วันเสาร์, ตุลาคม 16, 2021
Home > Life > ฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้าง แล้วจะมีความสุขขึ้น

ฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้าง แล้วจะมีความสุขขึ้น

โลกอินเทอร์เน็ตขยายอิทธิพลเข้ามาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ตื่นลืมตา กระทั่งหลับตานอนอีกครั้งในยามราตรี จนทำให้เราแทบจะตัดขาดจากโลกโซเชียลไม่ได้

บางคนใช้เวลาอยู่กับโลกโซเชียลนานเกินไปจนความรู้สึกนึกคิดที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงได้ถูกครอบงำ หรือรูปแบบวิถีชีวิตถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

เดิมทีมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หาความรื่นรมย์ในชีวิตด้วยการดื่มด่ำกับกลิ่นกรุ่นของกาแฟยามเช้า เดินสำรวจต้นไม้ในสวนหลังบ้าน มือหนึ่งถือแก้วกาแฟที่ยังมีควันลอยฟุ้งส่งกลิ่นกาเฟอีนปลุกให้เราตื่นตัว อีกมือถือกรรไกรตัดกิ่ง คอยเล็ม ริด ใบไม้ที่แห้งเหี่ยวโรยราออกจากต้น

ทว่า ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีเจริญรุดหน้าแบบก้าวกระโดด ความรื่นรมย์ในยามเช้าเปลี่ยนไปจากเดิม กาแฟแก้วโปรดถูกจับคู่กับโทรศัพท์มือถือที่ตอบรับสัญญาณของโลกออนไลน์ตัวแปรสำคัญที่นำพาให้เราหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง และสร้างความบันเทิงจากเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดลงในโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งความขัดแย้ง ปมดราม่าของผู้คนจากหลากหลายวงการ

การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้ และแทบไม่เคยฟังเสียงตัวเอง เสียงหัวใจ หรือแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง บ่อยครั้งที่เราปล่อยความคิดของตัวเองให้เอนเอียงไปกับมายาคติของโลกออนไลน์ ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูงได้ง่ายขึ้น

น่าแปลกที่คนแปลกหน้าเหล่านี้สร้างอิทธิพลต่อเราขึ้นมาจากตัวอักษรที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศที่มีเพียงช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อเท่านั้น

หลายคนแทบไม่รู้ตัวเองเลยว่า การปล่อยให้มายาภาพเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลในความคิดเรานั้น เราเหลือความสุขที่แท้จริงน้อยลง แต่เรากลับคิดเป็นจริงเป็นจังกับทัศนะที่เปิดเผยเพียงด้านเดียวบนโลกออนไลน์ แม้โลกคู่ขนานใบนี้จะมีความเป็นจริงอยู่บ้าง ทว่า อีกมิติของโลกใบดังกล่าวก็อัดแน่นไปด้วยมายาลวงเช่นกัน

ความสุขของเราถูกลดทอนให้น้อยลง ความเครียดสะสมมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง พื้นที่ส่วนตัวลดลง แม้กระทั่งเราเห็นคุณค่าของตัวเอง และคนรอบข้าง คนในครอบครัวน้อยลง

จะดีกว่าไหม ถ้าเราสร้างสมดุลระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง และการใช้ประโยชน์จากโลกคู่ขนานที่เรียกว่า “โซเชียลมีเดีย” ให้เกิดขึ้น

เริ่มจากการปิด เปิดโลกออนไลน์ให้เป็นเวลา เพื่อสร้างเวลาส่วนตัวอย่างแท้จริง ในเมื่อเราฟังเสียงจาก “คนอื่น” มามากมาย แล้วเพราะอะไรเราจะหยุดและฟังเสียงของตัวเองบ้างไม่ได้ ตื่นนอนตอนเช้า ใช้เวลากับการจิบกาแฟ ทอดสายตาไปกับต้นไม้ใบหญ้า สีเขียวของใบไม้ และสีสันของดอกไม้จะช่วยให้สายตาของเราได้พักผ่อน

หลับตาลง ปล่อยให้สรรพเสียงเดินทางเข้าสู่โสตประสาทเราอย่างช้าๆ เสียงที่เราแทบไม่เคยหยุดฟังในยามที่เราลืมตา ทว่าเวลานี้ เรากลับได้ยินชัดขึ้น แม้แต่เสียงของลมที่ยังคงพัดโชยอ่อนๆ เสียงใบไม้ที่กระทบกันยามต้องสายลม และในที่สุด เราจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเอง

ถ้าเรามีเวลาที่จะสำรวจความคิดของผู้คนมากมาย แล้วเหตุใดเราละเลยที่จะกลับเข้ามาสำรวจจิตใจของตัวเอง

ปรับกระบวนความคิดเสียใหม่ เรื่องราวข่าวฉาว ปมดราม่าในโลกออนไลน์ ไม่ได้สร้างความสุขให้ชีวิตของเราเลย หากวันหนึ่งเราจะไม่รู้ว่า ดาราคนไหนกระทบกระทั่งกับใคร หรือเน็ตไอดอลคนไหนสร้างไวรัลอะไร

เราอาจจะหลงไปกับประโยคที่ว่า “ถ้าไม่รู้เรื่องราว จะคุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง” ลองถามตัวเองดูใหม่ว่า ถ้าเรารู้เรื่องเหล่านี้ ชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ตัวเองเสพเรื่องราวบนโลกออนไลน์ ความขัดแย้ง การโต้เถียงกันผ่านตัวอักษร ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราแม้แต่น้อย จนเราสะสมความเครียดแบบไม่ทันตั้งตัว

ติดตามเพียงแค่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันก็พอ เช่น สถานการณ์โรคระบาด การกระจายตัวของวัคซีน ทิศทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมือง ก็ควรเสพแต่พอดี

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่มีคำตอบต่อคำถามที่ว่า เหตุใด เราจึงเลือกเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตผ่านโลกโซเชียล การโพสต์ภาพโพรไฟล์ ภาพอาหาร ได้ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แม้บางส่วนจะบอกว่าเป็นการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต และเหตุการณ์เหล่านี้จะย้อนกลับมาในความทรงจำของปีถัดไปว่า เราเคยทำอะไรที่ไหนมาบ้าง แต่กับบางคนที่เปิดเผยทัศนคติบนโลกออนไลน์ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ หรือในแง่ที่ตัวเองไม่อยากยอมรับ กลับสร้างความขุ่นเคืองให้เกิดขึ้นในใจ

คุณอาจหลงลืมไปว่า บนโลกออนไลน์นั้นไม่มีพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง แม้คุณจะตั้งค่าให้เปิดเผยเฉพาะตัวเอง หรือเฉพาะเพื่อนก็ตาม แน่นอนว่า การเปิดเผยตัวตนผ่านโลกออนไลน์ ไม่ได้หมายความว่า เราต้องยินดีที่จะยอมรับคำติชมจากบุคคลอื่น กระนั้น การโพสต์เรื่องราวให้คนอื่นได้รับรู้ นั่นหมายความว่า ไม่มีอะไรเป็นส่วนตัวอีกต่อไป

หลายครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้สร้างผลเสียต่อสภาพจิตใจของเราไม่น้อย และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต การทำงาน เพราะเราได้สร้างเรื่องราวที่ก่อเป็นความวิตกกังวลให้ตัวเองมากขึ้น

คุณอาจคิดว่า ฉันน่าจะมีความสุขที่ได้เปิดเผยตัวตน เปิดเผยเรื่องราว ทว่า บนโลกคู่ขนานนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป เชื่อว่าหลายคนคงคาดหวังว่า เมื่อเราเปิดเผยเรื่องราวลงบนโลกออนไลน์ เราคาดหวังให้ผู้คนแสดงความยินดี ชื่นชม หรือแม้แต่อิจฉาชีวิตของเรา แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นไปอย่างที่เราต้องการ แน่นอนความคาดหวังของเราเป็นตัวแปรที่ทำให้เราสุขและทุกข์ หากมีคนยินดีกับชีวิตของเรา เราจะรู้สึกเป็นสุข แต่หากมีคนไม่พอใจ เราอาจรู้สึกเป็นทุกข์

ฉะนั้นจะดีกว่าหรือไม่ หากเราไม่คาดหวังสิ่งใดๆ จากโลกออนไลน์ เพราะความสุขของตัวเรา ไม่ได้ขึ้นกับความคิดเห็นของใคร ความสุขที่แท้จริงคือการได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ เพราะชีวิตเป็นของเรา เราเป็นผู้กำหนด คุณค่าของเราอยู่ที่ตัวเราเอง หรือคนที่รักเรา หาใช่ผู้คนบนโลกแห่งมายาคติที่ชื่อว่า “โซเชียลมีเดีย” เท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *