Home > Cover Story > ธุรกิจขายตรง แข่งขันสูง…มุ่งเน้น สุขภาพ

ธุรกิจขายตรง แข่งขันสูง…มุ่งเน้น สุขภาพ

 

ธุรกิจขายตรง นับเป็นหนึ่งในธุรกิจอุตสาหกรรมที่เติบโตสวนกระแสของสภาวะเศรษฐกิจ โดยในปีนี้ธุรกิจขายตรงยังคงมีความคึกคัก และเติบโตพอสมควร โดยในครึ่งปีแรกยังมีอัตราการเติบโตประมาณ 6-7% จากมูลค่าตลาดรวม 60,000 ล้านบาทต่อปี 

หากประเมินให้ลึกลงไปพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและความงามยังครองแชมป์การเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% โดยมีมูลค่าการตลาดมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงระหว่างธุรกิจขายตรงยักษ์ใหญ่ อาทิ แอมเวย์ มิสทิน และกิฟฟารีน 

ล่าสุด แอมเวย์ ธุรกิจเครือข่ายอันดับหนึ่งของโลกและในไทย โดยกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มการให้ความสำคัญต่อสุขภาพ ร่างกาย และยอมรับของกลุ่มผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพ เป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ทั่วโลกเติบโตสูงขึ้นถึง 147,000 ล้านบาท

ขณะที่ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายกำลังการผลิตโดยทุ่มงบประมาณอีก 11,250 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตเพิ่มเติมอีก 7 แห่งในสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และเวียดนาม สำหรับประเทศไทย นิวทริไลท์เติบโตและประสบความสำเร็จเช่นกันโดยมียอดขายทะลุ 6,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

“นอกจากความสำเร็จจากการใส่ใจเรื่องสุขภาพแล้ว ในปีนี้ เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เรายังคงใช้กลยุทธ์เดิมพร้อมการมองหาโอกาสใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งพบว่าวิตามินและเกลือแร่กลุ่มแคลเซียมเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสการตลาดสูงมาก” กิจธวัชกล่าว ล่าสุด แอมเวย์รุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “นิวทริไลท์ แคลแมกดี” หวังขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดูแลสุขภาพกระดูก โดยคาดหวังว่า สินค้าตัวนี้มีโอกาสขยายตลาดทั้งในกลุ่มวัยหนุ่มสาว วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“ปี 2556 นี้ แอมเวย์คงเน้นกลยุทธ์เดิม โดยมุ่งกิจกรรมที่ให้ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อมชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัยทำงานและวัยอื่น เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น” กิจธวัชกล่าว

อีกหนึ่งแนวทางที่บริษัทสานต่อการสื่อสารเชิงรุก โดยสร้างแบรนด์ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้กระแสโซเชียลมีเดีย  ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมากจากปีที่แล้ว พร้อมกับการสร้างแอมเวย์ ชอป เพื่อกระจายไปสู่ลูกค้าในจังหวัดต่างๆ และเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น 

“แผนงานหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในปีนี้ คือการสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับนักธุรกิจ ในฐานะมืออาชีพ โดยบริษัทได้ตั้งแผนกใหม่ชื่อ แผนกส่งเสริมศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์ ผ่านการจัดฝึกอบรม สัมมนา โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอีกไม่น้อยกว่า 7%”  กิจธวัชกล่าว

หันมามองธุรกิจขายตรงที่เป็นแบรนด์ไทย “ กิฟฟารีน” ในปีนี้ได้เปิดตัวโฆษณา  3 ซีรีส์ด้วยกัน โดยกิฟฟารีนได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท เพื่อรุกตลาดครึ่งปีหลัง  ตามเป้าหมายที่ต้องการขยายเครือข่ายสู่คนรุ่นใหม่

กิฟฟารีนมุ่งหวังว่าโฆษณาจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโกคผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันมีสมาชิกซึ่งเป็นผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส

ปัจจุบันกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจตั้งในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา  โดยปลายปีนี้จะเปิดศูนย์ธุรกิจที่ทุ่มงบลงทุนประมาณ 70 ล้านบาท บนพื้นที่  1 ไร่เศษๆ ที่มีนบุรี และต้นปี 2557 จะเปิดศูนย์ใหญ่ที่หาดใหญ่อีก 1 แห่ง 

ด้านโรงงานผลิต กิฟฟารีนมีโรงงานในนวนครอยู่ 4 อาคารใหญ่ ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะสร้างโรงงานแห่งที่ 5 เพื่อเพิ่ม lineในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ ที่เรียกว่า ฟังก์ชันนอล ฟูดส์ (Functional food) ซึ่งจะผลิตอาหาร เช่น เส้นหมี่ เค้ก  สแน็ก เป็นต้น ด้วยงบลงทุนประมาณ 66 ล้านบาท โรงงานแห่งใหม่อาจอย