วันอังคาร, มีนาคม 31, 2020
Home > Cover Story > พาย ดาต้าเมทริกซ์ ปั้นเทคโนโลยีใหม่ จับมือกีคคอน วัลเล่ย์ ลุยตลาด Search Engines

พาย ดาต้าเมทริกซ์ ปั้นเทคโนโลยีใหม่ จับมือกีคคอน วัลเล่ย์ ลุยตลาด Search Engines

ตลาดออนไลน์นับว่าเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงนับล้านล้านบาท และมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถวัดผลของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้ เทียบเท่าหรือเกือบเทียบเท่าตลาดออฟไลน์

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ Google เป็นหนึ่งทางเลือกในการทำการตลาดออนไลน์ เพราะ Google เป็นเสมือนช่องทางแรกในการทำความรู้จักผู้ประกอบการผ่านสายตาและการค้นข้อมูลจากผู้บริโภค

และการหาหนทางให้ชื่อแบรนด์ของผู้ประกอบการขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกของ Search Engine ชื่อดังอย่าง Google จึงเป็นเสมือนปราการด่านแรกที่จะเจาะและเข้าให้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ทว่าการทำให้เว็บไซต์ของแบรนด์ขึ้นมาอยู่หน้าแรกของ google ได้นั้น นอกจากการออกแบบเว็บไซต์ให้อยู่ภายในกฎเกณฑ์ของ google แล้ว ยังต้องเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่ Keywords สำคัญ

แต่นั่นอาจจะไม่เพียงพอ ในยุคที่ AI มีบทบาทในโลกดิจิทัลมากขึ้น และ Google Algorithm มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และหลักการแสดงผลจัดอันดับในแต่ละหน้าของ Google หรือ Search Engine Result Page เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดย Google ยุคใหม่จะเลือกหน้ามาแสดงผลจัดอันดับจากการวิเคราะห์เรียนรู้ ความตั้งใจในการค้นหาของลูกค้าอย่างรอบด้าน

Pi Datametrics เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ท้าทายตัวเองด้วยการตั้งโจทย์จากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google และพัฒนาโปรแกรมที่จะทำให้แบรนด์รู้เท่าทัน Google ซึ่ง Jon Earnshaw Chief Product Evangelist of Pi Datametrics นักออกแบบโปรแกรม เปิดเผยกับ “ผู้จัดการ 360 องศา” ว่า “ผมใช้เวลาในการออกแบบโปรแกรมนี้ 12 เดือน และโปรแกรมตัวนี้นิตยสาร Vouge เป็นบริษัทแรกที่ได้ใช้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ดูได้จากยอดคนดูทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์”

นอกจากนิตยสาร Vouge แล้ว พาย ดาต้าเมทริกซ์ ยังถูกเลือกให้ดูแลลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์อีกหลายฉบับ เช่น นิตยสาร จีคิว นิตยสาร แอล นิตยสาร ท่องเที่ยว เป็นต้น

Jon ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “การเปลี่ยนแปลงของ Google ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมของเรา เป็นเรื่องท้าทายอย่างมากในการออกแบบและหาคำตอบที่จะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในการค้นหาข้อมูล และมีความคิดที่อยากจะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลางสามารถแข่งขันทางการตลาดกับบริษัทใหญ่ๆ ได้ด้วยฐานข้อมูลที่มีประโยชน์โดยไม่ต้องกลัวอะไร”

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนี่จะออกแบบโปรแกรมเพื่อไล่ตามการเปลี่ยนแปลงของ Google นับตั้งแต่ปี 2007-2020 โดยมีการอัปเดตสำคัญๆ ปีละ 4-5 ครั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมเกือบทุกสัปดาห์ แน่นอนว่ากระบวนการเดิมที่เรียกว่า Search Engine Optimization (SEO) ไม่เพียงพออีกต่อไป

นั่นทำให้ Jon คิดค้นและพัฒนาโปรแกรม SERP Evolution Features ที่ช่วยวิเคราะห์วิธีการแสดงผลของ Google ว่ามีหลักการเลือกหน้าเพื่อนำมาจัดอันดับได้อย่างไร รวมไปถึงมีตัวแปรและรูปแบบอะไรที่ Google นำมาจัดแสดงเวลาคนเข้ามาค้นหา

โดย SERP Evolution Features Suite เป็นการรวมเครื่องมืออัจฉริยะที่มีความล้ำหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถช่วยวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านที่มีผลต่อการแสดงผลหน้าของ Google ในยุค AI เครื่องมือตัวนี้จะเป็นเหมือนกุญแจไขความลับว่า Google เลือกที่จะใช้อะไรมาแสดงผลในการจัดอันดับ ไม่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมไปแบบไหน หรือบ่อยเท่าใดก็ตาม

ขณะที่ Pi Datametrics จากประเทศอังกฤษ เลือกไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ในการเปิดตัวโปรแกรม SERP Evolution Reatures รวมไปถึงการร่วมมือกับบริษัท กีคคอน วัลเล่ย์ จำกัด เพื่อจะรุกตลาด Search Engine ในไทย Jon ให้เหตุผลว่า “ไทยเป็นประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยี และอัตราการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในไทยสูงมาก ทำให้ Pi ตัดสินใจและเลือกกีคคอน วัลเล่ย์ เพราะผู้บริหารจากกีคคอนมีความน่าเชื่อถือ และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล”

แม้ว่าบริษัทกีคคอน วัลเล่ย์ จำกัด จะดำเนินธุรกิจด้าน Search Engine มาเพียง 3 ปี ในขณะที่บริษัท พาย ดาต้าเมทริกซ์ ดำเนินธุรกิจ Search Engine ที่ประเทศอังกฤษมากว่า 13 ปี และการร่วมทุนครั้งนี้จะทำในฐานะพาร์ตเนอร์ภายใต้ระยะเวลาเพียง 2 ปี

ปีที่ผ่านมา บริษัท กีคคอนฯ สามารถทำรายได้สูงถึง 40 ล้าน และตั้งเป้าว่าปีนี้จะทำรายได้สูงถึง 80 ล้านบาท การก้าวกระโดดครั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงของกีคคอน วัลเล่ย์ ดร.ฐิติมา อุดม ประธานกรรมการบริษัท อธิบายกลยุทธ์ที่จะใช้ว่า “เราต้องเข้าหาลูกค้านำเสนอการบริการและเทคโนโลยีที่เรามี โดยมุ่งเน้นที่แบรนด์ใหญ่ที่ต้องการสร้างจุดแข็งทางออนไลน์ ซึ่งสถานการณ์ในไทยตอนนี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์กันมากขึ้น”

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดในโลกออนไลน์ และโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม มีบทบาทสำคัญในการทำการตลาดของสินค้า รวมไปถึงเหล่า Influencer มีอิทธิพลในการตัดสินใจของผู้บริโภค อาจทำให้แบรนด์เลือกที่จะเบนเข็มไปทำการตลาดด้านโซเชียลมีเดียมากกว่าการพัฒนาเว็บไซต์

ทว่า วิเลิศ อรวรรณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท กีคคอน วัลเล่ย์ มีความที่ต่างออกไปว่า “เรามองว่าเราไม่ได้แข่งขันกับโซเชียลมีเดีย แต่เราต้องทำให้ทั้งเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียของลูกค้าดำเนินไปพร้อมๆ กัน ทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ คือ เราเป็นเหมือน Hub หรือโซ่ข้อกลาง ระหว่างลูกค้าของเรากับผู้บริโภค

“ยกตัวอย่างง่ายๆ แบรนด์ยูเซอริน ซึ่งเป็นลูกค้าของเรา เขาอาจจะทำการตลาดผ่าน Influencer ผ่าน Facebook แต่ถ้าผู้บริโภคค้นหาผลิตภัณฑ์ของยูเซอรินจาก Google ทุกอย่างที่เกี่ยวกับยูเซอรินจะปรากฏขึ้นมาหมดไม่ว่าจะไปอยู่ในแพลตฟอร์มใดก็ตาม ซึ่งผลตอบรับหลังจากที่เราเข้ามาช่วยยูเซอรินทำการตลาด ทำให้ยูเซอรินมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์”

ที่ผ่านมาบริษัทกีคคอน ร่วมกับบริษัท พาย ดาต้าเมทริกซ์ ทำธุรกิจ Search Engine ในไทย ทำให้ตลาดธุรกิจในด้านนี้มีความตื่นตัวมากขึ้น ปัจจุบันลูกค้าหันมาสนใจมากยิ่งขึ้น คาดว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าภายในการดูแลมากกว่า 30 บริษัท ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าที่ดูแลอยู่ 20 บริษัท

การชี้ให้เห็นว่า หากผู้ประกอบการที่ใช้เพียงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหรือ Influencer อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะการตั้งเป้ารายได้ที่ต้องการการเติบโตอยู่ทุกปี และการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์หรือชื่อแบรนด์ขึ้นมาอยู่หน้าค้นหาหน้าแรกอยู่ตลอดนั้น กลายเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจที่หันมาลุยตลาด Search Engine ได้เติบโต

ซึ่งแน่นอนว่า นั่นอาจเป็นการเติบโตแบบคู่ขนาน ระหว่างเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการพื้นที่ยืนหนึ่งบนหน้าแรกของ Google และการขยายธุรกิจของกีคคอน วัลเล่ย์, พาย ดาต้าเมทริกซ์ ผู้อยู่เบื้องหลัง

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ยังคงเป็นเรื่องท้าทายต่อนักธุรกิจ และนักพัฒนาโปรแกรมอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ คงรู้สึกแค่เพียงว่า “ดีจังเลยค้นเจอแล้ว” เท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *