วันพฤหัส, กันยายน 20, 2018
Home > PR News > บ้านปู เพาเวอร์ฯ รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2561 ปักธงในเวียดนามตามกลยุทธ์ Greener ด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม

บ้านปู เพาเวอร์ฯ รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2561 ปักธงในเวียดนามตามกลยุทธ์ Greener ด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม

ตอกย้ำกลยุทธ์ Greener ด้วยการเริ่มลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามเป็นครั้งแรก เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มุกะวะในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ขณะที่การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อื่นๆ ในญี่ปุ่นคืบหน้าตามแผน

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Conventional Power Generation) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Generation) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก ปี 2561 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 3,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 3,211 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งประสิทธิภาพในการเดินเครื่องและจ่ายไฟของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีและโรงไฟฟ้าหงสายังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้บริษัทฯ ยังแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพอยู่เสมอ อาทิ การก้าวเข้าไปลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนามเป็นครั้งแรก นอกจากจะช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามเป้าหมายกำลังผลิต 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 แล้ว ยังเป็นการยืนยันถึงการดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ตลอดครึ่งปีแรก 2561 นี้ บ้านปู เพาเวอร์ฯ รักษาเสถียรภาพในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดเราสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามกลยุทธ์ Greener ผ่านการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ ณ จังหวัดซอกจัง (Soc Trang) ประเทศเวียดนาม ซึ่งแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ จะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Operation Date: COD) ภายในปี 2563 ส่วนโครงการอีก 2 ระยะ กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ และ 20 เมกกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ภายในปี 2564 ทั้งนี้เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า และมีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน สอดคล้องกับแนวทางการศึกษาโครงการและการตัดสินใจลงทุนที่บริษัทฯ เชื่อมั่นเสมอมา”

สำหรับไตรมาส 2/2561 บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 2,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากไตรมาสก่อนหน้า พร้อมรายงานผลกำไรสุทธิ 1,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยโรงไฟฟ้าในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีรายได้รวมที่ 1,354 ล้านบาท มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน 1,143 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 211 ล้านบาท ทั้งนี้รายได้รวมที่ลดลงร้อยละ 34 จากไตรมาสก่อนหน้า เกิดจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำลดลงในช่วงฤดูร้อน แต่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมยังสามารถสร้างผลกำไรจากการผลิตและขายน้ำเย็นแทน ขณะที่บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร จำนวน 1,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจ่ายไฟเข้าระบบได้เต็มกำลังสูงสุด กอปรกับผลบวกจากการแปลงค่าเงินทางบัญชี จึงรายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 565 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา ด้านโรงไฟฟ้าหงสายังคงดำเนินงานได้ดีต่อเนื่อง เมื่อรวมผลกำไรจากการแปลงค่าเงินแล้ว จึงรายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 1,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 124 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงศักยภาพการเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าที่ต่อเนื่องและมั่นคงตามแผน

ขณะเดียวกันการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (Shanxi Lu Guang: SLG) ในจีนยังคงดำเนินไปตามแผนเพื่อให้โครงการทั้ง 2 หน่วย กำลังผลิตติดตั้ง 1,320 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2562-2563 เช่นเดียวกับการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นก็คืบหน้าตามแผนอย่างชัดเจน ล่าสุดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มุกะวะ (Mukawa) กำลังผลิตติดตั้ง 17 เมกะวัตต์ สามารถ COD ได้อย่างราบรื่น เมื่อรวมกับการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม ส่งผลให้ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าทั้งหมด 28 แห่ง ในประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แบ่งเป็น COD แล้ว 16 โรงไฟฟ้า และอยู่ระหว่างการพัฒนา 12 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,869 เมกะวัตต์เทียบเท่า หากนับเฉพาะกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนของโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วคิดเป็น 2,129.2 เมกะวัตต์เทียบเท่า เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,955 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 174.2 เมกะวัตต์

“ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการในต่างประเทศอันยาวนาน ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือในการจัดหาแหล่งเงินทุน ตลอดจนสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้บ้านปู เพาเวอร์ฯ ขยายธุรกิจได้อย่างไม่หยุดยั้ง การลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามครั้งนี้เป็นอีกข้อพิสูจน์สำคัญที่แสดงถึงการเติบโตและการขยายธุรกิจของเรา เนื่องจากลมเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (High Reliability) อีกทั้งเทคโนโลยีที่นำมาใช้ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นขณะที่ต้นทุนต่ำลง ซึ่งช่วยขยายโอกาสในการสร้างผลกำไร เพราะนอกจากเป้าหมายกำลังผลิต 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 แล้ว การสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียก็เป็นอีกสิ่งที่บ้านปู เพาเวอร์ฯ มุ่งหวังให้สำเร็จควบคู่กันไป” นายสุธี กล่าวปิดท้าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *