วันพฤหัส, พฤศจิกายน 22, 2018
Home > On Globalization > ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงเลือกเป็นโสเภณี

ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงเลือกเป็นโสเภณี

Column: women in wonderland

การขายบริการหรือค้าประเวณีหมายถึงผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปสมัครใจที่จะขายบริการทางเพศ โดยเป็นการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายและไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว ปัจจุบันในประเทศไทยการค้าประเวณียังผิดกฎหมาย แต่ในหลายประเทศการค้าประเวณีเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาองค์กร ProCon เปิดเผยว่าจากการสำรวจพบว่า มี 53 ประเทศที่การค้าประเวณีเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น อาร์เจนตินา ออสเตรีย บราซิล อิสราเอล อิตาลี เยอรมนี อินโดนีเซีย เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เม็กซิโก และตุรกี เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็มีอีกประมาณ 12 ประเทศที่การค้าประเวณีนั้นถูกกฎหมายแค่บางส่วน ประเทศเหล่านี้อนุญาตให้มีการขายบริการทางเพศได้ แต่ไม่อนุญาตให้มีการจัดหาหรือจ้างคนมาทำงานเพื่อขายบริการ เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ เป็นต้น

ปัจจุบันการขายบริการทางเพศที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้ามาเกี่ยวข้องถือเป็นการค้ามนุษย์ และกลายเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อธิบายเพิ่มเติมว่า การค้ามนุษย์ เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลโดยเฉพาะผู้หญิง เด็กหญิง และเด็กชาย ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม มีนายหน้าเป็นธุระจัดหา ชักชวน หรือกักขังหน่วงเหนี่ยว และถ้าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึงแม้จะไม่มีสภาพถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย หรือบังคับให้ขายบริการทางเพศ ก็ล้วนแต่เป็นการค้ามนุษย์ ประเด็นนี้ทำให้หลายประเทศหันมาจริงจังกับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ โดยพยายามยุติการค้าโสเภณีแบบผิดกฎหมาย หรือในบางประเทศก็มีการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ปฏิบัติ เพื่อทำให้การขายบริการทางเพศนั้นถูกกฎหมายและไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา NoVo Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนความเท่าเทียมกันทางเพศในสังคม ยุติความรุนแรงในทุกรูปแบบ และมุ่งเน้นเด็กผู้หญิงให้ได้รับความเท่าเทียมกันในสังคม ได้สนับสนุนเงินทุนในการทำหนังสั้นเรื่อง The Life Story: Moments of Change เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ของผู้หญิงที่ทำอาชีพขายบริการ โดยองค์กรหวังว่าหนังสั้นเรื่องนี้จะช่วยให้เด็กและผู้หญิงอีกหลายคนมีทางออกให้ชีวิตได้ดีกว่าการทำอาชีพขายบริการ

ในขณะเดียวกันองค์กร NoVo Foundation ยังได้นำเรื่องราวเหล่านี้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.thelifestory.org เพื่อให้เด็กและผู้หญิงได้รู้ว่าหากประสบปัญหาในด้านต่างๆ แล้ว พวกเธอจะติดต่อหน่วยงานใดได้บ้างในการขอรับความช่วยเหลือ

สิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและผู้หญิงตัดสินใจทำอาชีพขายบริการ ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กและผู้หญิงเหล่านี้ต้องพบเจออะไรบ้างก่อนตัดสินใจมาขายบริการ ใน TheLifeStory.org แบ่งเรื่องราวของเด็กและผู้หญิงที่เลิกขายบริการแล้วออกเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ 1) ความเจ็บปวดในวัยเด็ก 2) สถานสงเคราะห์และบ้านเด็กกำพร้า และ3) โรงเรียน เพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้ช่วยให้เด็กและผู้หญิงอีกหลายคนได้ตระหนักคิดมากขึ้น และอาจจะเปลี่ยนความคิดของอีกหลายคนที่จะตัดสินใจขายบริการ เพราะคนที่ตัดสินใจเลิกขายบริการแล้วก็น่าจะพบเจอสถานการณ์และประสบการณ์ต่างๆ จาก 3 สถานการณ์นี้ ซึ่งเลวร้ายคล้ายๆ กันกับคนที่อาจจะกำลังตัดสินใจขายบริการ

