วันเสาร์, ธันวาคม 7, 2019
Home > Cover Story > ยุทธการสร้างแบรนด์ ฉบับ นวลพรรณ ล่ำซำ

ยุทธการสร้างแบรนด์ ฉบับ นวลพรรณ ล่ำซำ

 
ในบรรดาแวดวงนักธุรกิจสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงแถวหน้าในสังคมไทย ชื่อของนวลพรรณ ล่ำซำ ถือเป็นชื่อที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดชื่อหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะในมิติของการดำเนินธุรกิจ หากแต่ยังขยายไปสู่บริบทแวดล้อมอื่นๆ ที่ เธอคนนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จได้ไปสำแดงฝีเท้าในสังเวียนฟุตบอลโลกหญิง ซึ่งถือเป็นการไปฟุตบอลโลกครั้งแรกของไทย โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้าชาติไหน อย่างที่ทีมฟุตบอลชายไทยกำลังพยายามลบคำปรามาสนี้ออกไป
 
ความสำเร็จในการนำพาทีมฟุตบอลหญิงไทยไปแข่งขันรอบสุดท้ายในฟุตบอลโลกหญิง ทำให้มีหลายฝ่ายพยายามที่จะเรียกขาน นวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะที่เป็นนางฟ้าแห่งวงการฟุตบอลไทย ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะผลงานในการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้น แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและชาติตระกูลถิ่นกำเนิดก็อาจมีส่วนให้คำเรียกขานนี้ ไม่ได้ดูเกินจริง
 
และแน่นอนว่าคงให้ความรู้สึกที่เป็นไปในทางที่ดีกว่าฉายา สวยประหาร ที่นวลพรรณ ล่ำซำ เคยได้รับมาก่อนหน้านี้
 
นวลพรรณ ล่ำซำ เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2509 เป็นบุตรีคนโตของโพธิพงษ์ ล่ำซำ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กับ ยุพา ล่ำซำ เจ้าของธุรกิจเมืองไทยประกันชีวิต และเมืองไทยประกันภัย มีน้องสาวและน้องชายประกอบด้วย วรรณพร พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด และ สาระ ล่ำซำ ผู้บริหารบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งทั้งหมดนับเป็นทายาทสายตระกูลล่ำซำ รุ่นที่ 5 และมีศักดิ์เป็นหลานอาของบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย
 
นวลพรรณ ล่ำซำ หรือที่ผู้คนในแวดวงทั่วไปกล่าวถึงในฐานะ มาดามแป้ง จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการ ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2532
 
เธอสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจและฝากฝีมือความเก่งกาจไว้ จนได้รับฉายา สวยประหาร เพราะนอกจากจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจประกันภัยของตระกูล ในฐานะกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด 
 
ความสำเร็จในเชิงธุรกิจอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผู้หญิงเก่งและมี competitive attitude อย่างนวลพรรณปรารถนา โดยในปี 2549 นวลพรรณ ก้าวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการรับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกทาบทามจากสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ 
 
ความรับผิดชอบแรกในบทบาทดังกล่าวอยู่ที่การจัดงานฉลองครบรอบ 60 ปี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในสมัยของอภิรักษ์ โกษะโยธิน ภายในปีเดียวกัน
 
นอกเหนือจากข่าวความสำเร็จในการพาทีมฟุตบอลหญิงไทยไปฟุตบอลโลกตั้งแต่เมื่อกลางปี 2557 และมีกำหนดปะทะแข้งในสังเวียนรอบสุดท้ายกลางปี 2558 นี้ แต่ชื่อของนวลพรรณ ล่ำซำ ก็ปรากฏบนหน้าสื่อทุกแขนงอีกครั้ง เมื่อนวลพรรณ ล่ำซำ เปิดตัวเป็นประธานบริหาร การท่าเรือ เมืองไทยประกันภัย เอฟซี เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
 
เป็นการเข้ามาครอบครองทีมฟุตบอลเก่าแก่ที่มีเกียรติประวัติยาวนานแห่งหนึ่งของเมืองไทย แต่กลับต้องอยู่ในภาวะที่กำลังดิ้นรนหาที่อยู่ที่ยืนในสังเวียนฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศ ด้วยสัญญาความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี มูลค่ารวม 100 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าเป็นเงินส่วนตัวของนวลพรรณ ล่ำซำ มาเป็นงบประมาณ
 
สิ่งที่นวลพรรณ ล่ำซำ ได้รับจากการลงทุนในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เธออยู่ในฐานะประธานบริหารสโมสรแล้ว สิ่งที่ดูจะมีมูลค่ามากกว่านั้นก็คือการปรับเปลี่ยนชื่อสโมสร การท่าเรือ ให้มีสร้อยคำ เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI พ่วงท้าย ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เมืองไทยประกันภัยกำลังเร่งระดมสรรพกำลังเพื่อการแข่งขันในธุรกิจประกันภัยไทยอย่างเต็มที่
 
ความมุ่งหมายของนวลพรรณหลังการเข้ารับประธานสโมสรการท่าเรือ เมืองไทยประกันภัย อยู่ที่การรั้งอันดับ 1 ใน 5 ของตารางทีมนำ หลังจากที่การท่าเรือฯ จมอยู่ในลำดับท้ายตารางมาอย่างต่อเนื่องหลายปี เรียกได้ว่า มาดามแป้งมุ่งหมายจะ turn around สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กันเลยทีเดียว
 
แต่ข้อเท็จจริงกับความมุ่งหมายอาจไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน และอาจสอดรับกับบทสัมภาษณ์ก่อนเกมเปิดฤดูกาลที่การท่าเรือฯ ต้องยกพลไปพบกับแชมป์เก่าอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งในครั้งนั้น เนวิน ชิดชอบ ซูเปอร์บอสแห่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึงกับระบุ “ยินดีต้อนรับสู่นรก” ที่สะท้อนมิติความเป็นไปที่อาจซับซ้อนมากกว่าผลการแข่งขันที่ปรากฏอีกด้วย
 
โดยผลการแข่งขันนัดเปิดฤดูกาลในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น บุรีรัมย์เป็นฝ่ายชนะไป 2:0 ขณะที่ในอีกสัปดาห์ถัดมา การท่าเรือฯ เปิดบ้านเอาชนะทีมกัลฟ์ สระบุรี เอฟซี ไปได้ 2:1 ก่อนที่จะไปแพ้ บีอีซี เทโรศาสน ด้วยสกอร์ 2:0 และในช่วงสุดสัปดาห์นี้ (08/03) การท่าเรือฯ ยังมีโปรแกรมปะทะแข้งกับเอสซีจี เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ และติดตามด้วยสุพรรณบุรี เอฟซี ในช่วงกลางสัปดาห์ (11/03) เป็นลำดับต่อไป
 
จริงอยู่ที่ว่าผลการแข่งขันในช่วง 3-4 แมทช์ที่ผ่านมาอาจยังไม่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จหรือล้มเหลวในการนำพาทีมการท่าเรือฯ สู่อันดับหัวตาราง แต่สำหรับนางฟ้าลูกหนัง นาม นวลพรรณ ล่ำซำ การลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์ด้วยเงินจำนวน 20 ล้านบาทต่อปีในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะได้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่งไปตั้งแต่ต้นแล้ว
 
เพราะกิจกรรม CSR ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ นอกจากจะมาช่วยเติมเต็มยุทธศาสตร์ทางธุรกิจว่าด้วยการรุกคืบในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยไปสู่ฐานแฟนคลับการท่าเรือฯ ที่ได้ชื่อว่าเหนียวแน่นที่สุดแห่งหนึ่งแล้ว กิจกรรม CSR เหล่านี้ น่าที่จะช่วยพยุงภาพลักษณ์ของสโมสรให้โดดเด่น อย่างน้อยก็คงพอทำให้ความเร่าร้อนระอุเดือดของแฟนคลับทีมการท่าเรือฯ ลดระดับลงได้บ้าง
 
ส่วนความเป็นไปในส่วนที่เหลือ อาจต้องปล่อยให้ดำเนินไปตามสโลแกนของบริษัทที่ว่า “เมืองไทยประกันภัย ยิ้มได้เมื่อภัยมา” แต่สำหรับนวลพรรณ ล่ำซำ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วย competitive attitude เธอคงไม่ได้คาดหมายที่จะเดินเข้าสู่สังเวียนในฐานะผู้แพ้อย่างแน่นอน
 
ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ “เมืองไทยประกันภัย” หรือแบรนด์ “นวลพรรณ ล่ำซำ” ก็ตาม