วันอังคาร, พฤษภาคม 30, 2017
Home > On Globalization > ปัญหาเรื่องการเข้าถึงการคุมกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัญหาเรื่องการเข้าถึงการคุมกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา

Column: Women in Wonderland

หลังจากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 เจะเห็นว่าตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ได้เข้าพิธีสาบานตนและเริ่มทำหน้าที่ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา นโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์ได้ประกาศออกมาทำให้ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศแทบจะตั้งรับไม่ทัน และทุกนโยบายต่างก็เป็นที่กล่าวถึงในทุกๆ ประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมคือ อิรัก ซีเรีย ลิเบีย อิหร่าน โซมาเลีย ซูดาน และเยเมน เข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน แน่นอนว่า หลังจากประกาศนโยบายนี้ได้มีผู้คนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างท่วมท้น

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส ซึ่งในการกล่าวครั้งนี้เป็นการชี้แจงนโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ใน 4 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พูดถึงและจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคือ ระบบประกันสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัฐบัญญัติดูแลสุขภาพที่คนส่วนใหญ่รับภาระได้ (Affordable Care Act) หรือที่เรียกกันอย่างสั้นๆ ว่า Obamacare และให้รัฐสภาออกกฎหมายประกันสุขภาพใหม่

ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าการเปลี่ยนแปลงระบบประกันสุขภาพจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็เริ่มกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีในอนาคตอันใกล้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ถึงแม้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ค่ารักษาพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นแพงมาก ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ โดยพบว่ามากกว่า 60% ของบุคคลล้มละลายในอเมริกานั้นมีสาเหตุมาจากไม่สามารถจ่ายบิลค่ารักษาพยาบาลได้

ก่อนที่นโยบาย Obamacare จะมีการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2010 และมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2014 นั้น คนที่ทำงานเต็มเวลาจะได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพจากนายจ้าง โดยนายจ้างส่วนใหญ่จะซื้อประกันสุขภาพของเอกชนให้กับลูกจ้างทุกคน และยังมีบุคคลอีก 3 กลุ่มที่จะได้รับการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาลคือ (1) กลุ่มผู้สูงอายุคือ คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป (2) กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย และสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และ(3) กลุ่มข้าราชการบางประเภท อย่างเช่นทหาร ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และทหารผ่านศึก เป็นต้น

สำหรับคนที่ตกงาน ทำอาชีพอิสระ และไม่เข้าข่ายประกันสุขภาพจากรัฐบาล จะต้องหาซื้อประกันสุขภาพด้วยตัวเอง ซึ่งมีประชากรประมาณ 48 ล้านคนในประเทศอเมริกาที่จะต้องหาซื้อประกันสุขภาพเอง นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีประชาชนจำนวนมากต้องถูกฟ้องล้มละลายจากการที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจที่จะซื้อประกันสุขภาพก็คือ ประกันสุขภาพมีราคาที่สูงเกินไป สาเหตุที่ประกันสุขภาพในอเมริกามีราคาสูงก็เพราะมีต้นทุนที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าบุคลากรทางการแพทย์ ค่ายาตามใบสั่งแพทย์ รวมไปถึงค่าประกันภัยในความรับผิดทางวิชาชีพของแพทย์และพยาบาลอีกด้วย

การที่ค่ารักษาพยาบาลและค่าประกันสุขภาพมีราคาที่สูงมาก ทำให้ประชาชนบางคนตัดสินใจที่จะซื้อประกันสุขภาพในราคาที่ถูกลงแต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีประกันสุขภาพก็ตาม แน่นอนว่าประกันสุขภาพส่วนใหญ่ไม่ว่าจะมีราคาถูกหรือแพงก็ตาม ประกันสุขภาพเหล่านี้จะไม่รวมค่าใช้จ่ายในการคุมกำเนิด ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุมกำเนิดประชาชนจะต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าการคุมกำเนิดมีราคาที่สูงมากและคนส่วนมากที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ ได้

เหตุผลที่กล่าวมาทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน พยายามที่จะผลักดันให้ประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกาทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่มีประชาชนมากกว่า 700,000 คนต่อปีที่ล้มละลายจากการที่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างประเทศอังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่น กลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ถูกฟ้องล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาลที่แพงเกินไป

หลังจากที่ Obamacare มีการประกาศบังคับใช้ ก็ทำให้ประชาชนชาวอเมริกามากกว่า 32 ล้านคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ และยังช่วยให้คนที่มีธุรกิจขนาดเล็กหรือคนที่ไม่ได้มีรายได้สูงมาก สามารถที่จะซื้อประกันสุขภาพได้ในราคาที่ถูกลง Obamacare ยังได้แก้ไขให้บริษัทประกันไม่สามารถปฏิเสธการประกันสุขภาพให้กับคนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว และถ้าเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทต่างๆ ประกันสุขภาพนี้จะต้องคุ้มครองไปถึงบุตรของพนักงานเหล่านี้ด้วย โดยจะต้องคุ้มครองบุตรของพนักงานไปจนถึงอายุ 26 ปี และใน Obamacare ยังบังคับให้ประกันสุขภาพของทุกบริษัทจะต้องรวมการคุมกำเนิดเข้าไปในการประกันสุขภาพทุกประเภทอีกด้วย

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะยกเลิก Obamacare นั้น แน่นอนว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อคนเป็นจำนวนมากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุมกำเนิด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาการจะซื้อยาคุมกำเนิดจะต้องไปหาหมอ และให้หมอสั่งจ่ายยาคุมกำเนิด จึงจะสามารถซื้อยาคุมกำเนิดได้ แน่นอนว่าถ้าหากมีการยกเลิก Obamacare ไปก็จะมีผู้หญิงเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่อาจจะไม่สามารถซื้อยาคุมกำเนิดมารับประทานเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ได้

หลังจากที่ประชาชนทราบว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยกเลิก Obamacare ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากตื่นตระหนก และรีบไปหาหมอเพื่อดูว่าจะป้องกันการตั้งครรภ์อย่างไรในระยะเวลาที่ยาวที่สุด เรื่องนี้องค์กร Planned Parenthood ได้ออกมาพูดว่า ประชาชนยังไม่ควรที่จะตื่นตระหนกมากในเรื่องนี้ เพราะองค์กรก็จะพยายามหาทางให้ผู้หญิงอเมริกันสามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดในราคาที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

องค์กร Planned Parenthood เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขาตั้งอยู่ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยองค์กรนี้จะให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้หญิงในราคาไม่แพง ยกตัวอย่างเช่นการให้คำปรึกษาในเรื่องเพศสัมพันธ์ การป้องกันการตั้งครรภ์ บริการตรวจมะเร็งเต้านมและตรวจภายใน มีการจำหน่ายหรือแจกฟรีถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดในราคาที่ไม่แพง และในบางประเทศยังมีบริการให้คำปรึกษาและรับทำแท้งด้วย ในประเทศสหรัฐอเมริกาองค์กร Planned Parenthood จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาในแต่ละปี

สำหรับเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะยกเลิก Obamacare นั้น Planned Parenthood เชื่อว่าพวกเขาน่าจะพอพูดคุยและนำเสนอกับรัฐบาลให้การคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ ไม่มีราคาที่แพงเกินไป สาเหตุที่ Planned Parenthood เชื่อว่าน่าจะพอต่อรองกับรัฐบาลได้บ้างนั้นก็เป็นเพราะว่า ในหลายๆ รัฐนั้น รัฐบาลของแต่ละรัฐได้เริ่มตัดงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่ง Planned Parenthood ได้มีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลางไม่ให้รัฐบาลของรัฐต่างๆ ตัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลลง ซึ่งในเรื่องนี้ Planned Parenthood ได้ชนะคดีมาแล้วบ้างในบางรัฐ อย่างเช่น รัฐอินเดียนาและรัฐอาร์แคนซัส เป็นต้น และในรัฐเทกซัส Planned Parenthoods ก็เพิ่งยื่นฟ้องเรื่องนี้ต่อศาล และในระหว่างที่ยังอยู่ในการพิจารณาคดี ศาลก็ยังไม่อนุญาตให้รัฐบาลของรัฐเทกซัสตัดงบประมาณในส่วนค่ารักษาพยาบาล

ถึงแม้ว่า Planned Parenthood จะบอกประชาชนว่าไม่ต้องตื่นตระหนกกับการที่รัฐบาลจะยกเลิก Obamacare แต่ประชาชนอเมริกันก็ควรที่จะมีการเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพราะในปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ยื่นเรื่องให้วุฒิสมาชิกพิจารณาการลดจำนวนเงินสนับสนุนที่จะต้องจ่ายให้กับ Planned Parenthood ในปีนี้ และมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าเงินสนับสนุนในส่วนนี้จะถูกลดจำนวนลง

แน่นอนว่าถ้า Planned Parenthood ถูกลดเงินสนับสนุนลงก็จะทำให้มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่จะต้องพบกับปัญหาการป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในประเทศอเมริกาเกิดจากความไม่ตั้งใจ และพวกเขาเหล่านี้มักจะมีรายได้น้อย

แน่นอนว่าคนรายได้น้อยเหล่านี้ เมื่อเกิดพลาดตั้งครรภ์ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมขึ้นครั้งหนึ่ง พวกเขาก็จะมองหาวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ให้มีการตั้งครรภ์ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมอีกครั้ง และหลายคนก็จะมาที่ Planned Parenthood เพื่อซื้อยาคุมกำเนิดในราคาที่ถูกกว่าการไปหาหมอตามโรงพยาบาลเพื่อให้หมอสั่งยาคุมกำเนิดให้ ดังนั้นถ้าหาก Planned Parenthood โดนตัดเงินสนับสนุนก็จะไม่สามารถสนับสนุนการซื้อยาคุมกำเนิดในราคาถูกให้กับคนจำนวนมากได้

ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีความคิดที่จะออกระบบประกันสุขภาพขึ้นใหม่ เรื่องการคุมกำเนิดก็ควรที่จะถูกรวมเข้าไปด้วย เพราะการคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าหากการเข้าถึงยาคุมกำเนิดเป็นไปได้ยากและยาคุมกำเนิดมีราคาที่แพง ก็อาจจะทำให้มีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่อยังไม่พร้อมมากขึ้น และจะส่งผลถึงปัญหาทางสังคมในอนาคตอีกด้วย
Photo Credit: http://www.freeimages.com/photo/contraception-2-1057201

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *