วันจันทร์, พฤศจิกายน 20, 2017
Home > Cover Story > บทเรียนจาก “มาเก๊า” สู่ “ไทย” ปลุกธุรกิจท่องเที่ยว ล้างภาพเมืองกาสิโน

บทเรียนจาก “มาเก๊า” สู่ “ไทย” ปลุกธุรกิจท่องเที่ยว ล้างภาพเมืองกาสิโน

 
 
แม้ “มาเก๊า” สามารถใช้จุดขายความเป็น “นครแห่งกาสิโน” สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า  26,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 920,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มาจากธุรกิจเกมการพนันถึง 80% หรือมากกว่า 700,000 ล้านบาท จนเกิดแรงดึงดูดให้หลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เกิดแนวคิดเปิดบ่อนกาสิโนเสรี
 
แต่จุดขาย “เมืองกาสิโน” กลับเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของรัฐบาลมาเก๊า โดยเฉพาะการสร้างจุดขายใหม่ เพื่อผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืน  
 
ล่าสุด รัฐบาลมาเก๊าเตรียมประกาศแผนแม่บทพลิกโฉมธุรกิจการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เพื่อเปลี่ยนแปลง (Transform) ภาคธุรกิจท่องเที่ยวให้มาเก๊าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพักผ่อนของโลก (World Center Tourism and Leisure) และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (World Class Destination) ภายในปี 2020 หรือปี 2563 โดยเร่งเดินสายบุกตลาดเป้าหมายทั่วโลก 
 
เคธี่ ยง หัวหน้าส่วนการสื่อสารภายนอก การท่องเที่ยวมาเก๊า เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวมาเก๊าเข้ามาจัดการประชุมในกรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในไทยและสร้างการรับรู้แบรนด์ “มาเก๊า” ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่แหล่งเกมการพนัน แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเหมาะกับกลุ่มทัวร์แบบ “Slow Life” เหมือนยุโรปเล็กๆ ในเอเชีย มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออก  ซึ่งยูเนสโกได้ยกให้มาเก๊าเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2548 มีร้านอาหารชั้นนำจำนวนมาก มีเวิลด์คลาสเอ็นเตอร์เทนเมนต์และโรงแรมระดับ 5-6 ดาว          
 
ทั้งนี้ หากนับพื้นที่เขตการปกครองมาเก๊าถือว่าเล็กมาก เนื้อที่ทั้งหมดเพียง 28.2 ตารางกิโลเมตร แต่มีโรงแรมมากถึง 110 แห่ง โดยปี 2558 เปิดตัวโรงแรมใหม่ 10 แห่ง เช่น สตูดิโอ ซิตี้  รีสอร์ต ซึ่งเป็นรีสอร์ตที่ได้รวบรวมบรรยากาศจากภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง และร้านค้าต่างๆ รวมถึงโครงการยักษ์ “เดอะ กาแล็กซี่ มาเก๊า” มีทั้งโรงแรมเดอะริทซ์-คาร์ลตัน แบบห้องสวีตทั้งหมดแห่งแรก และโรงแรมเจดับเบิลยู แมริออท ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย
 
แน่นอนว่า มาเก๊ามีจุดแข็งด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ระดับหรูหราและโรงแรมมากกว่าครึ่งมีกาสิโนรองรับกลุ่มลูกค้า เพื่อจับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม 
 
ทว่า โจทย์ข้อใหม่อยู่ที่การเพิ่มความหลากหลายของกลุ่มนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ชาวจีนที่เข้ามามากสุดกว่า 20.4 ล้านคน จากยอดนักท่องเที่ยวทั้งหมด 30.7 ล้านคน เพื่อขยายตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และกระจายความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วิกฤตเศรษฐกิจในจีนส่งผลให้การท่องเที่ยวของมาเก๊าหดตัวตามไปด้วย
 
ปัจจุบันอัตราการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในมาเก๊าเฉลี่ย 7,000-14,000 บาทต่อหัวต่อทริป และมีวันพักเฉลี่ยเพียง 1.7 คืนต่อทริป โดยนักท่องเที่ยวไทยมีอัตราจับจ่ายเฉลี่ย 5,500 บาทต่อหัวต่อทริป และมีวันพักเฉลี่ยเพียง 1.5 คืนต่อทริป 
 
บทเรียนของมาเก๊าจึงน่าจะเป็นต้นแบบหนึ่งที่รัฐบาลไทยต้องนำมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หากจะเปิดกาสิโนเสรี ทั้งการวางสัดส่วนด้านการตลาดและกลุ่มลูกค้า การสร้างธุรกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและผลกระทบต่างๆ
 
เมื่อเร็วๆ นี้ สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้จัดทำร่างรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง “ภาษีการพนันและสนามม้า” โดยในงานวิจัยเรื่อง “โครงการกาสิโนในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” ระบุว่า แม้กาสิโนและภาษีเกมพนันถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาลมาเก๊า สัดส่วนราว 84.5% ของรายรับรัฐบาล แต่มีผลกระทบทางสังคม คือการหลั่งไหลเข้ามาของพนักงานต่างชาติ
 
กลุ่มนักวิจัยยังสำรวจพฤติกรรมการเล่นการพนันของประชาชนในเขตประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี และมีทัศนคติต่อกาสิโนหากมีการเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมายในแง่ดี คือ ทำให้รัฐมีรายได้ภาษีและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น และสามารถลดจำนวนผู้ไปเล่นการพนันในต่างประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะว่า รัฐควรนำรายได้จากกาสิโนมาบริจาคช่วยเหลือสังคม โดยกันรายได้บางส่วนตั้งกองทุนเพื่อประโยชน์แก่สังคม และควรมีวิธีตรวจสอบเม็ดเงินที่ชัดเจนโดยประชาชน และควรกำหนดการเข้าเล่นการพนัน เช่น อายุ จำนวนเงินของผู้เล่น ห้ามข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเล่นการพนัน ผู้เข้าเล่นกาสิโนต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน มีอาชีพและรายได้ที่แน่นอน รวมถึงมีการจ่ายภาษีการพนัน
 
สังศิตกล่าวว่า ได้เสนอผลการศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทยให้กรมสรรพสามิต เนื่องจากมีผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลบ่อนกาสิโน ทั้งกลุ่มทุนจากสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และออสเตรเลีย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 6-7 แสนล้านบาท เพื่อให้กรมสรรพสามิตปรับปรุงโครงการภาษีการพนันในอนาคต หากรัฐบาลเห็นด้วยก็พร้อมดำเนินการได้ทันที
 
ขณะที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานกลุ่ม สปช. รักชาติ เสนอตั้งกาสิโนถูกกฎหมาย รูปแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เน้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีห้องประชุม โดยเปิดบ่อนกาสิโนอยู่ภายใน แต่สุดท้ายเจอแรงต้านจากหลายฝ่ายและถูกพับเก็บโครงการ
 
“กาสิโนเสรี” จึงไม่ต่างจากมหากาพย์เรื่องยาว จนกว่าจะหาจุดลงตัวระหว่างรายได้และความยั่งยืนของประเทศ เพราะทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่หมายถึงภาพลักษณ์ประเทศในอนาคตด้วย