วันจันทร์, กันยายน 25, 2017
Home > On Globalization > ร้านอาหารย่านมงต์ปาร์นาส

ร้านอาหารย่านมงต์ปาร์นาส

Column: From Paris

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2017 เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งกลุ่มการเมือง En Marche! นักการเมืองวัย 39 ปี ที่ไม่เป็นที่รู้จักนักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มาเป็นอันดับหนึ่ง เป็นความสำเร็จเกินความคาดหมาย จำต้องมีการฉลองสักหน่อย เอ็มมานูเอล มาครงจึงเชิญผู้ที่มีส่วนร่วมในการหาเสียงเลือกตั้ง และผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคาร La Rotonde บนถนน boulevard du Montparnasse ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนใกล้ชิด เพราะเกรงจะเป็นที่หมั่นไส้ของชาวฝรั่งเศสที่รับไม่ได้ต่อความฟู่ฟ่าของ นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ที่เชิญนักธุรกิจใหญ่ๆ หลายคนไปฉลองที่ตนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2007 ที่ภัตตาคารหรูอย่าง Fouquet’s ย่านชองป์เซลีเซส์ (Champs-Elysées) แล้วหลังจากนั้นนิโกลาส์ ซาร์โกซีไปท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์ของนักธุรกิจผู้หนึ่ง ทำให้ชาวฝรั่งเศสตระหนักว่าประธานาธิบดีคนใหม่ชอบแต่ความหรูหรา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีนี้ไม่เหมือนกันตรงที่เอ็มมานูเอล มาครงเชิญแต่ผู้ร่วมงาน ในร้านอาหารที่ไม่ได้หรูหราแพงติดอันดับ และเอ็มมานูเอล มาครงก็ยืนยันขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มากพอที่จะทำให้เอ็มมานูเอล มาครงไม่กล้าฉลองชัยชนะที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

ช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง มงต์ปาร์นาส (Montparnasse) เป็นย่านที่จิตรกร ประติมากร นักคิด นักเขียน กวี มาชุมนุมกัน ไม่ว่าจะเป็นปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) อาเมเดโอ โมดิกลีอานี (Amedeo Modigliani) อัลแบร์โต จาโกเม็ตตี (Alberto Giacometti) ฟูจิตะ (Foujita) ซัดคิน (Zadkine) โจเซฟีน เบเกอร์ (Josephine Baker) แมน เรย์ (Man Ray) ฌอง ก็อกโต (Jean Cocteau) จอร์จส์ บราค (Georges Braque) ฌอง-ปอล ซาร์ทร์ (Jean-Paul Sartre) ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) อองเดร มัลโรซ์ (André Malraux) เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ฌาคส์ เพรแวรต์ (Jacques Prévert) มักซ์ แอร์นสต์ (Max Ernst) ปอล โกแกง (Paul Gauguin) วาสซิลี คันดินสกี (Vassily Kandinsky) เลนิน (Lénine) เฮนรี มิลเลอร์ (Henry Miller) มารี โลรองแซง (Marie Laurencin) เป็นต้น อาร์ติสต์เหล่านี้ไปตามร้านอาหารดังบนถนน boulevard du Montparnasse ไม่ว่าจะเป็น La Rotonde, La Coupole, Le D?me และ Le Sélect เป็นหลัก

ธุรกิจร้านอาหารของฝรั่งเศสได้รับผลกระทบมากจากการก่อการร้ายในปี 2015 เฉพาะต้นปี 2016 ผลประกอบการลดลง 16% สืบเนื่องมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมีประมาณ 50 แห่ง เป็นร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง

Le Dôme เป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดในย่านนี้ กล่าวคือก่อตั้งในปี 1898 ขาดทุนต่อเนื่องจนต้องขอประนอมหนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2016 ลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียหายไป ในขณะที่ลูกค้าอเมริกันและญี่ปุ่นลดลงมาก รวมทั้งลูกค้าฝรั่งเศสด้วย Le Dôme รองรับลูกค้าได้ 110-120 คน อาหารราคาโดยประมาณ 90-100 ยูโรต่อคน

La Coupole ซึ่งจะฉลอง 90 ปีในเดือนธันวาคม 2017 ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งซ่อมแซมใหม่ในปี 2015 เพดาน ผนัง รวมทั้งเสาเป็นภาพเขียนของอาร์ติสต์ต่างๆ ได้รับการจัดให้เป็น “โบราณวัตถุ” La Coupole เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 400 คน แต่ปัจจุบันร้านไม่เคยเต็ม ห้องใต้ดินที่เป็นห้องเต้นรำก็ปิดลงตั้งแต่เดือนกันยายน 2016 เศรษฐกิจไม่ดีทำให้ชาวฝรั่งเศสระมัดระวังการใช้จ่าย จึงไม่ไปรับประทานอาหารตามภัตตาคารใหญ่ๆ ที่ราคาสูงกว่าร้านทั่วไป

La Rotonde และ Le Sélect มีผลประกอบการดีกว่าร้านอื่นๆ พวกอาร์ติสต์ยังคงมาที่ร้าน Le Sélect เช่น อแลง ซูชง (Alain Souchon) เรอโนด์ (Renaud) วาเลรี เลอแมร์ซีเอร์ (Valérie Lemercier) เป็นต้น Le Sélect ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว

La Rotonde เปิดในปี 1903 แรกทีเดียวเป็น bistro สำหรับพวกคนงาน ต่อมาในปี 1911 วิกตอร์ ลิบีอง (Victor Libion) ซื้อกิจการ แล้วขยายร้าน แต่แล้วจำเป็นต้องขายกิจการต่อเพราะถูกกล่าวหาว่าค้าบุหรี่เถื่อน มีการตกแต่งใหม่ และกันส่วนหนึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ เจ้าของปัจจุบันเป็นสองพี่น้อง แซร์จ (Serge) และเจรารด์ ตาฟาเนล (Gérard Tafanel) หนึ่งในลูกค้าประจำคือ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ทำให้ La Rotonde กลับมามีชีวิตชีวา ด้วยว่าพลันที่การฉลองชัยชนะในการเลือกตั้งรอบแรกของเอ็มมานูเอล มาครงที่ภัตตาคารแห่งนี้แพร่ออกไป ผู้คนหลั่งไหลมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แซร์จ ตาฟาเนลไม่พอใจที่สื่อเปรียบภัตตาคารของตนกับ Fouquet’s ด้วยว่า La Rotonde ไม่ได้หรูหราและแพงแต่อย่างใด เซตเมนูอาหารกลางวันเพียง 24 ยูโรเท่านั้น

ร้านอาหารเหล่านี้ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดลูกค้าอยู่ แม้ผลประกอบการจะไม่ได้ดั่งใจ