ในหนังสั้นช่วงที่ 1) ความเจ็บปวดในวัยเด็ก พูดถึงประสบการณ์ของเด็กผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มีโอกาสสูงกว่าเด็กที่ไม่เคยตกเป็นเหยื่อในการทำอาชีพขายบริการในอนาคต ในหนังสั้นช่วงนี้ได้มีผู้หญิงที่เลิกอาชีพขายบริการแล้วหลายคนเล่าเกี่ยวกับชีวิตของพวกเธอ ยกตัวอย่างเช่น Quintecia เล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์และความเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายในรูปแบบต่างๆ นั้นมันรุนแรงมากกว่าที่คนอื่นๆ จะคาดคิด เธอตกเป็นเหยื่อความรุนแรงตั้งแต่อายุประมาณ 1 หรือ 2 ขวบเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงยังส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยกตัวอย่างเช่น Ne’cole เล่าว่า แม่ของเธอมีประสบการณ์เลวร้ายจากการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและถูกข่มขืนหลายครั้ง ทำให้สุดท้ายเธอตัดสินใจหนีออกจากบ้านตอนอายุ 17 ปีและเป็นโสเภณี

นอกจากจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงแล้ว เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่เห็นการขายบริการเป็นเรื่องปกติ ในอนาคตก็จะเลือกขายบริการเหมือนแม่ ย่าและยาย เพราะเด็กเหล่านี้ไม่รู้ว่าการขายบริการเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้คือ ที่บ้านขายบริการกันมานานแล้วและมันเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างเช่น Quintecia เล่าว่า แม่ ยาย และพี่ชายของเธอต่างก็ขายบริการ ทุกคนในครอบครัวของเธอล้วนขายบริการ ดังนั้นอาชีพขายบริการจึงเป็นเรื่องปกติ และเธอมองไม่เห็นว่าอาชีพขายบริการจะผิดยังไง

จากเรื่องราวเหล่านี้จะเห็นได้ว่าถ้าเด็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงได้รับการเยียวยาและการรักษาที่ถูกวิธี ก็จะทำความรู้สึกที่เลวร้ายเหล่านี้ได้รับการบรรเทาและเปลี่ยนโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้เลือกอาชีพอื่นมากกว่าขายบริการ

2) สถานสงเคราะห์และบ้านเด็กกำพร้า ในเรื่องนี้ได้มีการศึกษาจากงานวิจัยมาแล้วว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ขายบริการ ในวัยเด็กพวกเธอเคยอยู่สถานสงเคราะห์เด็กมาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง อย่างที่กล่าวมาในช่วงที่ 1 ว่า เด็กส่วนใหญ่จะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ จากคนในครอบครัว บางครั้งเด็กเหล่านี้ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดและประสบการณ์แย่ๆ เหล่านี้ได้ เด็กหลายคนจึงเลือกที่จะหนีออกจากบ้าน และแน่นอนว่าท้ายที่สุดเด็กเหล่านี้ก็ต้องไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็ก

Quintecia เล่าให้ฟังในช่วงนี้ว่า สถานสงเคราะห์เด็กเหล่านี้สามารถช่วยให้เด็กชายและผู้หญิงที่อาศัยอยู่ตามถนนได้มีที่อยู่ ที่นอนที่ปลอดภัย แต่คนที่ทำงานอยู่ที่นี่มีน้อยเกินไป ทำให้สถานสงเคราะห์มีประโยชน์แค่เป็นที่หลับนอนเท่านั้น คนทำงานที่นี่ไม่สามารถช่วยบรรเทาหรือเยียวยาความเจ็บปวดจากประสบการณ์อันเลวร้ายได้ ที่แย่ยิ่งกว่าคือ แมงดาหรือนายหน้ารู้ดีว่าสถานสงเคราะห์เป็นสถานที่ที่จะหาเด็กผู้หญิงไปขายบริการได้ แมงดาหรือนายหน้าพวกนี้อาจจะใช้วิธีการลักพาตัว พูดคุยหลอกล่อ หรือบังคับให้เด็กเหล่านี้ไปทำงานด้วย Quintecia กล่าวเสริมว่าโดยเฉพาะเด็กผิวสีที่จะถูกเลือกปฏิบัติและได้รับความไม่เท่าเทียมกันในสังคม จะรู้สึกตลอดเวลาว่าไม่มีใครรักหรือใครสนใจ เพราะฉะนั้นพวกเธอก็ไม่จำเป็นที่ต้องสนใจอะไร ดังนั้นเมื่อมีแมงดาหรือนายหน้ามาชักชวนว่าจะพาพวกเธอออกไปให้พ้นจากสถานการณ์เหล่านี้ พวกเธอจึงไม่คิดลังเลเลยที่จะตามคนเหล่านี้ไป

สิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กหญิงไปขายบริการก็คือ การให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์ว่า สถานสงเคราะห์ไม่ใช่แค่สถานที่ไว้สำหรับนอน แต่เจ้าหน้าที่ต้องรู้ว่าเด็กเหล่านี้พบเจออะไรมา และต้องพูดคุยกับพวกเขาอย่างไรไม่ให้ความรู้สึกของพวกเขานั้นแย่ลงกว่าเดิม เจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจว่าเด็กเหล่านี้คือผู้ป่วยที่ต้องการการดูแล ไม่ใช่เพียงแค่เด็กข้างถนนที่ต้องการที่นอน

3) โรงเรียน เมื่อเด็กมีประสบการณ์เลวร้ายมาจากบ้าน แน่นอนว่าหลายคนและสังคมต่างคาดหวังว่าโรงเรียนจะเป็นที่พึ่งทางใจและเยียวยาจิตใจให้กับเด็กเหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจเลือกอาชีพขายบริการ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรงเรียนไม่สามารถเยียวยาจิตใจของเด็กๆ ได้ ไม่สามารถป้องกันและเข้าไปเปลี่ยนความคิดของเด็กๆ ให้ตระหนักถึงความน่ากลัวของอาชีพขายบริการได้ เพราะโรงเรียนไม่มีการฝึกอบรมให้คุณครูและไม่มีแหล่งข้อมูลที่เพียงพอในการที่จะให้คำปรึกษาในการขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

แน่นอนว่าเด็กผิวสีจะได้รับผลกระทบจากโรงเรียนมากกว่าเด็กผิวขาว จากสถิติจะพบว่า เด็กผิวสีจะถูกลงโทษหนักกว่า และบ่อยครั้งที่การลงโทษนั้นไม่สมเหตุสมผล ยกตัวอย่างเช่น ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการทำความผิด ถูกสงสัยไว้ก่อนว่าจะเป็นคนทำผิดกฎของโรงเรียน สำหรับโทษในบางครั้งก็ถูกระงับการเรียน ไล่ออก หรืออาจจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้โรงเรียนไม่ใช่ระบบที่จะช่วยปกป้องเด็กให้หลุดพ้นจากสถานการณ์หรือประสบการณ์ที่เลวร้าย แต่ในบางครั้งโรงเรียนกลับเป็นที่ซ้ำเติมให้ประสบการณ์ที่แย่อยู่แล้วนั้นแย่ลงกว่าเดิมไปอีก

วิธีแก้ไขที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กผู้หญิงไปทำอาชีพขายบริการในอนาคตก็คือ จัดอบรมให้กับคุณครูทุกคน ถ้าครูทุกคนสามารถรู้ได้ว่าพฤติกรรมใดของเด็กที่กำลังแสดงให้เห็นว่าเด็กคนนั้นมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ครูก็จะสามารถให้ความช่วยเหลือ พูดคุย และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจของเด็กได้ ที่สำคัญครูทุกคนต้องมีใจเป็นกลางสำหรับเด็กทุกคน เพื่อไม่ให้เด็กผิวสีรู้สึกว่าตัวเองถูกเลือกปฏิบัติและไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในโรงเรียน

เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าจาก 3 เรื่องสั้นข้างต้น สาเหตุที่ทำให้เด็กและผู้หญิงตัดสินใจขายบริการก็เพราะพวกเธอตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ จากคนในครอบครัว และบาดแผลทางจิตใจนี้ก็ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายก็อาจจะจบลงที่อาชีพขายบริการ ดังนั้นหากสามารถยุติการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ จากคนในครอบครัวลงได้ ก็น่าจะมีเด็กและผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่สามารถเลือกอาชีพต่างๆ ได้ที่ไม่ใช่ขายบริการ และหากสามารถยับยั้งไม่ให้เด็กไปขายบริการได้ สถานการณ์การค้ามนุษย์ในแต่ละประเทศก็จะดีขึ้นไปด้วย

Photo Credit: https://www.freeimages.com/photo/broken-mirror-3-1317214

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *