ปี 2050 ทุก 1 ใน 3 คนจะเป็นเบาหวาน

 

เบาหวานป้องกันได้
 
ขอยืนยันว่าคุณอ่านไม่ผิดแน่ ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า เมื่อถึงปี 2050 จะมีผู้ใหญ่ป่วยเป็นเบาหวานมากถึงทุก 1 ใน 3 คน
 
ช่างเป็นตัวเลขที่น่ากลัวก็จริง
 
แต่จริงๆ แล้วไม่ถึงขนาดนั้น
 
เนื่องจากมีข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและผลการศึกษามากมายนับไม่ถ้วนที่ยืนยันตรงกันว่า คุณป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ หากดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ขั้นตอนแรกสุดที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือ การตระหนักรู้ว่า คุณมีภาวะเสี่ยงอะไรบ้าง เพราะการมีความรู้ว่าปัจจัยที่เพิ่มโอกาสการเป็นเบาหวานของคุณมีอะไรบ้าง ย่อมทำให้คุณแข็งแกร่งพอสำหรับการป้องกันตนเองจากโรคร้ายนี้ได้
 
ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจว่า เบาหวานมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากอาหารไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ  กลูโคสเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ให้พลังงานที่จำเป็นต่อเซลล์ เพื่อให้เซลล์ในร่างกายสามารถทำงานตามหน้าที่ได้ตามปกติ เมื่อเกิดภาวะผิดปกติที่เซลล์ไม่สามารถดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้ เซลล์ก็ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนน้ำตาลกลูโคสที่ไม่ถูกดูดซึมจะยังตกค้างอยู่ในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่รวมถึงอาการโรคหัวใจ ไตถูกทำลาย และปัญหาการมองเห็น
 
เบาหวานมีสองประเภทหลัก:
เบาหวานประเภทที่ 1 มีผู้ป่วยเป็นเบาหวานประเภทนี้ราวร้อยละ 5 ของทั้งหมด สาเหตุเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่นำกลูโคสจากกระแสเลือดไปสู่เซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดหรือปั๊มอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเพื่อความอยู่รอด
 
เบาหวานประเภทที่ 2 มีผู้ป่วยคิดเป็นร้อยละ 90–95 ของทั้งหมด กรณีนี้ตับอ่อนยังผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ แต่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 จึงยังไม่จำเป็นต้องฉีดหรือปั๊มอินซูลินเข้าสู่ร่างกายทันที เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตโดยเฉพาะด้านอาหาร การออกกำลังกาย และวิถีชีวิตอื่นๆ ก็สามารถป้องกันหรือควบคุมความรุนแรงของโรคได้
 
จริงหรือถ้าพ่อหรือแม่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 แล้วคุณจะเป็นด้วย
ยีน (gene) มีบทบาทสำคัญต่อความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน ถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเป็น โอกาสที่คุณจะเป็นย่อมสูงขึ้นด้วย
 
แต่ Amy Campbell ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานและนักกำหนดอาหารประจำ Joslin Diabetes Center กล่าวว่า คุณสามารถป้องกันได้ด้วยการกินให้ถูกวิธี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
จริงหรือที่หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งขาวแล้วหันมากินเนื้อแดงแทนจะได้ผลดีกว่า
 
คุณจำเป็นต้องจำกัดปริมาณขนมปังทำจากแป้งขาว ข้าวขาว โดนัท ขนมปังเบเกิล และอาหารประเภทแป้งอื่นๆ เพื่อควบคุมระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือด
 
แต่พึงจำไว้ว่า อย่าใช้วิธีกินอาหารประเภทเนื้อแดงแทนอาหารประเภทแป้งขาวต่างๆ นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า การกินเนื้อแดงเพียง 3 ออนซ์หรือเทียบเท่าสเต็กชิ้นขนาดฝ่ามือทุกวันเพียงวันละมื้อ เพิ่มความเสี่ยงการเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ราวร้อยละ 20 แต่ถ้าหันมากินเนื้อแดงแปรรูปทุกวัน แม้ในปริมาณลดลงก็ตาม จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงถึงกว่าร้อยละ 50  เช่น เบคอนชิ้นบางๆ เพียง 2 ชิ้น หรือไส้กรอก 1 อัน
 
Campbell แนะนำว่าให้กินโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแทน เช่น สัตว์ปีก อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ รวมทั้งถั่วเปลือกแข็งต่างๆ 
 
นอกจากนี้ ให้เลือกอาหารประเภทแป้งที่ทำจากข้าวหรือธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grain) ที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีท 100% ข้าวกล้อง เป็นต้น เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ค่อยๆ ปล่อยพลังงานสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และอาจป้องกันภาวะเบาหวานได้ ทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักตัวและทำให้อิ่มนานขึ้นด้วย
 
การอยู่หน้าจอทีวีนานๆ ทำให้คุณมีแนวโน้มเป็นเบาหวานได้
คุณมีเวลานั่งดูทีวีเพียง 2 ชั่วโมง เพราะหากนานกว่านั้น คือ ทุก 2 ชั่วโมงที่คุณดูทีวีนานขึ้น วารสาร Journal of the American Medical Association ระบุว่า คุณเสี่ยงเป็นเบาหวานสูงขึ้นราวร้อยละ 20
 
ข่าวดีที่นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบคือ ถ้าคุณจำกัดเวลาดูทีวีอยู่ที่สัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง แล้วเพิ่มการออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน คุณสามารถลดโอกาสเสี่ยงการเป็นเบาหวานได้ถึงกว่าร้อยละ 40 เลยทีเดียว
 
กิจกรรมที่ทำให้คุณต้องเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ช่วยเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสในเลือด และทำให้เซลล์ในร่างกายไวต่อฮอร์โมนอินซูลินมากขึ้น
 
Campbell แนะนำว่า กิจกรรมที่เหมาะกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่สุด คือ การออกกำลังกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจและเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่องครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้งเป็นอย่างน้อย
 
เมื่อพูดถึงความเสี่ยงโรคเบาหวาน จริงหรือที่ต้องระวังระดับน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว
ข้อเท็จจริงคือ ทั้งความดันโลหิตและโคเลสเตอรอล (ไขมันในเลือด) มีวามสำคัญพอๆ กับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ ตัวชี้วัดทั้งสามยังมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือภาวะความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และอ้วนลงพุง อาการเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานทั้งสิ้น
 
ดังนั้น สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของคุณต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน คือระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/dl) ความดันโลหิตไม่เกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท ไขมันเลวหรือแอลดีแอลไม่เกิน 100 mg/dl ไขมันดีหรือเอชดีแอลมากกว่า 50 mg/dl ในผู้หญิง (และมากกว่า 40 mg/dl ในผู้ชาย) และไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 mg/dl
 
ที่มา : นิตยสาร PreventionGuide
ดรุณี แซ่ลิ่ว–เรียบเรียง
Category: 
Tags: 
About the Author
Darunee Sae-liew's picture

Darunee Sae-liew