วันพุธ, ตุลาคม 28, 2020
Home > On Globalization > ผลกระทบจาก Covid-19

ผลกระทบจาก Covid-19

Column: FROM PARIS

ยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟู นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเต็มกรุงปารีส แล้วก็มาถึงยุคจีนเปิดประเทศ และเศรษฐกิจเติบโต ชาวจีนพ้นจากความยากจน เริ่มอยากใช้เงิน จึงสรรหาสินค้าต่างประเทศ แล้วพัฒนาไปถึงสินค้าแบรนด์เนม นักท่องเที่ยวจีนคลาคล่ำเต็มห้างสรรพสินค้าในกรุงปารีส และบูติกแบรนด์เนมทั้งหลาย

แรกทีเดียว บรรดาแบรนด์เนมรังเกียจนักท่องเที่ยวชาวจีน หลุยส์ วุตตง ถึงกับขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวจีนคนละหนึ่งชิ้นเท่านั้น เพราะเกรงชาวจีนซื้อไปก๊อบปี้ออกมาขาย ทำเอานักท่องเที่ยวจีนมองหาใครก็ได้ที่จะอนุเคราะห์ซื้อให้ เคยได้รับการทาบทามขณะเดินเล่นในห้างกาเลอรีส์ ลาฟาแยต แต่ปฏิเสธไป กาลเวลาผ่านไป จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผู้มีกำลังซื้ออย่างแท้จริง แบรนด์เนมทั้งหลายจึงเปิดกว้าง ซื้อได้ไม่อั้น ตามห้างสรรพสินค้า ชาวจีนเข้าแถวรอซื้อแบรนด์เนม ยี่ห้อยอดนิยมคือ หลุยส์ วุตตง ชาแนล กุชชี รองลงมาคือลงชองป์

นอกจากสินค้าแฟชั่นแล้ว การหลั่งไหลมาของนักท่องเที่ยวจีนยังประโยชน์แก่ธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมและร้านอาหาร เมื่อเกิดโรคระบาด Covid-19 จีนปิดประเทศ ห้ามชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศ นั่นย่อมกระทบเศรษฐกิจโลก

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน เมื่อไร้ซึ่งชาวจีนแล้ว ห้างร้านเงียบเหงา เศรษฐกิจฝรั่งเศสเสียหายถึงสองพันล้านยูโร

ห้างสรรพสินค้ากาเลอรีส์ ลาฟาแยตรับทัวร์เป็นหลัก จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีนในทุกแผนก มากจนต้องจัดแผนกรับลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ ในวันนี้กาเลอรีส์ ลาฟาแยตหาหน้าเอเชียแทบไม่ได้เลย ห้างจึงค่อนข้างร้างจนน่าตกใจ ที่ห้างแพรงตองป์ก็เช่นกัน

ย่านถนน rue Sainte-Anne เป็นย่านร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านที่เคยไปรับประทานราเมนมีลูกค้าหนาแน่น ช่วงเที่ยงต้องเข้าแถวรอ กินราเมนหนึ่งชามถูกกว่าอาหารฝรั่งเศส ทว่าเมื่อเกิดโรคระบาด ลูกค้าหายหมด มีเพียงไม่กี่โต๊ะ เจ้าของร้านบอกว่าผู้คนหวาดผวา

อันที่จริงก็น่ากลัวหรอก เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากอยู่ แต่ที่กล้าไปกินร้านนี้เพราะเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ทำงาน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเห็น ในทางตรงข้ามไม่กล้าไปร้านอาหารเกาหลีเจ้าประจำ เพราะร้านนี้รับทัวร์เกาหลี

จำนวนผู้ติดเชื้อในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นเร็วมากภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อเกิดกรณีอิตาลี ฝรั่งเศสเริ่มตื่นตระหนก เพราะภัยใกล้ตัวขึ้นทุกที จนรัฐบาลต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขมาแถลงสถานการณ์โรค Covid-19 มาตรการหนึ่งที่แนะนำคือการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ไม่เอามือแตะต้องตา จมูกและปาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่จะทำได้ขนาดไหน ขึ้นรถใต้ดิน ต้องกดประตูเปิด ต้องจับราวหรือเสา มือจะติดเชื้อโรคเมื่อไรก็ได้ บางคนพอขึ้นรถมาแล้ว ควักถุงมือผ้าออกมาสวม แล้วก่อนหน้านี้ได้จับประตูไปแล้ว อีกประการหนึ่งได้ซักถุงมือนั้นหรือไม่เมื่อสิ้นวัน

การล้างมือเป็นมาตรการป้องกันที่ใประสิทธิภาพที่สุด อังกฤษเคยทำวิจัยเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน สื่อฝรั่งเศสจึงเชิญชวนให้ล้างมือบ่อยๆ ถ้าอยู่นอกบ้านพกเจลฆ่าเชื้อโรคติดกระเป๋า ลงจากรถขนส่งสาธารณะแล้ว ล้างมือด้วยเจล ถ้าหาห้องน้ำเพื่อล้างมือไม่ได้ ความแตกตื่นทำให้เจลขาดตลาด

ฝรั่งเศสไม่ได้รณรงค์ให้สวมหน้ากาก เพราะเห็นว่าไม่สามารถป้องกันได้ จึงไม่เห็นชาวฝรั่งเศสสวมหน้ากากเลย แต่หน้ากากก็ขาดตลาดแพราะบุคลากรการแพทย์จำเป็นต้องใช้

ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอาหรับขึ้นรถมานั่งตรงข้าม เมื่อเหลือบเห็นสาวเอเชีย รีบชักผ้าพันคอขึ้นปิดปากปิดจมูก และรีบย้ายไปที่อื่นเมื่อมีที่ว่าง สาวเชื้อสายอัฟริกามานั่งแทนที่ และเช่นเดียวกัน ดึงผ้าพันคอขึ้นปิดจมูก

นี่เป็นเพียงปฏิกิริยาเล็กน้อยที่ได้พบ

รัฐบาลฝรั่งเศสห้ามการชุมนุมที่มีคนมากกว่าพันคน เดือดร้อนอาร์ทิสต์ที่กำลังจัดแสดงคอนเสิร์ต ต้องเลื่อนออกไป ตอนนี้กำลังพิจารณาว่าการแข่งกีฬาควรจะยกเลิกไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งฟุตบอล

คิดเสมอว่าบรรดาพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์น่าจะปิดบริการ เพราะมีคนเข้าชมจำนวนมาก และแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พนักงานของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ใช้สิทธิในการพักงานที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เพราะอาจติดเชื้อ Covid-19 จากผู้เข้าชมได้

แว่วว่าพนักงานขับรถประจำทางบางบริษัทขอใช้สิทธินี้บ้าง แต่ไม่ทราบว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่

และที่แน่ๆ ชาวฝรั่งเศสเลิก bises การทักทายด้วยการเอาแก้มแตะแก้ม และการจับมือ รวมไปถึงการกอด

จึงอยากชักชวนให้มาไหว้แบบไทยกันเถอะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *