วันอังคาร, ตุลาคม 24, 2017
Home > Cover Story > รีเฟรชแบรนด์ “ยำยำ” ความสุขจากความอร่อย

รีเฟรชแบรนด์ “ยำยำ” ความสุขจากความอร่อย

 
อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบะหมี่สำเร็จรูปเจ้าแรกของไทย บะหมี่สำเร็จรูป ยำยำหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Ajinomoto Corp ที่ได้ผลิตครั้งแรกในปี 2514 และได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี พร้อมการแตกโปรดักส์ไลน์ เส้นบะหมี่รสชาติ ต่างๆ อาทิ ยำยำรสหมูสับ ยำยำผัดขี้เมา ยำยำรสต้มยำ รสสุกี้ และรวมถึงยำยำในรูปคัพ  
 
แม้ที่ผ่านมา ยำยำ จะมีการปรับปรุงรสชาติและรูปโฉมซอง เพื่อให้ถูกใจผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา และล่าสุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “ยำยำ”  รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษ โดยปรับโลโก้และแพ็กเกจใหม่ที่ใหญ่ขึ้น พร้อมชูคอนเซ็ปต์ ส่งความสุขที่มาจากความอร่อย โดยเพิ่มรอยยิ้มเข้าไปในโลโก้ เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของยำยำในการส่งความสุขจากความอร่อยสู่ผู้บริโภค
 
สดใส มีชีวิตชีวา และทันสมัยมากขึ้น เป็นจุดเน้นของรูปโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของ ยำยำจัมโบ้ ชึ่งเป็น Sub-brand หลักของยำยำ ที่มีจุดเด่นเรื่องปริมาณเต็มอิ่มเต็มความอร่อย โดยการปรับโลโก้และแพ็กเกจ พร้อมออกแคมเปญยำยำจัมโบ้ ความสุขคำโต เพื่อสื่อถึงภาพรวมของแบรนด์ว่า “ยำยำจัมโบ้” ให้ความสุขที่ใหญ่กว่ารวมทั้งทำการตลาดแบบครบวงจรควบคู่ไปกับแคมเปญ “ยำยำจัมโบ้ ความสุขคำโต” (More for Bigger Happiness)
          
ทะคะชิ  คะตะการิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท วันไทยอุตสาหกรรม จำกัด ได้กล่าวว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของยำยำจัมโบ้จากนี้ไปจะเน้นการส่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคชาวไทย และอีก 50 ประเทศทั่วโลก
 
ซึ่งเสมือนเป็นการตอกย้ำ vision ของบริษัทฯ คือการมุ่งมั่นในความอร่อยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง ที่บริษัทเดินหน้าพัฒนาไม่หยุดยั้ง และในขณะเดียวกันการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ยำยำ ไปสู่ยำยำจัมโบ้ โดยโฟกัสความเป็นอัตลักษณ์ของยำยำ ให้ผู้บริโภคได้จดจำ          
 
“การปรับครั้งนี้ เป็นการปรับครั้งใหญ่ นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของยำยำ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น และตั้งเป้าหมายว่ายอดขายปีนี้ จะเติบโตกว่าปีที่ก่อน 10% อีกทั้งจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดบะหมี่กี่งสำเร็จรูปเติบโตประมาณ 3-5% เช่นกัน” ทะคะชิ คะตะกามิ กล่าว               
 
แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะมีการเติบโตประมาณ 3-5% ทั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบของปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่กระนั้นยังถือว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกหลายๆ ธุรกิจอยู่ในภาวะทรงตัว
 
นอกจากจะมีเปลี่ยนโฉมด้านรูปลักษณ์และรสชาติแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ยำยำนำมาเป็นตัวถ่ายทอดและสร้างกระแสในการรีเฟรชแบรนด์ครั้งนี้ คือการเลือกสองดาราคู่จิ้น “ณเดชน์” และ “ญาญ่า” มาเป็นพรีเซนเตอร์ยำยำ จัมโบ้ รสต้มยำกุ้ง ตามด้วย “หมาก-ปริญ” เป็นพรีเซนเตอร์ ยำยำ จัมโบ้ รสหมูสับ   
 
ทั้งนี้ ยำยำ จะเน้นกลุ่มผู้บริโภคเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เพราะจะได้มีประสบการณ์ในการกินยำยำ แต่ในภาพรวมใหญ่ กลุ่มเป้าหมายหลักของยำยำ คือสามารถทานได้ทั้งครอบครัว
 
ยำยำได้ทุ่มงบการตลาดประมาณ 100 ล้านบาทในการทำการตลาดผ่านช่องทางโฆษณาผ่านสื่ออย่างครบวงจร ป้ายโฆษณากลางแจ้ง เช่น บิลบอร์ดขนาดใหญ่ บริเวณตึกแฝดที่มองเห็นได้ทั้งจากบริเวณทางด่วนพระราม 4- ท่าเรือขาเข้า และการจัดแคมเปญเพิ่มความสุขจากความอร่อยกันทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ “ความอร่อย ให้สุขคำโต” โดยยำยำจัมโบ้ได้ร่วมกับร้านอาหารดังทั่วไทย เติมเต็มความสุขให้ลูกค้า
 
ปัจจุบัน ยำยำจัมโบ้ได้มีสัดส่วนการวางจำหน่ายในประเทศ 80% และต่างประเทศ  20% โดยตลาดในประเทศ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซองมีสัดส่วนยอดขายมากที่สุด คือ 85% ตามด้วยยำยำแบบถ้วย 10% และยำยำ สำหรับเด็กๆ ยำยำช้างน้อย 5%  
 
แม้จะมีสัดส่วนยอดขายมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันตลาดบะหมี่สำเร็จรูปแบบซองกลับมีอัตราเติบโตเพียง 1-2% ซึ่งน้อยกว่าตลาดบะหมี่สำเร็จรูปแบบถ้วย ที่มีอัตราการเติบโตถึง10% ในขณะที่ยำยำมุ่งเน้นทำการตลาดยำยำจัมโบ้ชนิดซอง แต่ก็ได้ให้ความสำคัญในรูปแบบถ้วยด้วย เนื่องจากมองเห็นการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเน้นความสะดวกมากขึ้น            
 
ในขณะที่ตลาดต่างประเทศก็นับว่าเป็นอีกช่องทางที่สำคัญในการเพิ่มยอดขายช่วงตลาดภายในประเทศเริ่มชะลอตัว จากสัดส่วนการส่งออก 20% ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก อาทิ เกาหลี และตลาดมีแรงซื้อมหาศาลจากจีน ในขณะที่ตลาดทางอียูได้มีการจำหน่ายใน เยอรมัน ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ และบริษัทฯ มีแผนที่จะขยายตลาดประเทศในกลุ่มอียูเพิ่มขึ้นด้วย
 
การปรับภาพลักษณ์และออกแคมเปญ “ยำยำจัมโบ้ ความสุขคำโต” ในครั้งนี้ หากประสบผลสำเร็จจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มาก พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้รายได้ปี 2557 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีที่ผ่านมา อีกทั้งบริษัทฯ จะสามารถประเมินแผนการลงทุนด้านโรงงาน เพื่อรองรับยอดขายที่จะเพิ่มขึ้น  
 
โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันแบรนด์มาม่ายังครองความเป็นเจ้าตลาด ด้วยมีส่วนแบ่งเกือบครึ่ง ตามด้วยยำยำจัมโบ้และไวไว 
 
ขณะที่แผนในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือพัฒนาสินค้าออกมาใหม่นั้น ทาคะชิ อคะตะกามิได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมอยากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไป” 
 
ทิศทางภาวะเศรษฐกิจไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ ที่เริ่มดีขึ้นและสอดคล้องกับการคืนความสุขให้กับคนไทย ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยำยำ จัมโบ้ ก็เลือกที่จะให้ความสุขกับลูกค้าภายใต้รูปโฉมใหม่ที่ผ่านทางรสชาติที่อร่อยเช่นกัน
 
Relate Story