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือเป็นหมูที่แข็งแรงเสียก่อน.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *