วันจันทร์, ธันวาคม 18, 2017
Home > On Globalization > ยิ้มให้ได้…เมื่อภัยมา

ยิ้มให้ได้…เมื่อภัยมา

 
ข่าวคราวว่าด้วยการคาดการณ์เหตุภัยภิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ในด้านหนึ่งได้ส่งผลย้ำเตือนและกระตุ้นสติให้กับสังคมไม่ให้ดำเนินชีวิตท่ามกลางความประมาท แต่ในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทยข่าวในลักษณะเช่นนี้ดูจะมีค่าเพียงกระแสให้หยิบยกมาพูดคุย และตื่นตระหนกก่อนที่จะมลายหายไปพร้อมกับสายลมยามบ่ายอย่างง่ายดาย
 
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้เผชิญกับปัญหาและวิกฤตการณ์จากทั้งฝีมือมนุษย์และจากธรรมชาติ อยู่ไม่น้อย แต่ทุกครั้งและทุกเหตุการณ์กลับปรากฏการผลิตซ้ำ โดยปราศจากมาตรการป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง
 
ปรากฏการณ์ที่เผชิญอยู่เบื้องหน้า อาจส่งผลให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสวิจารณ์ต่อกลไกที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยตรง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือในฐานะที่มีโอกาสจะเป็นผู้ประสบภัย เราจะเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายนี้อย่างไรกันดี
 
การเตรียมความพร้อมในลักษณะของการซ้อมหนีภัย หรือการจำลองเหตุการณ์ที่มีความจำเป็นต้องอพยพคน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่เราประสบกับเหตุการณ์สึนามิที่ชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปลายปี 2547 เท่านั้น และแม้เวลาจะล่วงเลยไปเกือบจะ 10 ปีในปัจจุบันก็ยังไม่มีการจัดสรรพื้นที่เพื่อจัดเตรียมสำหรับการรองรับการอพยพผู้ประสบภัยอย่างจริงจัง
 
แต่ลำพังการป้องกันและการเตรียมความพร้อมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอสำหรับการหลีกหนีจากเหตุเภทภัยหรอกนะคะ ดังจะเห็นได้จากกรณีดินโคลนถล่มที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อไม่นานมานี้
 
หากเราศึกษาความเป็นไปจากญี่ปุ่นสักหน่อย ก็จะพบว่าญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับพิบัติภัยสูงชาติหนึ่งเขาเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ไว้ค่อนข้างดีทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการเตรียมตัวอย่างมีระบบในทุกระดับกันเลยละ
 
เพราะสถานที่ราชการของญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน และศาลาประชาคมของแต่ละพื้นที่ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงและอยู่ในชัยภูมิที่พร้อมแปลงสภาพเป็นศูนย์อพยพ ศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์หรือเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งสถานที่เหล่านี้จะมีชุดเครื่องยังชีพทั้งอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นจัดเตรียมไว้ให้กับผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการระดมความช่วยเหลือเข้ามาเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
 
ถนนสายหลักของญี่ปุ่นหลายสายได้รับการออกแบบให้มีความกว้างและปลอดสายไฟ เพราะถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางฉุกเฉินสำหรับการลำเลียงอุปกรณ์ เครื่องมือยังชีพและหน่วยแพทย์ ซึ่งคงไม่มีชาวญี่ปุ่นคนใดกล้าแม้แต่จะคิดที่จะนำพาหนะไปจอดบนเส้นทางสัญจรที่มีความสำคัญโดยเฉพาะในยามฉุกเฉินหรอกนะคะ
 
ขณะเดียวกัน กิจกรรมการฝึกซ้อมอพยพหนีภัย เป็นกิจกรรมสำคัญของสังคมญี่ปุ่น ที่ถือปฏิบัติตั้งแต่ระดับนักเรียนโรงเรียนอนุบาล ไล่เรียงไปจนถึงชั้นมัธยม และติดตามต่อเนื่องไปจนถึงเมื่อเข้าทำงานในหน่วยงานน้อยใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่การเตรียมอุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉินเป็นเรื่องราวปกติที่แทบทุกครัวเรือนของญี่ปุ่นจะต้องมีการตระเตรียมให้สมดุลกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย
 
การเตรียมเครื่องยังชีพของแต่ละครัวเรือนสำหรับกรณีภัยพิบัติฉุกเฉินนี่ล่ะคะ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการคิดและค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการผลิตอาหารพร้อมปรุง หรือแม้กระทั่งไม่ต้องปรุงแต่พร้อมบริโภคอย่างหลากหลาย ซึ่งทำให้ครอบครัวชาวญี่ปุ่นพร้อมเผชิญหน้ากับเหตุภัยพิบัติได้นานกว่า 3-5 วันได้เป็นอย่างดี
 
ยังไม่นับรวมหน่วยงานที่พร้อมจะให้และกระจายข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและแจ้งเตือนอุบัติภัย ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ในฐานะที่เป็นมาตรการป้องกันผลกระทบไม่พึงประสงค์ ที่มีนัยความหมายมากกว่าการติดตามสถานการณ์กันไปแบบการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งย่อมเสี่ยงต่อการตกอยู่ในสภาพ “ไม่ทันการณ์” หรือแม้แต่ “หลังสถานการณ์” ได้อย่างง่ายดายดังที่มีประจักษ์พยานให้ได้เห็น
 
เรื่องที่น่าสนใจก็คือภายใต้นิยามของคำว่า “อุบัติภัย” หรือ “เหตุไม่คาดฝัน” ญี่ปุ่นกลับสามารถเตรียมตัวและวางแผนรองรับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าได้มากขนาดนี้ ซึ่งถ้ามองแบบผู้คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจก็ต้องบอกว่านี่คือผลของการบริหารความเสี่ยง และประสบการณ์ของการวางแผนธุรกิจ ที่จะ “ไม่มองบวก” เพียงด้านเดียว หากแต่พร้อมจะประเมินสถานการณ์ใน “ทางลบ” เป็นทางเลือกเผื่อไว้ เพื่อจะได้หาแนวทางรองรับในฐานะที่เป็นแผนสองสำหรับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
 
นี่อาจเป็นสิ่งที่สังคมไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยและทำให้ไม่มีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์เท่าที่ควร เพราะสังคมไทยชอบที่จะ “มองบวก” และชอบ “ข่าวดี” ที่เป็นไปในลักษณะเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน แต่เมื่อมีเหตุให้ต้องเผชิญหน้ากับเภทภัยร้ายทั้งหลาย ก็เลยเกิดภาวะละล่ำละลัก ไม่รู้จะเริ่มต้นคิดอ่านและวางลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหาจากจุดใดก่อน จนอยู่ในภาวะทำอะไรไม่ถูกไปโดยปริยาย
 
ภาพที่ทำการของหน่วยราชการหลายแห่งที่จมอยู่ในน้ำ ในลักษณะที่ยังไม่สามารถกอบกู้ ป้องกันหรือแม้กระทั่งรักษาสถานะของการเป็นศูนย์ปฏิบัติการที่จะสั่งการใดๆ ได้ ประกอบกับภาพการเคลื่อนย้ายผู้คนหนีน้ำจากศูนย์อพยพแห่งหนึ่งไปยังศูนย์อพยพอีกแห่งหนึ่ง เพราะศูนย์อพยพแต่ละแห่งถูกมวลน้ำล้อมรอบเอาไว้ทีละน้อยๆ จนเข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อครั้งสังคมไทยเผชิญมหาอุทกภัย ทำให้น่าคิดไม่น้อยว่าถ้าสังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุอื่นๆ ที่หนักหน่วงกว่านี้ เราจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร
 
การฝึกมองในเชิงลบ คงไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หรือคอยแต่พะวง เฝ้ากังวลจนกลายเป็นปริวิตก ที่พร้อมจะบั่นทอนสติหรอกนะคะ เพราะยิ่งฝึกมองในเชิงลบมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งต้องฝึกคิดและรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อแสวงหาทางออกทางเลือกให้กับปัญหาที่ต้องเผชิญมากขึ้นเท่านั้น
 
บางทีนี่อาจเป็นวิธีการเรียกคืนสติปัญญาให้กลับมาสู่สังคมไทยก็ได้นะคะ