วันศุกร์, ตุลาคม 20, 2017
Home > Cover Story > ยักษ์คอนโดแข่ง “แม็กเนต” “พฤกษา” จับ “สตาร์บัคส์-เซเว่น”

ยักษ์คอนโดแข่ง “แม็กเนต” “พฤกษา” จับ “สตาร์บัคส์-เซเว่น”

เข้าโค้งสุดท้ายของปี 2560 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมนอกจากเร่งเปิดตัวโครงการใหม่รับภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 4 แล้ว กลยุทธ์การเพิ่ม “แม็กเนต” เพื่อสร้างคอมมูนิตี้กลายเป็นจุดขายที่บรรดาค่ายยักษ์ใหญ่หันมาจับและแย่งชิงพันธมิตรระดับ “บิ๊กแบรนด์” เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่

ล่าสุด บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ประกาศจับมือกับแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลกอย่างร้าน Starbucks เข้ามาเปิดสาขาใหม่ภายในโครงการ “แชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง” โดยวางคอนเซ็ปต์เดียวกับการออกแบบคอนโดมิเนียมโครงการ “แชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง” สไตล์ Scandinavians กลายเป็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์แบบ Scandinavians เป็นแห่งแรกในเมืองไทย

แน่นอนว่า มีความเป็นไปได้ที่ “สตาร์บัคส์” จะเข้าไปเปิดสาขาในโครงการคอนโดมิเนียมในเครือพฤกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ “วิน-วิน” เนื่องจากพฤกษาต้องการเจาะขยายตลาดระดับพรีเมียมมากขึ้น ส่วนสตาร์บัคส์จะได้ลูกค้าประจำที่มีกำลังซื้อสูง

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายในโครงการแชปเตอร์วัน อีโค รัชดา-ห้วยขวาง ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใหญ่ที่สุดในโซนรัชดา เพราะมีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ ประกอบด้วยสระว่ายน้ำยาวกว่า 50 ม. ฟิตเนส ฟาร์มผักไฮโดรโปรนิกส์ BBQ Area โซนโฮมเธียเตอร์ โซนโคเวิร์กกิ้งสเปซ โซนไบค์คลับ และ Street Basketball เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ระดับพรีเมียมแห่งใหม่

สำหรับคอนโดมิเนียมระดับกลาง ค่ายพฤกษาดึงบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นพันธมิตรเปิดร้านอิ่มสะดวก เซเว่น อีเลฟเว่น ภายในโครงการทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าภายในโครงการ โดยถือเป็นอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกที่จับมือกับซีพี ออลล์ เปิดร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในทุกโครงการ ซึ่งปีนี้ประเดิม 3 โครงการแรก คือ พฤกษาวิลล์ 92 อ่อนนุช-สุวรรณภูมิ, ดีไลท์ วงแหวนฯ-วัชรพล และซีนเนอรี่ ซ.แก้วอินทร์ 25

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงกลยุทธ์การสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการ ค่ายแสนสิริถือเป็นบริษัทอสังหาฯ เจ้าแรกๆ ที่พยายามปลุกปั้นสร้าง “ฮับ” หรือ “เมือง” ในโครงการ โดยเฉพาะที่เห็นชัดเจน คือ โครงการที 77 ย่านสุขุมวิท ซึ่งไม่ต่างจากเมืองขนาดย่อมแห่งหนึ่งใจกลางกรุง ซึ่งหากนับเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยมีพื้นที่รวมประมาณ 30 ไร่ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม 6 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ ซึ่งแสนสิริเปิดขายคอนโดมิเนียม “บลอคส์ สุขุมวิท 77” เป็นโครงการแรกเมื่อปี 2552 และทยอยเปิดจนครบทุกโครงการ ได้แก่ เดอะ เบส สุขุมวิท 77 เดอะ เบส พาร์คเวสต์ เดอะ เบส พาร์ค อีสต์ ฮาสุ เฮาส์ โมริเฮาส์ และทาวน์เฮาส์ “การ์เด้น สแควร์” รวมจำนวนผู้อยู่อาศัยมากกว่า 5,000 ครอบครัว

บริษัทแสนสิริยังประเดิมลงทุนรีเทลมอลล์ “ฮาบิโตะ” เป็นแห่งแรก เพื่อทดสอบการขยายตลาดเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก โดยดึงพันธมิตรร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อเซเล่น อีเลฟเว่น ซึ่งเป็นรูปแบบร้านที่มีพื้นที่นั่งทานอาหาร ร้านกาแฟ ร้านอาหารชื่อดังหลายแนว เช่น ร้านแซนด์วิช Subway ร้านอาหารสไตล์ต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน ร้านกาแฟ TOM N TOMS Coffee คลินิกทันตกรรม ธนาคารพาณิชย์ และลงทุนสร้าง “ฮับบาโตะ (HUBBA-TO)” สถานที่ทำงานนอกบ้านและออฟฟิศ ที่เรียกว่า โค-ครีเอชัน คอมมูนิตี้ (Co-Creation Community) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสนสิริร่วมมือกับบริษัท ฮับบา ไทยแลนด์ (HUBBA Thailand) ผู้บุกเบิก Co-working Space ในประเทศไทย พื้นที่รวม 800 ตารางเมตร และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนั้น ดึงโรงเรียนนานาชาติ บางกอก เพรพ เข้ามาเปิดแคมปัสแห่งที่ 2 พื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งแคมปัสแห่งใหม่นี้เปิดรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ต่อเนื่องจากแคมปัสแรกในซอยสุขุมวิท 53 ซึ่งรองรับการเรียนการสอนของนักเรียนอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกจากการเติมเต็มความสมบูรณ์ของโครงการต่างๆ แล้ว บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology อย่างเต็มรูปแบบเป็นรายแรกของไทย โดยในครึ่งปีหลังจะได้เห็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาโครงการและบริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า

เช่น “Delivery Robot” หุ่นยนต์ที่สามารถส่งอาหารหรือสิ่งของถึงหน้าประตูห้องของลูกบ้าน โดยวางแผนนำร่องใช้ในโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า เป็นโครงการแรก ในปลายปีนี้

ด้านบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ซึ่งกำลังเร่งเจาะตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง มีพันธมิตรร้านสะดวกซื้อ “แฟมิลี่มาร์ท” เข้ามาเป็นแม็กเนตรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของกลุ่มผู้อยู่อาศัย โดยปัจจุบันมีร้านแฟมิลี่มาร์ทอยู่ในโครงการของเอพีรวม 11 โครงการ และมีเป้าหมายขยายต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับการเปิดตัวโครงการใหม่

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพีฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์สำคัญ คือ ‘AP Think Different’ ให้ความสำคัญกับการคิดต่างและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน เช่น การจับมือเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ริเริ่มโครงการ ‘ChargeNow’ เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในคอนโดมิเนียมเครือเอพี

ล่าสุด เอพีร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ คือ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ลงทุนติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED เพื่อช่วยชีวิตในเบื้องต้นของผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันก่อนส่งถึงมือแพทย์ โดยจะติดตั้งเครื่องดังกล่าวประจำพื้นที่ส่วนกลางในโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 40 โครงการ และรวมถึงคอนโดมิเนียมใหม่ที่กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560

ทั้งนี้ คอนโดมิเนียมกว่า 40 โครงการที่มีการติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED จะมีเจ้าหน้าที่ภายใต้การดูแลของบริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด รวมกว่า 300 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) ที่ได้รับการรับรองจากบริษัทรักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม และคณะกรรมการช่วยชีวิต สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในโครงการจะมีเจ้าหน้าที่ประจำการ และพร้อมให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อลูกบ้านของเอพีประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันตลอด 24 ชม.

ที่สำคัญ สถิติของประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยชีวิตภายในเวลา 4 นาทีหลังเกิดเหตุด้วยการทำ CPR หรือปั๊มหัวใจด้วยมือสลับกับการใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากถึง 50% แต่หากทำ CPR อย่างเดียวจะมีโอกาสรอดชีวิต 27%

แม้เอพียืนยันว่า โครงการ AED ไม่ได้หวังผลยอดขายคอนโดมิเนียม แต่เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ยืนยันการทำโครงการที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตทุกมิติของลูกค้า

เหนือสิ่งอื่นใด ในยุคเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สงครามการแข่งขันที่รุนแรง บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต้องงัดกลยุทธ์รอบด้าน เพื่อแย่งชิงลูกค้า ไม่ใช่แค่ลงทุนผุดโครงการ จัดแคมเปญลดแลกแจกแถมง่ายๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว