วันศุกร์, พฤศจิกายน 24, 2017
Home > Life > ตัวละครที่ชื่อชาร์โลต์

ตัวละครที่ชื่อชาร์โลต์

 
รู้จักชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) ตั้งแต่เป็นเด็กน้อยที่เฝ้าดูภาพยนตร์สั้นของตัวตลกอมตะผู้นี้ ตัวละครที่สวมกางเกงขนาดใหญ่กว่าตัว เสื้อแจ็กเกตที่เล็กกว่าตัว รองเท้าที่ใหญ่กว่าเท้า สวมหมวกกลมๆ ถือไม้เท้าและเดินตีนเป็ด นี่เป็นตัวละครที่เรียกว่า The tramp หรือ Charlot ในหลายๆ ภาษา รวมทั้งภาษาฝรั่งเศส
 
ตัวละคร Charlot ถือกำเนิดในปี 1914 ในภาพยนตร์สั้นเรื่อง Kid Auto Races at Venice, Cal. ดังนั้นในปี 2014 นี้ Charlot จึงมีอายุครบ 100 ปี ด้วยเหตุนี้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐ France 2 จึงเสนอรายการ Un jour, une histoire อุทิศแก่ชาร์ลี แชปลิน
 
ชาร์ลี แชปลิน เป็นชาวอังกฤษ เกิดที่ลอนดอนในปี 1889 พ่อและแม่เป็นอาร์ทิสต์ใน music-hall พ่อทิ้งครอบครัวไปมีรักใหม่ แม่จึงต้องรับภาระเลี้ยงลูกเพียงลำพัง ความยากจนทำให้เกิดความเครียด จนต้องเข้าออกโรงพยาบาลโรคจิตหลายครั้ง ปล่อยลูกน้อยสองคนให้ผจญชีวิตตามลำพัง ชาร์ลี แชปลินเคยต้องนอนข้างถนนเพื่อรอคอยพี่ชายกลับมา พ่อเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและเสียชีวิตขณะอายุ 38ปี ชาร์ลี แชปลินเข้าในคณะเต้นรำ Eight Lancashire Lads แสดงตาม music-hall แต่อยากเป็นนักแสดงมากกว่า เฟรด คาร์โน (Fred Karno) รับเข้าร่วมคณะ ตระเวนแสดงในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 21 เดือน เขาแสดงเป็นคนขี้เมาที่เดินเข้ามานั่งร่วมกับผู้ชม แล้วทำอิริยาบถต่างๆ ผู้ชมสนใจชายขี้เมาผู้นี้มากกว่าการแสดงบนเวที
 
ระหว่างนั้นได้รับการทาบทามจาก New York Motion Picture Company ให้มาร่วมงานด้วย ดังนั้นชาร์ลี แชปลินจึงต้องเดินทางกลับไปนิวยอร์กอีกครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคม 1913 เพื่อพบกับแมค เซนเน็ต (Mack Sennett) ซึ่งเห็นว่าเขาดูเด็กเกินไป ตอนนั้นเขาอายุ 24 ปี ชาร์ลี แชปลินจึงต้องสร้างภาพว่ามีอายุมากกว่านั้นด้วยการติดหนวด เขาเข้าไปในห้องแต่งตัวของนักแสดง ตัวละคร Charlot เกิดในตอนนั้นเมื่อเขาเลือกกางเกงขนาดใหญ่ เสื้อขนาดเล็ก รองเท้าขนาดใหญ่ หมวกทรงกลมและไม้เท้า เป็น Charlot ที่เดินแบบเป็ด Kid Auto Races at Venice, Cal. สร้างความหฤหรรษ์ เป็นภาพยนตร์สั้นที่เกี่ยวกับการแข่งรถ ทว่าผู้ชมกลับสนใจ Charlot มากกว่า นับแต่นั้น Charlot ปรากฏในทุกเรื่องที่เขาแสดง และเขาดังไปทั่วโลก เขาขอให้ซิดนีย์ แชปลิน (Sydney Chaplin) ผู้เป็นพี่ชายมาเป็นผู้จัดการให้
 
Studio Mutual จ่ายเงิน 670,000 ดอลลาร์ต่อปีเพื่อให้ให้ชาร์ลี แชปลินสร้างภาพยนตร์ทุก 4 สัปดาห์ นับเป็นค่าตัวที่แพงมากในยุคนั้น ในปี 1917 เขาทำสัญญา 1 ล้านดอลลาร์กับ First National Pictures เพื่อสร้างภาพยนตร์ 8 เรื่อง เขาสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ของตนเอง
 
ชาร์ลี แชปลินตระเวนแสดงเป็นเวลา 1 เดือนเพื่อหาเงินสนับสนุนพันธมิตร สร้างภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเรื่อง The Bond ให้กับรัฐบาลอเมริกันในขณะนั้น และในปี 1918 สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเรื่อง Shoulder Arms ได้รับความสำเร็จมาก จึงขอเงินเพิ่มจาก First National Pictures แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงร่วมกับเพื่อนอีกสามคน คือ ดักลาส แฟร์แบงค์ (Douglas Fairbanks) แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) และดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ (D.W. Griffith) ก่อตั้ง United Artists ในปี 1919 สร้างภาพยนตร์เอง จัดจำหน่ายเอง
 
ชาร์ลี แชปลินแต่งงานครั้งแรกกับมิลเดรด แฮริส (Mildred Harris) นักแสดงวัย 17 ปี แต่เธอไม่ได้ตั้งครรภ์ตามที่บอก แต่ตั้งครรภ์หลังแต่งงาน ลูกตายหลังคลอดเพียงสามวัน เขาเศร้ามาก จึงเป็นที่มาของการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Kid โดยมีแจ็คกี้ คูแกน (Jackie Coogan) เด็กน้อยวัย 4 ขวบร่วมแสดง ใช้เวลาถ่ายทำ 9 เดือน ได้ภาพยนตร์ความยาว 68 นาที แล้วชาร์ลี แชปลินก็หย่ากับมิลเดรด แฮริส
 
เมื่อมีเงินมากขึ้น ชาร์ลี แชปลินให้แม่มาอเมริกา ซื้อบ้านให้อยู่ แต่แทบจะไม่เยี่ยมกรายไปหาเลย เพราะภาพแม่ในความทรงจำเป็นสาวสวยอ้อนแอ้น แต่แม่ในความเป็นจริงกลับอ้วนและไม่สวยเสียแล้ว
 
ชาร์ลี แชปลินแต่งงานครั้งที่สองกับลิต้า เกรย์ (Lita Grey) วัย 16 ปี มีลูกด้วยกันสองคน แต่เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ภรรยาจึงขอหย่า
 
เมื่อมาถึงยุคหนังพูด ชาร์ลี แชปลินยังคงมั่นคงกับการสร้างหนังเงียบ City Lights เรื่องราวของสาวตาบอดขายดอกไม้ City Lights ทำรายได้สูงถึง 3 ล้านดอลลาร์ British Film Institute ยกให้ City Lights เป็นความสำเร็จสูงสุดของชาร์ลี แชปลิน แล้วถึงช่วงที่เขาขอหยุดพักงาน 16 เดือน ด้วยการเดินทางไปหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สวิส ญี่ปุ่นและจีน โดยมีโปแลต กอดดารด์ (Paulette Goddard) ร่วมเดินทางไปด้วย นัยว่าทั้งสองแต่งงานกันในจีน แต่ชีวิตแต่งงานไม่ยืนยาว เพราะต่างคนต่างก็เดินทางไปในวิถีการงานของตน
 
ในทศวรรษ 1930 ชาร์ลี แชปลินกังวลกับกระแสชาตินิยมในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมันที่มีผู้นำอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาจึงสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Great Dictator เสียดสีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 รางวัลด้วยกัน ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทยอดเยี่ยม นักแสดงยอดเยี่ยม เป็นต้น นาซีกล่าวหาว่าเขาเป็นยิวเพราะคบหากับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
 
ชาร์ลี แชปลินมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเมื่อโจแอน แบรี (Joan Barry) ยื่นฟ้องศาล เรียกร้องให้ยอมรับลูก แล้วเขาก็มีมารผจญ มารตนนั้นคือ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ซึ่งติดตามเรื่องราวของชาร์ลี แชปลินตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานในกองตรวจคนเข้าเมือง จนเติบใหญ่เป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์จงเกลียดจงชังชาร์ลี แชปลิน เมื่อได้โอกาสจึงกลั่นแกล้ง แจ้งข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน แต่ศาลยกฟ้องในที่สุด แต่ศาลพิพากษาให้ชาร์ลี แชปลินรับเป็นพ่อของลูกของโจแอน แบรี โดยไม่ฟังคำโต้แย้งที่ว่าผลการตรวจกรุ๊ปเลือดของเด็กและชาร์ลี แชปลินไม่ตรงกัน ชาร์ลี แชปลินจึงต้องส่งเสียเด็กจนอายุ 21 ปี
 
รักใหม่ของชาร์ลี แชปลินเป็นสาวน้อยวัย 18 ปี เธอคืออูนา โอนีล (Oona O’Neil) ลูกสาวของนักเขียนดังยูจีน โอนีล (Eugene O’Neil) ทั้งสองแต่งงานกันในปี 1943 และเธออยู่เคียงข้างเขาจนวาระสุดท้าย มีลูกด้วยกัน 8 คน
 
Monsieur Verdoux เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องของชาร์ลี แชปลิน นำชีวิตฆาตกรต่อเนื่องชาวฝรั่งเศสมาสร้าง ในเรื่องนี้เขาวิพากษ์ทุนนิยม เป็นหนังที่ไม่ได้รับการตอบรับในสหรัฐอเมริกา แต่ต่างประเทศชอบ ได้เข้าชิงออสการ์บทยอดเยี่ยม
 
ชาร์ลี แชปลินคลุกคลีกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ไปร่วมงานที่นักการทูตรัสเซียจัดที่ลอสแองเจลิส จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โปรโซเวียต ข้อหาที่เขาปฏิเสธ เขาต่อต้านการดำเนินคดีต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ฮอลลีวู้ดเบือนหน้าหนีชาร์ลี แชปลิน เมื่อเกิดลัทธิแมคคาร์ธี การไล่ล่าจึงเกิดอย่างจริงจัง เขาสร้างภาพยนตร์เรื่อง Limelight เรื่องราวของอาร์ทิสต์ music-hall ที่ตกอับ และเดินทางไปยุโรปเพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนี้ ระหว่างการเดินทางเขาได้รับแจ้งว่าสหรัฐอเมริกาเพิกถอนวีซาขากลับ ชาร์ลี แชปลินยอมรับโดยดี อูนา แชปลินขอเลิกสัญชาติอเมริกันเพื่อถือสัญชาติอังกฤษตามสามี เมื่อเดินทางไปถึงอังกฤษ หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษให้ความร่วมมืออย่างดีแก่เอฟบีไอ ชาร์ลี แชปลินจึงเลือกสวิสเป็นที่ลี้ภัย ซื้อบ้านที่เวอเวย์ (Vevey) ริมทะเลสาบเลมอง (Léman) ขายบ้านและสตูดิโอในสหรัฐอเมริกาและขายหุ้น United Artists เป็นการตัดความเชื่อมโยงกับประเทศนี้โดยสิ้นเชิง
 
ถึงกระนั้นในปี 1972 Academy of Motion Picture Art and Sciences มอบรางวัลออสการ์เกียรติยศให้แก่ชาร์ลี แชปลิน เขาจึงต้องเดินทางกลับไปฮอลลีวู้ด นั่งรถไปดูบ้านและสตูดิโอของตนโดยไม่ยอมลงจากรถ ในงานออสการ์ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือต้อนรับเป็นเวลานาน ท่านผู้เฒ่าน้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน และกล่าวตอบขอบคุณสั้นๆ และหากใครจะคิดว่าชาร์ลี แชปลินคงอยากอยู่ในสหรัฐอเมริกาอีกสักพัก ก็เข้าใจผิด เพราะเขาบอกกับอูนาว่าต้องการกลับบ้านทันที
 
ชาร์ลี แชปลินฉลองคริสต์มาสกับลูกหลานในปี 1977 เขาเหนื่อยมาก ภรรยาจึงพาขึ้นห้องนอนพร้อมกับเปิดประตูห้องไว้เพื่อให้เขาได้ยินเสียงลูกหลานยามเปิดห่อของขวัญ และในคืนนั้นเขาหลับโดยไม่ตื่น