วันพฤหัส, กันยายน 21, 2017
Home > On Globalization > รถประจำตำแหน่ง

รถประจำตำแหน่ง

 
Column: AYUBOWAN
 
ข่าวใหญ่ในสังคมศรีลังกานับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดูจะมีแต่เรื่องราวและเหตุร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างต่อเนื่องหลากหลายเหลือเกิน
 
นับตั้งแต่เหตุพายุฝนฟ้ากระหน่ำแบบไม่มีโอกาสให้หยุดพัก จนเป็นเหตุให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของศรีลังกาต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากและต้องพลัดถิ่นที่อยู่ ซ้ำร้ายปริมาณน้ำฝนที่ถูกดูดซับไว้ในผืนดินยังเป็นเหตุให้เกิดดินถล่มในหลายพื้นที่ติดตามมา
 
การส่งกำลังบำรุงและหน่วยบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งกระทำได้อย่างยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายยิ่งขึ้นไปอีก
 
ความวัวว่าด้วยอุทกภัยและแผ่นดินถล่มยังไม่ทันจางหายก็เกิดเหตุคลังแสงสรรพวุธระเบิดราพณาสูรแม้จะมีความพยายามปิดข่าวไม่ให้ตกเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ข่าวที่ว่านี้ก็สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เกี่ยวข้องไม่น้อย และเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นว่าด้วยการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันด้วย
 
ความสูญเสียจากเหตุการณ์ทั้งสองข้างต้น แม้จะได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานรัฐว่าจะเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งสองกรณี แต่กระบวนการต่างๆ ดูจะวิ่งตามความคาดหวังของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุได้ไม่ดีเท่าที่ควรและกลายเป็นความไม่พึงพอใจว่าด้วยความล่าช้าในการจัดการกับปัญหาไปในที่สุด
 
ประเด็นว่าด้วยความไม่พึงพอใจจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุภัยธรรมชาติและคลังแสงระเบิด ผสมรวมเข้ากับมูลเหตุเดิมว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่นำไปสู่ความฝืดเคืองระดับครัวเรือนกลายเป็นปัจจัยเร่งความไม่พึงพอใจรัฐบาลในหมู่ประชาชนให้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
 
สถานการณ์ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูจะถูกผลักให้ตกต่ำและมีสถานภาพห่างไกลจากความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏข่าวว่าบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมของศรีลังกา ต่างได้รับการปูนบำเหน็จให้มีรถยนต์ประจำตำแหน่งภายใต้วงเงินงบประมาณรวมกว่า 1.2 พันล้านศรีลังการูปี หรือกว่า 380 ล้านบาท สำหรับสั่งนำเข้ารถยนต์หรูรวมกว่า 30 คัน
 
กรณีดังกล่าวส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความสำคัญจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่เช่นว่านี้ เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหล่าบรรดาท่านผู้นำและผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมีในคณะรัฐบาล ในขณะที่ประชาชนยังอยู่ในภาวะทุกข์ยากแสนสาหัส
 
ยังไม่นับรวมถึงภาพที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงของการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยเร่งด่วน ที่ดูจะมีความสำคัญจำเป็นมากกว่า และยังขัดต่อหลักธรรมาภิบาลที่รัฐบาลศรีลังกาพยายามประกาศกร้าวและใช้เป็นเครื่องมือนำการลดทอนความน่าเชื่อถือของคณะรัฐบาลชุดก่อนอย่างสิ้นเชิง
 
นอกเหนือจากจังหวะก้าวและห้วงเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งดูจะมีความไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในความรู้สึกของประชาชนทั่วไปแล้ว
 
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการสั่งซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งที่แหลมคมมากประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่รัฐบาลกำลังออกกฎหมายเพิ่มอัตราภาษีจากประชาชน การสั่งซื้อรถยนต์หรูดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพทางการผลิตให้กับสังคมศรีลังกาโดยรวมอย่างไร 
 
สิ่งนี้ดูจะส่งผลให้รัฐบาลที่ท่องบ่นเรื่องการปราบกลโกงและคอร์รัปชั่น หรือการดำเนินนโยบายสาธารณะอย่างมีธรรมาภิบาลหม่นหมองและต้องราคีเสียเอง และย่อมไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนชาวศรีลังกาคาดหวังจากรัฐบาลของพวกเขาอย่างแน่นอน
 
ท่ามกลางความไม่พึงพอใจที่แผ่กว้างในหมู่ประชาชนจากกรณีที่ว่านี้ เหล่าบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการที่รับการปูนบำเหน็จรถยนต์หรูประจำตำแหน่งต่างออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะใกล้เคียงกันว่า รถยนต์ประจำตำแหน่งที่พวกเขากำลังสั่งซื้อนี้ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจและนำพานโยบายไปสู่การปฏิบัติให้กับประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
 
รัฐมนตรีบางรายถึงกับระบุว่า เนื่องจากถนนหนทางในหลายพื้นที่ของประเทศไม่อยู่ในสภาพที่รถยนต์ทั่วไปจะเข้าถึงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีรถยนต์ประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อและเครื่องยนต์กำลังแรงสำหรับปฏิบัติภารกิจกันเลยทีเดียว
 
ได้ยินได้ฟังคำเอ่ยอ้างจากบรรดาผู้อุตส่าห์เสียสละมาทำประโยชน์เพื่อชาติอย่างนี้ ประชาชนผู้กำลังเดือดร้อนจากปัญหาปากท้องว่าด้วยพิษเศรษฐกิจ และข้อเท็จจริงที่ว่าศรีลังกายังมีหนี้สินสาธารณะอีกเป็นจำนวนมากรอการจ่ายคืน ก็คงอยู่ในภาวะที่ “หัวร่อไม่ออก ร้องไห้ก็ไม่ได้” ในแบบที่ท่านผู้อ่านในเมืองไทยอาจคุ้นเคยกันบ้างไหมคะ
 
กระแสวิพากษ์และไม่พอใจอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ในเวลาต่อมา Ranil  Wickremesinghe นายกรัฐมนตรีศรีลังกามีคำสั่งระงับการสั่งซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งที่อื้อฉาวนี้เป็นการชั่วคราว จนกว่าการบูรณะฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดินถล่ม และคลังแสงระเบิดจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ปมปัญหาและบาดแผลแห่งความไม่โปร่งใสของรัฐบาลก็ได้เปิดเผยออกสู่สาธารณะแล้ว
 
บางทีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวและน่ารังเกียจยิ่งกว่าความเลวร้ายใดๆ อาจเป็นภาพร่างที่ห่มคลุมด้วยข้ออ้างของการเป็นผู้ทรงศีลและมีคุณธรรมนะคะ